(ชื่อเอ็นทรีไม่ใคร่จะเกี่ยว แต่ก็เกี่ยวนะเออว์) เรื่องแอบโบราณไปหน่อยนะคะ ^^" แบบว่าลืม

*

ABSOLUT

เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2005 (ใช่จ๊ะ...และจขบ.ก็ดราฟท์เอ็นทรีนี้ไว้ตั้งแต่พฤศจิกายนของปีเดียวกัน *เขิลลล แหม ก็ลืมบ้างอะไรบ้าง* กร๊ากก) วอดก้ายี่ห้อหย่ายยย สหายรักของมนุษย์ขี้เมาทั้งหลายนามว่า ABSOLUT ได้จ้างคุณ Nadav Kander ให้ไปถ่ายโฆษณาชิ้นหนึ่งด้วยธีม 'มหานคร' เรียกว่าโปรเจคท์ ABSOLUT Metropolis

อันที่จริงนี่ไม่ใช่ของใหม่ของ ABSOLUT แต่ประการใด ad campaign สไตล์นี้มีมานานแล้วล่ะค่ะ (และได้อาร์ตตัวพ่อตัวแม่มาสร้างสรรค์ไว้มากมายหลายชิ้นแล้ว) ธีมของแต่ละโครงการก็จะเป็นชื่อต่อท้ายยี่ห้อกันไปนั่นเองค่ะ  

 เอนี่เวย์ เขาก็คงมีฐานหยั่งรู้ว่านอกจากโตเกียวจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของโอตาคุแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ยานแม่ลงจอดแล้วเอาคนประหลาดจำนวนไม่น้อยมาปล่อยทิ้งไว้  (เลดี้ กาก้ายังอาจเป็นเพียงผลผลิตที่หลุดวิถีไปทวีปอื่น ฮา) โปรเจคท์นี้ จึงจับเอามนุษย์ผู้เป็นตัวของตัวเองทั้ง 11 ชีวิตมาครีเอทโฆษณาขวดวอดก้าซะเลย

เชื่อว่าหลายๆคนเคยเห็นแล้ว ถือซะว่าจขบ.เอามารวมตัวกันให้ครบๆแล้วกันนะจ๊ะ 

*

Metropolis

รูปนี้เห็นเป็นโปสเตอร์กับหน้าโฆษณาบ่อยๆ อารมณ์เหมือนสาวเมด XD 

 

Manamu คงเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมย่อยสไตล์โกธิค โลลิต้า (เพราะนางมาด้วยเสื้อ Black Peace Now ฮา...รูปอาจจะไม่ค่อยชัด แต่ที่ปิดตาเป็นรูปขวดวอดก้าด้วยนะ)

 

น้าเอลวิส

Keijiro น่าให้ค่าโฆษณาพี่แกเยอะๆ ฮา..

เธอว์คนนี้คือ pyuupiru เป็นศิลปินผู้เวิ่นมากอะไรมากอย่างจริงจัง XD เธอเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญชิ้นนี้ด้วย (แต่เธอว์เป็นเพศอะไรไม่รู้ค่ะ เธอว์บอกว่าอย่าไปสนใจ กร๊ากก) ลองหาผลงานอื่นๆของเธอดูได้ แต่ถ้ากลัวของโป๊ เกรงของแรงก็ข้ามๆไปจ๊ะ :P 

 

Nogi Sumiko (ถักนิตติ้งทั้งชุด!) 

รูปนี้เจอบ่อยมากๆ (ดูจากในรูปรู้แต่ชื่อ Marie Honda ซัง...)

 

 

 

 

อันนี้อาจจะประเวศยิม

 

  สุดท้าย ทรงนี้ไม่มั่นจริงทำไม่ได้นะเธอว์

ปล. ก็ไม่รู้จะอธิบายว่าคุณ Nadav Kander ดังหรือเก่งกว่าคนอื่นอย่างไร ฮา (ก็เมพๆในระดับที่มีนิทรรศการตรึมๆนะ) มีงานชิ้นหนึ่งของคุณแคนเดอร์ที่จขบ.ชอบมากชื่อ Chernobyl, Half Life เป็นภาพเศษซากอารยธรรมหลังโรงพลังนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิลระเบิด ภายหลังอพยพคนออกไปหมดแล้ว มันเวิ้งงงมากจ๊ะ สนใจลองจิ้มไปดูได้ :D

  *

ETA: ลืม - -" เข้าไปเที่ยวเว็บ absolut กันได้นะจ๊ะ (ถ้าอายุเกิน อย่าขี้โกงนะเด็กๆ XD)

 

Open the hurt locker

posted on 16 May 2010 22:22 by vendetta in VileVarious

 

Nothing but the hurt left here.
Nothing but bullets and pain
and the bled out slumping
and all the fucks and goddamns
and Jesus Christs of the wounded.
Nothing left here but the hurt.

Believe it when you see it.
Believe it when a 12-year-old
rolls a grenade into the room.
Or when a sniper punches a hole
deep into someone’s skull.
Believe it when four men
step from a taxicab in Mosul
to shower the street in brass
and fire. Open the hurt locker
and see what there is of knives
and teeth. Open the hurt locker and learn
how rough men come hunting for souls.

- Brian Turner, The Hurt Locker 

-  คำว่า Hurt Locker อาจจะแปลได้หลายแบบ แต่ใจความใกล้เคียงกัน ถ้าเป็นแสลงของทหาร มันก็หมายถึงที่ที่อยู่แล้วรังแต่จะเจ็บตัวเปล่าๆ แถมยังเข้าง่ายแต่ออกยาก (เออ มันก็ตรงตัวนะ ล็อคเกอร์คือตู้เล็กๆเอาไว้ใส่ของ ในที่นี่คือใส่ความเฮิร์ท ไขกุญแจปิดให้ด้วย) 

- ไบรอัน เทอร์เนอร์เป็นกวีทหาร ตอนที่ไปอยู่อิรักได้เขียนกลอนภาษาง่ายๆบ้านๆจนออกมาเป็นคอลเลคชั่น หนึ่งในนั้นก็คือ The Hurt Locker ที่ได้นำไปสร้างเป็นหนัง

- มันเป็น hurt locker เพราะว่าที่นั่นไม่เหลืออะไรแล้วนอกจากความเจ็บปวด ลูกกระสุน เด็กอายุสิบสองถืออาวุธสงคราม สไนเปอร์ที่ลอบยิงคนด้วยกัน แล้วก็ระเบิด ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็ระเบิดซ้ำ 

- จขบ.ยังไม่ได้ดูหนังหรอกนะ ไม่อยู่ในโหมดอยากดูหนังสงครามมาพักนึงละ (ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นคนชอบดู)

- คนที่อยากอยู่ใน hurt locker ก็คงจะอยู่ต่อไป... 

 

 

 

คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะรีวิวยังไงดี เพราะหนังมัน"จบ"แบบไม่มีอะไรติดใจให้พูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงกระนั้น เราก็ควรจะเขียนถึงสักหน่อยในส่วนของความเสียดาย จขบ.เป็นแฟนทิม เบอร์ตันอ่ะนะ แต่ถ้าน้าทิมยังการบ้านส่งดิสนีย์แบบนี้อีกหลายๆเรื่อง สงสัยแฟนๆจะหดหายเข้าสักวัน  - -"

*

Curiouser and curiouser

โดยส่วนตัว จขบ.มองว่าหนังฉบับปี 2010 นี้เป็นการเอาการ์ตูนดิสนีย์มารีเมค มากกว่าจะเอาวรรณกรรมมาเล่าใหม่ ตามปากคำของคนสร้าง เขาก็บอกว่าหยิบยกวัตถุดิบจากทั้งสองเล่มคือ Alice's Adventures in Wonderland และ Through the Looking Glass มาขยำรวมกันแล้วทำให้มันโมเดิ้นขึ้น ด้วยการปรับให้อลิซเป็นตัวละครสาวที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ในสังคมวิคตอเรียนที่ผู้หญิงไม่ค่อยจะได้ตัดสินใจ

แต่ว่า........ด้วยความที่หนังมันเล่นง่ายจัด มันก็เลยสูญเสียธีมหลักที่เป็นหัวใจของ Alice in Wonderland ไปเลยอ่ะจิ

เอนี่เวย์ หนังดูสนุกเพลินๆดี ไม่เสียดายตังค์นะเออ (แมวเชสเชอร์นี่มันช่างโมเอะ~) นักแสดงก็เหมาะสมกันดี (นางเอกนี่มันนางในอุดมคติของน้าทิมชัดๆ สวยแบบซีดๆ ผมทองหยิกๆยาวๆ ทำหน้าท้องผูกตลอดเวลา) สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหรือขี้เกียจอ่าน คอมเม้นท์ของจขบ.ก็มีเท่านี้แหละจ๊ะ ฮา

ส่วนท่านที่ขี้สงสัยพอๆกัน อ่ะ อ่านต่อ

Down the rabbit hole

หนังสือ:

หนึ่งในแก่นหลักเด่นชัดของวรรณกรรม Alice คือการตามหาตัวเองและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในภาคแรก Alice's Adventures in Wonderland นางเอกเป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังจะต้องก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ที่มองโลกด้วยสายตาตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบเด็กๆ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็น เด็กแบบอลิซอาจจะมองว่าการใส่เสื้อสีมาเดินพาเหรด ฟังคนพูดจาวกไปวนมาบนเวทีมันเพี้ยนสิ้นดี ไม่เข้าใจว่าทำไมการเข้าสังคมต้องเฟคเข้าหากัน (ขัดกับผู้ใหญ่ที่มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก จึงกลายเป็นว่าอีนี่มันคิดอะไรแปลกๆ ต้องล้างสมองซะใหม่)

การไปวันเดอร์แลนด์ ทำให้อลิซพบว่าโลกนี้จริงๆแล้วมีแต่คนบ้า โลกนี้เต็มไปด้วยคำถามไร้สาระที่ไม่มีคำตอบ (จากงานเลี้ยงน้ำชาประสาทกิน) และผู้ใหญ่วัยทองที่ไม่มีเหตุผล (The Duchess ที่หนังตัดออกไป ไม่ก็เอาไปรวมร่างกับ The White Queen แทนละมั้งนะ)

ตอนที่มาถึงวันเดอร์แลนด์ใหม่ๆ อลิซรับไม่ค่อยได้ และไม่กล้าที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ในตอนท้ายอีหนูอลิซก็สามารถเนียนบันเทิงกับคนอื่นๆได้ แถมลุกขึ้นมาเถียงราชินีโพแดงฉอดๆแบบไม่กลัวอะไรเลยอีกต่างหาก ซึ่งสื่อให้เห็นว่าโตขึ้นและมองโลกด้วยมุมมองใหม่

ในภาคสอง Through the Looking Glass เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อเล่มแรก มีธีมที่ขยายออกและลึกกว่าเดิม (นัยว่าเป็นเงาอีกฟากหนึ่งของ Wonderland) เช่น การพบกับ The Red King และไอเดียที่ท้าทายคนอ่านว่าตกลงอลิซฝันไปเองเหมือนคราวที่แล้ว หรืออยู่ในความฝันของคนอื่นและไม่ได้มีตัวตนอยู่เลยตั้งแต่แรก (ฟังดูปัดย๊าปรัชญา ภาษาหรูหราเขาเรียกว่า Existentialism) ซีเครียดมากมาย เป็นการตั้งคำถามแบบผู้ใหญ่ที่เจริญเติบโตกว่าเล่มแรก และแม้แต่การดำเนินเรื่อง การผจญภัยของอลิซยังอยู่บนกระดานหมากรุก โดยอลิซกลายเป็นหมากตัวหนึ่ง ต้องโค่นสมุนเพื่อก้าวไปเป็นควีนให้ได้

หนัง:  

หนังเปิดมาด้วยสาวอลิซวัยสิบเก้า ที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์ตรงหน้า กระต่ายใส่เสื้อโค้ทตัวหนึ่งก็โผล่มาเคาะนาฬิกา แล้วเธอก็ตัดสินใจตามกระต่ายไป คุณกระต่ายมาเยือนเปรียบได้กับการเตือนว่าวัยเด็กและจินตนาการ (หรือความเป็นตัวของตัวเอง) กำลังจะหมดไป ถ้าอลิซเลือกที่จะไม่เห็นกระต่ายตัวนั้น หรือไม่ตามไป นั่นก็แปลว่าเธอจะก้าวไปสู่โลกของผู้ใหญ่เต็มตัว และทิ้งจินตนาการ และ Childhood เอาไว้ตรงนั้น

หนังเองก็พยายามจะแตะๆจุดที่ว่าด้วยการตามหาตัวตน ผ่านการตั้งคำถามว่าเธอคือ The Alice หนึ่งเดียวคนนี้รึเปล่า ใช่อลิซคนเดียวกับที่เคยมาในอดีตหรือไม่ แต่ด้วยความที่หนังเลือกที่จะสดใสซาบซ่า ก็เลยไม่เล่นคำถามแบบผู้ใหญ่เลย (คือ...ถ้าเล่นพอยท์นี้ หนังคงออกมาดาร์กๆ โกธิคๆกว่านี้ โฮวววว เอาทิม เบอร์ตันคืนมา)

สุดท้ายเราเลยได้แต่ประเด็นที่ว่า เธอคืออลิซคนเดียวกับอิเด็กเวิ่นเว้อคนนั้นรึเปล่า (เห็นเขาแปล muchness ว่าลูกบ้า ซึ่งก็เข้าใจได้ง่ายกว่านะ ^^")

ที่น่าเสียดายคือหนังสือมีอะไรต่อมิอะไรให้หยิบยืมตั้งแยะ แต่หนังดันเล่นกันง่ายๆนี่แหละ ด้วยการเล่าเรื่องโดยใช้สูตร Hero's Journey ชนิดฉีกซองเติมน้ำร้อน - -" อลิซเป็นเด็ก"คนนั้น"ในตำนาน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะเป็นรึเปล่า (reluctant hero) มีปมที่ยังขบไม่แตก ระหว่างทางค้นพบมิตรภาพ มีอุปสรรคเป็นครั้งคราว มีตัวละครลับมาช่วย ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตาย ทำสงครามครั้งใหญ่ แล้วก็กลับบ้าน...

ที่ลักลั่นย้อนแย้งก็คือ การเล่าเรื่องด้วยสูตรนี้มันก็เวิร์คในหลายๆครั้ง เพราะเชื่อมต่อกับคนดูได้รวดเร็ว แต่กับเรื่องนี้ สงสัยเพราะมันเชื่อมไวไปหน่อย ก็เลยขาดอารมณ์ร่วมอ่ะจ๊ะ (เหมือนจะไปอ่านวิจารณ์ของใครหว่า ที่บอกว่าหนังของทิม เบอร์ตันทุกเรื่องมักจะมี emotion หรือ soul อะไรสักอย่างที่คนดูรู้สึกอินได้เสมอ แต่เรื่องนี้มันไม่มีอ้ะ ราวกับโดนเจี๋ยนทิ้งไว้ในสตูดิโอ) เนื่องจากจขบ.อาจจะหวังว่าจะได้เห็นอะไรมืดๆครึ้มๆบ้าง ไม่ต้องถึงระดับ Pan's Labyrinth ที่เป็นอลิซโคตรระทม แต่ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้สว่างเกินไป เลยติดจะกร่อยๆไปหน่อยจ๊ะ 

*

The Queen's Croquet Ground

หนัง:

หนังหยิบเอาคาแรกเตอร์ของ Queen of Hearts ในภาค AAIW มารวมร่างกับ Red Queen ใน TTLG ...แต่ที่มันทะแม่งแปร่งๆก็คงเพราะว่า คาแรกเตอร์ของราชินีสองคนนี้ไม่เหมือนกันซะหน่อยนิ พอหนังเอามารวมร่างเป็นหนึ่งเดียว มันเลยดูทะแม่งๆ (แต่สงสัยจะด้วยความที่ป้าเฮเลน่ารับบทนี้ ในบางโมเม้น มันเลยดูปกติมาก ฮาาา) จริงๆแล้วคงเป็นผู้หญิงขาดความรักความอบอุ่น มีปมด้อยเป็นหัวแตงโมโตไปหน่อยเมื่อเทียบกับน้องสาว ชีถึงได้ชอบมีบริวารเป็นตัวประหลาด เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าแปลกอยู่คนเดียว

หนังสือ:

Queen of Hearts ในภาคแรกเป็นตัวแทนของความกราดเกรี้ยวไร้สติ กริ้วทีแหกปากที เอะอะก็ไล่ให้เอาไปตัดหัวทิ้งให้หมด เป็นคนโผงผาง และไม่มีความสง่างามแบบราชินี

ตรงกันข้ามกับ Red Queen  ที่เป็นตัวแทนของความเฮี้ยบ ไซโคให้อลิซต้องอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ เร้ดควีนเป็นผู้ใหญ่ไฮโซวเมื่อเทียบกับควีนโพแดงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ลักษณะเหมือนเด็ก เร้ดควีนเลยสะท้อนถึงการวางตัวและการสร้างสถานภาพทางสังคมซึ่งเป็นไอเท็มที่อลิซต้องใช้ในการโตเป็นผู้ใหญ่

*

What Alice Found There

สิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยคือ หนังจงใจตั้งชื่อให้ตัวละครทุกตัว รวมทั้งสถานที่ในวันเดอร์แลนด์ (ที่โดนเปลี่ยนชื่อเป็นอันเดอร์แลนด์...อีกต่างหาก) จนเผลอคิดไม่ได้ว่า นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแล้วนี่หว่า ฮา...

ว่ากันว่า การตั้งชื่อให้เป็นการสร้าง personality เพิ่มความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละครนั้นๆ ดังที่อลิซตั้งใจจะจดจำอันเดอร์แลนด์และเพื่อนๆเอาไว้ ตรรกะมันคงจะประมาณว่าถ้ามีชื่อ ก็แสดงว่า มันไม่ใช่จินตนาการล้วนๆ แต่เป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ หรือเป็นจริงในมิติอื่น

*

Off with his head!

Alice ถูกตีความไปล้านเจ็ดรูปแบบ (แม้ว่า Lewis Carroll จะยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเขียนให้เด็กอ่านจริงจริ๊งงง...) อีกทั้งยังมีการเสียดสีและสะท้อนสังคมวิคตอเรียนกลายๆ ระหว่างบรรทัด ไม่ว่าคนเขียนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

อลิซกลายเป็นหนึ่งในไอคอน เวลาได้ยินชื่อ"อลิซ"ในหนังหรือหนังสือ บางทีแทบจะเดาล่วงหน้ากันไปก่อนเลยทีเดียวว่าจะเชื่อมโยงกับธีมอะไรได้บ้าง เช่น Coming of Age, สาวน้อยช่างฝัน หรือจะเด็กสาวฝันสลายก็ยังได้

หนึ่งในการตีความที่น่าสนใจคือประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของอังกฤษ เพราะฉากทาสีกุหลาบจากสีขาวให้เป็นสีแดง ซึ่งทำให้โยงไปถึง War of the Roses ได้ สงครามระหว่างสองราชวงศ์นี้ ฝ่ายแดงคือแลงคาสเตอร์ ฝ่ายขาวคือยอร์ก (แต่เรื่องนี้มันยาวจังเนาะ...เล่าโดยย่อให้ไม่ไหวอ่า สรุปให้ว่ายอร์กชนะ ) ควีนโพแดงจึงต้องเป็นควีนมาร์กาเร็ต อีกทั้งประโยคเด็ด Off with his head! ก็ยังไปพ้องกับสิ่งที่เชคสเปียร์เคยเขียนเอาไว้ในละครอีกด้วยนะเออว์

(และทารกเบบี๋ที่กลายเป็นหมูของดัชเชสก็คือ Richard III ที่เอียน แมคเคลเลนเคยนำแสดง :D คนเดียวกับที่จับหลานชายสองคนไปขังตายกลายเป็นผีเซเลบในหอคอยลอนดอนนั่นแหละจ๊ะ)


* 

Why is a raven like a writing desk?

คำถามยอดฮิตนี้มีคำตอบที่ถูกต้องคือ มันไม่มีคำตอบ ฮา...

จริงๆแล้วสามารถตีความได้หลายแนวโดยไม่มีใครผิดหรือถูก เนื่องจากคนเขียนเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้คำตอบที่แน่นอนเหมือนกัน (ยกเว้นที่ตอบให้หายคันแบบเล่นคำไปมา)  

แต่จขบ.ก็ชอบคำตอบที่ว่า "เพราะโพเป็นคนเขียน" นะจ๊ะ :D

*

ไม่ได้อัพบล็อกมานานเหมือนกันนะเนี่ย ว่าจะรือทำใหม่แล้วเหมือนกัน ในเร็ววัน (ซ้าาธุ)

พอไปดูอลิซเวอร์ชั่นนี้มาแล้ว พบว่าไม่เหมือน Looking Glass Wars เลยสักกะนิด แต่การมาถึงของอลิซเวอร์ชั่นนี้ทำให้ LGW โดนดองยาวออกไปอีก - -" กรรม