WryWriting

สืบเนื่องจากจขบ.ได้ข่าวนี้มานานแล้วล่ะ แต่ลืมเอามาเล่าสู่กันอ่าน ^^" พอดีวันนี้หยิบ Newsweek เล่มกลางเดือนมีนาฯขึ้นมาพลิกๆ เห็นเข้าเลยนึกขึ้นมาได้

เล่าเหตุการณ์ให้ฟังโดยคร่าวๆ เมื่อประมาณไตรมาสที่แล้ว แบรนด์ไฮเอนด์ขวัญใจชาวเกย์ (...ล้อเล่นจ๊ะ แต่จริงจังเอาเรื่อง กร๊าก) Dolce&Gabbana ออกโฆษณาคอลเลคชั่นใหม่ตัวหนึ่งออกมาตามหน้านิตยสารแฟชั่น เป็นรูปนี้:

ถามก่อน สำหรับผู้ที่เห็นรูปนี้จากบ๊อกนี้เป็นครั้งแรก เห็นแล้วรู้สึกยังไงบ้าง? (หรือถ้าไปเห็นจากที่อื่นมาแล้ว ตอนเห็นรู้สึกยังไง?)

ที่ถามก็เพราะ Print Ad ชิ้นนี้โดนด่ากระจายนั่นเองค่ะ โดยเฉพาะจากกลุ่มสิทธิสตรี ข้อหาก็คือมันจะข่มเหงเพศแม่กันไปถึงหนายยย...เดี๋ยวนี้แฟชั่นถึงกับเอาเรื่องผู้ชายรุมโทรมผู้หญิงมาโฆษณาขายเสื้อผ้ากันแล้วเหรอออ

ทางฝ่ายต่อต้านบอกว่าข้อความที่สื่อออกมาจากภาพคือ Gang Rape (รุมโทรม) หรือ Fantasy Rape (จินตนาการว่าฉันโดนหนุ่มๆหน้าตาดีมะรุมมะตุ้มมารุมข่มขืน...มันคงมีผู้หญิงประเภทที่ชอบจินตนาการแบบนี้กับตัวเองอยู่จริงๆแหละนะ แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็เถอะ มันน่าเอามาโฆษณาตรงไหนเนี่ย) ถ้าปล่อยให้โฆษณาแบบนี้ลอยนวล ก็เท่ากับว่าเราสนับสนุนการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงงั้นดิ ยอมไม่ด้ายยย....

เอนี่เวย์ ทางฝ่ายคนทำ สองเจ๊ได้ออกมาอธิบายว่าไม่จริ๊งไม่จริง ไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเป็นแบบนี้ซะหน่อย เค้าอยากสื่อถึง Erotic Dream สาวสุด X จิ้นฉากเซ็กส์มันส์ๆต่างหาก

อันที่จริง ถ้าเคยผ่านตาโฆษณาของแบรนด์นี้กันมาบ้าง ก็จะเห็นว่า D&G ก็ชอบทำ ad ฉูดฉาด (ไม่รู้จิ มันดูรกๆถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่น) แรงๆ โป๊เปลือยสองแง่สองง่ามอยู่เยอะ ไอ้ ad อันนี้ค่อนข้างจะธรรมดาออกด้วยซ้ำไป...อย่างน้อยผู้หญิงก็ยังมีผ้าผ่อนติดตัวอยู่นะเออ

อย่างคอลเลคชั่นปีที่แล้ว ก็มีนู้ด มีธีมทรยศหักหลัง ชิงรักหักสวาท มั่วเพศและดูโฮโม้โฮโมฯอย่างไม่ปิดบัง โดยเขาว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก American Revolution (เอารูปเก่ามาหากินหน่อยนะคะ ขี้เกียจย่อ)

(อันนี้ยังไม่เห็นมีใครออกมาบ่นว่าผู้ชายตรงกลางนั่นเป็น toyboy โดนทั้งชายทั้งหญิงรุมจนกระอักเลือดเลย กร๊ากกก)

เอนี่เวย์ กลับมาที่ประเด็นก่อน กระแสต่อต้านเริ่มที่สเปนค่ะ รัฐบาลถึงกับสั่งปลด ว่ากันว่า อาจเป็นความซวยของ D&G เองก็ได้นะ ที่ออกโฆษณาผิดจังหวะไปหน่อย ระยะนี้สเปนกำลังมีปัญหาเรื่องภัยสังคมที่คุกคามผู้หญิงค่ะ (เอ...เหมือนแถวๆนี้เลยโน๊ะ - -" นสพ.ลงข่าวข่มขืนรายวันติดๆกันได้มากี่ปีแล้วฮ้า บ้านนี้เมืองนี้...) จนรัฐบาลเริ่มรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้นนน...ก็เลย แทนที่จะดูแล้วรู้สึกเฉยๆ ก็กระฉับกระเฉงลุกขึ้นมาห้ามมันซะหน่อย ก็เป็นได้

แล้วพอที่นึงเริ่ม ที่อื่นๆก็ทำตาม เช่นที่อิตาลี บ้านเกิดของแบรนด์นี้เองก็สั่งปลด print ad ตัวนี้เช่นกัน สรุปว่านักวิจารณ์ส่วนใหญ่ไม่ปลื้มเลย

กระแสตามที่ต่างๆ เช่นทางอินเตอร์เนตเองก็ร้อนแรงอยู่พักใหญ่ๆเลยเชียว คนส่วนใหญ่เห็นแล้วก็บอกว่ามันแย่มั่กๆ ทำกับผู้หญิงแบบนี้ได้ไง โกรธนะเฟ้ย อีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่ามันอาร์ตๆดี ไม่เห็นจะซีเครียดตรงไหน...อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองล่ะนะ

เพื่อเป็นการตัดปัญหา D&G ก็เลยสั่งระงับปรินท์อันนี้ไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ทั่วโลกเลย พร้อมกับให้สัมภาษณ์อย่างมีเหตุผลว่า ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะตะเอง แต่ของมันพลาดกันได้ทั้งนั้นแหละ...ลูกค้าหลักของบริษัทก็เป็นผู้หญิง เราจะบ้าจี้คิดไปดูถูกสาวๆได้อย่างไร บลาๆๆ

ก็ว่ากันไป สุดท้ายฉันเห็นด้วยกับการที่เขาตัดสินใจยกเลิกมันไปทันทีไม่อิดออด (แต่ก็นั่นแหละ...หัวข้อแบบนี้ เรื่องแบบนี้ ออกมาเถียงเดี๋ยวได้มีตายหรอก) เพราะดูแล้ว...มันก็ก่อให้เกิดปัญหาและสร้างความไม่สบายใจให้คนดูได้จริงๆ

อย่างไรก็ตาม...ฉันเองก็เชื่อว่าเจ๊ๆทั้งสองของ D&G ไม่ได้เจตนาจะสื่อถึง Gang Rape ตามที่ถูกกล่าวหา เพราะเชื่อว่า ถ้าเป็นไปได้ ใจจริงของเจ๊ๆเองคงอยากเปลี่ยนสาว X ให้เป็นชายล้วนหมดเลยมากกว่า (ฮา ก็ล่อซะกล้ามขึ้นเงากันออกปานนี้)

และเชื่อว่าถ้าผู้ชมโฆษณาเป็นสาว Y...น่าจะคิดเหมือนๆกันว่า Print Ad นี่ (บวกกับชื่อ Dolce&Gabbana) ดูยังไงก็เก๊...เกย์ว่ะ

มั้ยอ่ะ?

ETA: ขอแปะค้างไว้ก่อน ว่าจะมาพูดถึง Fantasy Rape ของสาววาย (เช่นในฟิก NC-17) อีกประเด็นนึงด้วย แต่พิมพ์ๆอยู่แล้วดันง่วง - -" ใครอยากเปิดประเด็นเชิญเลยจ๊ะ ไว้สายๆจะมาอ่าน ฮ้าววว...


(review) ฟ้าจรดทราย the Musical

posted on 24 May 2007 13:01 by vendetta  in WryWriting

*

The Ins

เนื่องจากเคยอ่านฟ้าจรดทรายมาเมื่อนานโข สมัยยังสุกใสไร้สมอง เอ๊ย เดียงสา ตอนนี้จำรายละเอียดในนิยายไม่ได้แหล่ว จึงไม่ขอไม่เปรียบเทียบกับนิยายนะคะ เม้าท์เฉพาะที่ดูในละครเวทีเวอร์ชั่นนี้ก็ละกัน

พิมพ์ไปพิมพ์มาคิดว่าน่าจะมีสะปอยมั่งนะคะ แต่ถึงอย่างไรพล็อตมันก็เดาได้ตามสากลนิยมอยู่แล้วแหละ เขาเล่นกันอีกตั้ง 45 รอบ เรื่องย่อคร่าวๆก็เป็นว่ารักกลางทะเลทราย หน้าที่กับความรัก ความรักระหว่างชาติพันธุ์ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ชารีฟกับฟาซาล...ไม่ใช่ละ ชารีฟกับมิเชลล์ตะหากนะเออ

ฉากเปิดมาที่ฮิลฟารา เมืองสมมติทางแถบตะวันออก ตามมาด้วยการเปิดตัวนางเอกกับฉากลงจากเครื่องบินเปเปอร์มาร์เช่ (ที่งานดูเผาๆไงไม่รุ...แล้วก็ดูคุ้นๆตาไงไม่รู้อีกเหมือนกัน เอิ๊ก) โดยส่วนตัว ฉันว่าฉาก คอสตูมและบรรดาอุปกรณ์ต่างๆมันไม่ค่อยเวิร์คเลยค่ะ เทียบกับโปรดักชั่นขนาดนี้ ไหงมันดูกิ๊กก๊อกป๊อกเด้งยิ่งกว่าละครมหา'ลัย (ละครมหาลัยบางเรื่องยังทำให้รู้สึกชื่นชมในความครีเอทถีบได้มากกว่า)

โดยเฉพาะดาบที่แบบว่า...เอ่อม เด็กคอสเพลย์เขายังไม่ใช้กันเลยมั้งเพ่ แถมเวลาสู้กันแล้วได้ยินเสียงพลาสติกชนกันดังปั๊บๆด้วย (เผลอคิดเลยเถิดว่าเดี๋ยวโอมานกะชารีฟจะปล่อยแสงใส่กัน) กระจอกอะไรจะปานนั้น

ฉันทราบว่าอาวุธในละครไม่ควรเป็นของมีคมที่ทำอันตรายได้ แต่ก็ไม่ต้องให้มันเหมือนของเล่นงานวัดขนาดนั้นก็ได้น่ะ บางฉาก บางซีนก็เห็นชัดๆเลยว่าจงใจทำไว้เพราะเดี๋ยวตัวละครต้องใช้ (อย่างน่าเกลียดคงเป็นเชือกแดงห้อยโหนเส้นนั้น มันแบบว่า...คุ้นๆไงไม่รุ แล้วก็ไม่ฮือฮาเรยอ่า) สรุปว่าไม่ตื่นตาตื่นใจกับฉากเท่าที่ควรค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าจะลงทุนทำให้เนียนและเนี้ยบกว่านี้มันก็น่าจะทำได้นี่นา

ก่อนไปดูฉันก็ไม่ได้คาดหวังอะไรใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับมอส ^^" แล้วก็ออกมาไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เป็นไปตามความคาดหมาย (ว่าธรรมชาติให้พี่เกิดมาเป็นอย่างงี้...จะว่าไปก็อนุมานดั่งเอาเอไลจาห์ วู้ดไปเล่นเป็นอารากอร์น...เอิ๊ก) มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เนาะคะ ภายนอกแล้วดูยังไงชารีฟคนนี้ก็ไม่เป็นทหารเอกราชองครักษ์หล่อล่ำสูงไปได้ คู่กับมิเชลล์แล้วเหมือนพี่กับน้อง แม้เสียงร้องดีขึ้นกว่าตอนออกเทปใหม่ๆ (มีหลงๆอยู่มั่งก็...เอาเหอะ) และแม้จะอัพกล้ามโชว์คนดูก็ตาม

นัท มีเรียสวยยย แสดงดีด้วย สามารถร้องไห้ไปร้องเพลงไปและทำสวยไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน ถือว่าไม่ธรรมดา น่าเสียดายที่ละครให้ความสำคัญกับ "ตรรกะความเป็นมิเชลล์" น้อยไปหน่อย คนดูได้เห็นแต่เธอร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (อย่างกะรู้ว่านัทร้องไห้สวย เลยจับให้ร้องซะสองชั่วโมง) อยากมีความรัก อยากมีใครเข้าใจ เพราะโดนทิ้งโดนขว้างมาตลอด

ซึ่งคนดู (อย่างจขบ.) นึกไม่ออกเหมือนกันว่าแล้วมิเชลล์มีอะไรดีอีกบ้างที่คู่ควรกับรักแท้ นอกจากความสวยและความเป็นนางเอก เขาทำให้เรารู้ว่าแบ๊คกราวนด์ชีมันปวดร้าว แต่ characterisation อื่นๆมันไม่ใคร่จะมี น่าเสียดายที่บทส่งให้เธอร้องไห้แล้วก็ยืนบิดไปบิดมาทำท่ากระอักกระอ่วนตลอดเวลาเท่านั้นเอง (อ้อ แล้วก็เลิฟซีนท่าทางคุ้นๆตาไงไม่รุอีกหน่อย)

ญาญ่าหญิงที่แสดงเป็นแคชฟียา ก็ดีทีเดียว ดูร้ายดีค่ะ ร้ายแบบ...เห็นก็รู้ว่าร้าย และปมในใจไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเมื่อทีมงานและนักแสดงเองก็เข้าใจว่าแคชฟียาไม่ใช่คนร้ายโดยกำเนิด สภาพแวดล้อม ความที่เป็นลูกคนรวย เคยใช้ชีวิตเปลืองๆที่เมืองนอก พอกลับมาฮิลฟาราเจอสภาพกดดันเข้าก็รับไม่ได้ บลาๆๆ แต่เปิดฉากมาดันให้ชีเป็นนางมารมาแต่ไกล แล้วก็ขี้หึงแค้นเจียนตายแบบงงๆพิกลค่ะ (อันนี้ไม่ค่อยเมคเซ้นส์อ่ะ เจ็บใจ โมโห โกรธ อันนี้นึกออก แต่ถึงขั้นมันต้องตายยยแล้วหัวเราะบ้าเสียสติไปเลยเนี่ย...มันอะไรวะ นู๋ไม่เก็ทอารมณ์พี่เลย เพลงก็ไม่ได้อธิบาย เห็นบอกแต่กรูแค้นนน)

วิทย์ AF1 ไปได้ดีกับบทโอมาน (แม้ว่าท่าหมุนตัวเตะแข้งเตะขามันจะดูเป็นการละเล่นบัลเล่ต์ไปหน่อย แต่ก็...พอได้อยู่) ส่วนศรัญยู ฉันว่าการแสดงดีมากๆ ร้องเพลงเพี้ยนนิดๆพออภัย ส่วนอีกคนที่เสียงดีอย่างน่าสนใจคือคนที่แสดงเป็นโรแบร์ แฟนแคชฟียาค่ะ ออกมาสองสามฉาก แต่สะดุดหูทีเดียวเชียว

แต่ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่รู้สึกคือ ดูยัไงมันก็ไม่เป็นละครเวทีค่ะ *เกาหัว* มันไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนมาร้องเพลงโชว์กับจินตลีลาประกอบเพลงมากกว่า ฉันไม่อินกับใบหน้ายิ้มแฉ่งของตัวประกอบขณะร้องรำทำเพลงเป็นหมู่คณะ ไม่ได้ต้องการให้ทำหน้าบึ้งนะ แต่มันดูไม่มีมิติ และดูเป็นงานโรงเรียนมากไปหน่อย

ไม่รู้ว่าเป็นที่ละครขาดมิติหรือตัวละครที่ขาดมิติ อย่างตัวมิเชลล์เอง พอได้ความรักแล้ว ก็แค่ฝันว่าจะอยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ พอได้ซะมีแล้วก็เหมือนจะเลิกสนใจว่าสิทธิของผู้หญิงในฮิลฟาราเป็นยังไง ชีลืมอุดมคติตัวเองไปซะเฉยๆกลางทะเลทราย เป็นต้น

ดนตรีประกอบออกจะป๊อปจ๋าติดหู (บ้างก็คุ้นๆไงไม่รุ โดยเฉพาะฉากตลกของยูซุฟกับลูกๆ ได้กลิ่น Master of the House ของ Les Miserables จางๆ) ส่วนเนื้อร้อง โดยส่วนตัวฉันว่ายังไม่ลงตัว (กว่าจะดูจบ ดิฉันก็พาลเกลียดสระไอไปเลย โดยเฉพาะคำว่าใจ ไป ใคร ใช่มั้ย...นักแต่งเพลงสมัยนี้เขาคงไม่แต่งกลอนกันแล้วมั้งคะเลยนึกคำสัมผัสไม่ค่อยออก) ไม่มีลูกเล่นและยังขาดเสน่ห์

ระบบเสียงไม่ค่อยปลื้มเท่าที่ควรค่ะ (หรือเพราะนั่งใกล้เกินไปก็ไม่รู้ เสียงไม่น่ารื่นรมย์เลยอ่ะ) ชอบแบบพอดีๆแบบที่ศูนย์วัฒนธรรมมากก่า (สงสัยเพราะมันเก่าแล้วเลยไม่กระหึ่มละมั้ง กร๊ากก)

พอเถอะ ยาวละ สรุปว่าดูเพลินๆก็ดีจ๊ะ ไม่เสียความรู้สึกหรือเสียเวลาหรือเสียดายเงินเปล่า ให้คะแนนในความพยายาม แต่หักคะแนนในความพยายามที่ยังน้อยไปในบางจุด

อนึ่ง เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ที่ชื่อโคตรยาวจุคนได้ราวๆ 1400 ไม่ใหญ่หรือเน้นหะรูหะรา ออกแนวเรียบๆแต่ได้มาตรฐานมากกว่ามัง (แต่ตอนปีนกระไดขึ้น-ลงเพื่อเข้า-ออกโรงนี่สิ ต้องใช้พลังวัตรพอสมควรเหมือนกันแฮะ) ขนาดอบอุ่นกำลังดี เก้าอี้ใหม่นั่งสบายใช้ได้ ลดหลั่นดี หัวไม่บังกันด้วยจ๊ะ เสียแต่ทางเดินแคบไปหน่อยนึง

(ว่าแต่เมื่อไหร่ศูนย์วัฒนธรรมฯจะเปลี่ยนเก้าอี้ซะที? มันคงดีขึ้นอีกมากมายเลยโน๊ะ)

*

The Outs

เล่าให้อ่านกันดีก่า...จขบ.ไปดูฟ้าจรดทรายรอบปฐมทัศน์มาเมื่อคืนวันที่ 23 ค่ะ ด้วยความบังเอิญโชคดี 'จานแม่ของคุณคนนี้ปันบัตรไฮโซววว...จากท่านเจ้าของบัตรไฮโซวววคนหนึ่งมาให้ ในบัตรเชิญระบุว่ามีค๊อกเทลตอนห้าโมงครึ่ง ประมาณทุ่มนึงจะเคลียร์พื้นที่ (a.k.a ปิดถนนรอขบวนเสด็จฯ) และละครเวทีเริ่มทุ่มครึ่ง จากนั้นจึงมี After the Show Party ขุนกันเข้าไป

เนื่องจากไม่สนใจงานหางไก่ จขบ.กับคุณคนเดิมจึงออกจากบ้านกันตอนห้าโมงครึ่ง แล้วก็พบว่ารถติดมว้ากกกส์ (ปกติขึ้นทางด่วนไปศูนย์วัฒนธรรมง่ะ ไม่เคยรับรู้ว่าพระราม 7 มันโคตรพ่อโคตรแม่เพียงนั้น) พอถึงแล้ว เจอตำรวจกั้นไม่ให้รถยูเทิร์นตรงหน้าเอสพลานาดอีก กรี๊ด จะเอาอะไรกะกรู๊ววว ที่จอดรถเอสพลานาดก็ห่วยสมเป็นเครือเมเจอร์ดีนะคะ ที่ไม่พอต้องไปปีนป่ายบนตึกข้างๆแทนด้วย (มันออกแบบมากะให้คนเดินมาจากบ้านหรือไงฟระคะ องค์ลงทันที กลายร่างเป็นแท๊กซี่ตีนผีขี้โมโห ฮา)

กล่าวโดยสรุปว่า ทันปาดหน้าขบวนเสด็จพอดี ประมาณว่าลิฟท์เปิดพร้อมๆกะเพลงสรรเสริญฯ

(อันนี้แถวบ้านเรียกว่า 'เวลาพ่อมด' ชิมิเคอะ ไม่เคยมาสายและไม่เคยมาก่อนเวลา - -")

ปล. ไม่ได้เอาลูกชายไป พอจอดรถเสร็จละก็ลืมเอามือถือไปอีกตะหาก เลยไม่ได้ถ่ายรูปซักกะนิด ว้า...(รูปตัวเองกะคุณคนนี้ก็ไม่มีอ่ะ - -") อุตส่าห์ได้หายใจรดต้นคอป้าเบิร์ด และอยู่กลางดงดาราทั้งที่ กร๊าก

จบจ๊ะ

Q&A (1)

posted on 29 Apr 2007 22:15 by vendetta  in BereftBook, WryWriting

มารวบยอดตอบคำถามเนื่องด้วยวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ว่างงง เกิดดำริว่าอยากตอบคำถามที่เคยเห็นในบ๊อกแต่ไม่ได้ตอบ (ลืม)

*

FAQ

Q: ช่วยอัพ Depapepe ให้หน่อยได้ม้า?

A: คำถามยอดฮิตที่เจออยู่ตลอด แต่ว่าต้องขออภัยค่ะ หมดโปรโมชั่นไปแล้ว จขบ.เคยอัพเพลงพี่เหยินขึ้น yousendit ไปหลายหนอยู่ เลยตั้งใจว่าจะไม่อัพแล้ว เดี๋ยวเขาขายของไม่ได้ นึกเสียว่าเราไม่มีวาสนาต่อกันละกันนะคะ *กรีดน้ำตา*

อนึ่ง อาเจ๊เอ็นจีโอคนนี้ยังอัพ Depapepe อยู่เนืองๆค่ะ สนใจไปติดต่อดูได้ (เพราะจุดประสงค์แรกเริ่ม เราก็ช่วยมันอัพโหดทำมาหากินนี่แหละ)

Q: ทำไมฟังเพลงในเอ็นทรีเก่าๆไม่ได้?!

A: ไฟล์มันถูกลบไปแล้วน่ะเซ่ ปกติเพลงที่เปิดในเอ็นทรีมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อประหยัดแบนด์วิธ (ของฟรีที่ดิฉันมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย)

Q: สอนทำธีมหน่อย

A: อันนี้ก็เจอบ่อยๆ แต่ตอบไม่เคยถูกสักทีเพราะจริงๆแล้วจขบ.โง่เรื่องเทือกนี้ กะแค่วัดขนาดให้ออกมาพอดีมันยังทำไม่ได้ (จนเลิกความคิดที่จะทำอะไรหะรูหะราอย่างงี้ไปละ คือ...มันเบี้ยวตลอดจนขอทำใจ กร๊าก) สังเกตได้ว่าธีมบล๊อกนี้เรียบง่ายทุกอัน (เลือกทำเท่าที่ทำเป็นไง) ทุกอย่างที่เห็นอยู่ในนี้ก็เลยไม่มีอะไรพิสดารให้สอนอ่ะ

ถ้ายังยืนยันว่าสนใจ ถามมาเป็นข้อๆไปดีกว่าว่าอยากได้ยังไง ตอบได้จะตอบให้จ๊ะ

Q: เราชอบ (เติมชื่อในช่องว่าง) ทำไมจขบ.ไม่ชอบ?!

A: ก็มันไม่ชอบนิ *ดิ้นปัดๆ* ความไม่ชอบเป็นเลเวลหนึ่งที่ไม่ถึงกับความเกลียดนะคะ เช่นว่าฉันไม่ปลื้ม Il Divo นั่นก็เพราะรู้สึกว่าฉันฟังน้าๆลุงๆร้องเพลงโอเปร่ามันก็เวิร์คอยู่แล้ว (ก็ไม่ได้ฟังเยอะแยะอะไรหรอกค่ะ อย่าเข้าใจผิดไป) ยังไง Il Divo ก็ยังไม่โดนอ่ะ

เช่นเดียวกับนักเขียน Haruki Murakami เขามีแฟนๆเยอะเชียว แต่ฉันไม่ชอบเท่าไหร่ (เคยชอบ Norwegian Wood เล่มเดียว) ก็เท่านั้นเอง เอิ๊ก

Q: ช่วยแนะนำหนังสือแนวนี้ (ลึกลับแฟนตาซี) ให้อ่านหน่อย / คุณ chicham

A: มันกว้างจังนิ แนะนำได้ แต่ไม่รู้จะใช่แนวที่คุณชอบรึเปล่านะ แบบว่ามันมีหลายปัจจัย เช่นไม่รู้ว่าคุณ chicham (ถ้ายังกลับมาอ่านที่นี่นะคะ เห็นว่าไม่มี log-in) อ่านภาษาอังกฤษรึเปล่า อ่านแนวเยาวชนหรือแนวผู้ใหญ่ หนังสือแนว "นี้" ที่ว่าชอบๆมีเรื่องอะไรบ้างเผื่อจะได้ใช้เป็นแนวทาง

เอนี่เวย์ พูดถึงแนวลึกลับแฟนตาซี จขบ.นิยม The Historian ของ Elizabeth Kostova ที่เป็นการเอาเรื่องของท่านเคานท์ Dracula มาเล่าใหม่ เป็นประวัติชีวิตอันยาวยืดของท่านเคานท์และนางเอกของเรื่องที่ต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Dracula (แต่มันไม่น้ำเน่าอย่างที่คิดหรอก มันซับซ้อนกว่านั้นแยะ รายละเอียดถี่ยิบสมเป็นเรื่องของ 'นักประวัติศาสตร์') หนังสือเล่มหนาใช้บริหารกล้ามได้ดีมาก ภาษาละเอียดลออจนอาจรำคาญได้ แต่มันละเอียดดีนะคะ และคุมโทนเรื่องใช้ได้ บรรยาย Gothic โบราณแจ่มๆ มีข่าวว่ากำลังจะมีแปลเป็นภาษาไทยในอนาคต (ซึ่งคงเป็นงานมหาโหดอย่างมากเลยทีเดียว)

ซีรีส์ The Dark Tower ของป๋า'ตี๊ป (Stephen King) ก็ลึกลับแฟนตาสี่ดีมิใช่น้อย เป็น Lord of the Rings เวอร์ชั่นคาวบอยทะลุมิติ (ยิ่งถ้าเคยอ่านหนังสือของสตีเฟน คิง จะยิ่งเข้าถึงอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก จนอดคิดไม่ได้ว่าตอนจบจะมีมนุษย์ต่างดาวเลือดสาดโผล่มามั้ยวะ) แปลเป็นไทยแล้วสองเล่มจากทั้งหมด 7 เล่มโดยสนพ. Bliss ค่ะ ใช้ชื่อไทยว่า 'หอคอยทมิฬ'

Q: เล่น GE อยู่ เจอใครก็ไม่รู้ชื่อเหมือนจขบ.เด๊ะๆ อยากทราบว่าใช่อ่ะป่าว / คุณ park

A: เดาว่า Vendetta คงเป็นชื่อแฝงที่โหลใช้ได้นับแต่ V for Vendetta นั่นแหละฮ่ะ จขบ.เล่นเกมไม่เป็นจ๊ะ (อยากเล่นนะ GE น่ะ มันสวยดี กร๊ากก แต่เจือกเกิดมาเล่นเกมไม่เป็นจริงๆ เคยลองแล้ว พวก Sims ไรเงี้ย แต่นอกจากเบื่อแล้วยังงงอีกต่างหาก ทำไมมันยากจังวะ - -") ดังนั้นจึงไม่ใช่แน่นอน

Q: ตอนจบ (Hannibal) ที่เขาเปลี่ยน...มันเป็นยังไง มีอีกภาคที่เป็นบทสรุปของเรื่องนี้หรือเปล่า / คุณ Fortune

A: ในหนังสือ Hannibal จบเพอร์เฟคท์ค่ะ (ผึง!) จากนี้เป็นสปอยเลอร์นะคะ

.

ฮันนิบาลลวงคลาริซไปอยู่ด้วย ใช้วิธีการบำบัดจิตและยาบางขนานในการควบคุมพฤติกรรมของคลาริซ ด๊อกเตอร์พยายามเปลี่ยนคลาริซให้เป็น Mischa น้องสาวที่ตายไปในสงคราม (ดูรายละเอียดได้จากภาค Hannibal Rising)

แต่จุดหักมุมอยู่ตรงที่ ฮันนิบาลควบคุมคลาริซไม่ได้ค่ะ ปรากฎว่ามันเป็นภาวะสมยอมไปซะงั้น และเธอยินยอมพร้อมใจไปกับเขาเอง o.O' คนเขียนไม่ได้สรุปอย่างชัดเจนว่าสองคนนี้เขาอินเลิฟกันหรือไร แต่ตามความเข้าใจของคนอ่านอย่างเราๆ เชื่อว่าฮันนิบาลและคลาริซไม่ใช่คู่รักฮอลลีวู้ด เพราะฮันนิบาลดูแลคลาริซแบบเด็กในสังกัด (แกเห็นเงาของน้องสาวอยู่ตลอดแหละ) ส่วนคลาริซก็กลายเป็นฮันนิบาล เลคเตอร์ที่ไม่รู้สึกอะไรกับการฆ่า อีกนัยหนึ่ง การบำบัดจิตของด๊อกเตอร์เป็นการปลุก personality ที่ถูกข่มไว้ตั้งแต่กำเนิดของคลาริซขึ้นมานั่นเอง

การจบแบบนี้ ทำให้ Jodie Foster (คลาริซในภาค The Silence of the Lambs) รับไม่ได้ เลยไม่ยอมมาเล่น แล้วผกก.หนังก็บ้าจี้เปลี่ยนตอนจบเสียจนสะอาดสะอ้าน (ทำเอาเกลียดริดลีย์ สก๊อตต์ไปพักนึงเลยอ่ะ) ทั้งที่ถ้ามาคิดๆดู คลาริซกับฮันนิบาลเหมือนเงาของกันและกันค่ะ มีแบบแผนทางความคิดที่คล้ายคลึงกัน และฮันนิบาลก็เล็งเห็นตรงนั้นมาตั้งแต่ในภาค The Silence of the Lambs

.

ในส่วนของคำถามที่สองที่ว่าจะมีบทสรุปของ Hannibal Lecter ออกมารึเปล่า...ยังไม่ทราบค่ะ แต่ที่แน่ๆคนเขียนแกเซ็นต์สัญญากับสนพ.ไปแล้วอ่ะว่าจะเขียนอีกเล่ม แฟนๆเขาลือกันว่าจะเป็นตอนต่อของ Hannibal Rising (ช่วงวัยรุ่นของฮันนิบาลที่ย้ายมาอยู่อเมริกาแล้ว) มากกว่าจะเป็นภาคต่อจาก Hannibal (เพราะการที่ด๊อกเตอร์แกได้คลาริซไปเป็นเด็กในคอนโทรลเนี่ย มันก็จบบริบูรณ์ไปแล้วนะ)

*

7 ข้อพอประมาณ ในที่สุดก็ได้ทยอยตอบแล้น XD