WryWriting

ว่าจะเขียนถึงตั้งนานละ ลืมไปเสียสนิท มานึกขึ้นได้เพราะแอบเห็นหลายคนทำโดยไม่เจตนา หรืออาจคาดไม่ถึง (มั้งนะ) :D

อะไรคือ directlink หรือ hotlink?

- การทำลิงค์ร้อนๆ หรือ directlink คือการเอาไฟล์ที่อยู่บนเว็บไซต์ของคนอื่นมาใส่ในเว็บของเรา (หรือบล๊อกของเรา หรือบอร์ดของเรา อะไรก็แล้วแต่) โดยก๊อปปี้ที่อยู่ของไฟล์นั้นๆ แล้วมาแปะใส่ที่อยู่ของเราเลย

แล้วเราไปเอาที่อยู่ไฟล์ของเขามาได้ยังไงล่ะ?

- ง่ายแสนง่าย แค่คลิกขวาเลือก Propertiesจะมีหน้าต่างปรากฎขึ้น ในนั้นจะมีคำว่า address (url) : http://www.ที่อยู่ของไฟล์.ตระกูลไฟล์สำหรับคนขี้เกียจ ก็จะก๊อปปี้เจ้าแอดเดรสเนี่ยแหละ แล้วมาแปะโป้งใส่โค้ด <img src="แอดเดรสของไฟล์ที่จกมา"> ในที่ของเราเพื่อมาแชร์ให้คนอื่นเห็น แต่ดันขี้เกียจไปอัพโหลดลงพื้นที่ของตัวเอง

แล้วมันมีปัญหายังไงไม่ทราบ?

- สั้นๆง่ายๆ มันก็เป็นการขโมยแบนด์วิธ (bandwidth) ค่ะ

แบนด์วิธคืออะไร? มันก็คือจำนวนข้อมูลที่ถูกส่งออนไลน์ออกจากเว็บไซต์ไปถึงผู้ใช้ เวลาที่เราเปิดเว็บขึ้นมาดูรูปหรือดูไฟล์วีดีโอ นั่นหมายถึงข้อมูลได้ถูกส่งออกจากเว็บไซต์นั้นเข้าหาเครื่องคอมเราน่ะเอง

การขโมยแบนด์วิธเท่ากับการขโมยเงินชาวบ้านเขาเชียวนะคะ เพราะเวลาเช่าพื้นที่โฮสต์เว็บไซต์ เราจะได้ปริมาณพื้นที่และแบนด์วิธในจำนวนจำกัด ถ้าใช้เกินภายในหนึ่งเดือน เขาก็เก็บค่าเช่าเพิ่ม (เช่น...เช่าที่ขายเสื้อผ้าในสยาม ค่าเช่าเดือนละแสน ได้พื้นที่สี่ผืนเสื่อเท่าๆกันทุกร้านสมมติเราแอบแฮ้บพื้นที่ชาวบ้านเขาเพิ่มอีกสองผืนเสื่อเขาก็ต้องมาขอเก็บเพิ่มค่าเช่าอ่ะจิ)ถ้าเกินโควต้าเยอะๆ ก็ต้องจ่ายเงินกันหน้ามืดไปเลย

การขโมยแบนด์วิธอาจทำให้เจ้าของเว็บตามล่าและตามมาประณามคุณถึงที่ได้นะคะ เช่น มีการลบไฟล์ที่คุณจกไปใช้ออกจากที่อยู่ของมัน แล้วใส่รูปอย่างอื่นเข้าไปแทนบางทีเป็นข้อความ "เตือนสติ" ให้อ่านกันมีศัพท์เฉพาะในกรณีนี้เรียกว่า swticheroo หมายถึงการสับเปลี่ยนที่อยู่ของไฟล์เพื่อสั่งสอนคนที่ก๊อปปี้แอดเดรสไฟล์ไปใช้นั่นเอง

นอกจากนี้ การเอาแต่ url ไฟล์มาใช้โดยไม่ลงเคตดิตให้กับเว็บไซต์นั้นๆเป็นการกระทำที่แย่มากๆ เวลาเอารูป fanart หรือ digital art (เช่น wallpaper, รูปตัวการ์ตูนน่ารักๆ ฯลฯ) มาเผยแพร่ ควรให้แหล่งที่มาด้วยค่ะโดยเฉพาะพวก fanart หรือโดจินชิเนี่ย...ขอเจ้าของให้เรียบร้อยก่อนนา เดี๋ยวก็เจอสาปเอาหรอก!

แล้วจะฝากไฟล์ไว้ที่ไหนได้มั่ง?

- แนะนำของฟรี ดีมั่งแย่มั่ง เอาไว้โฮสต์ไฟล์ตระกูลรูปภาพออนไลน์

photobucket: ถังใส่รูปยอดฮิต ใช้งานง่าย อัพโหลดง่าย จัดเก็บเป็นแกลเลอรีไม่มีการบีบไฟล์ตัวอย่างให้กวนใจด้วย ไม่ค่อยล่ม (ภาวนาว่าอย่าล่มเล้ยยยย)
A Free Image Host :นี่ก็ไม่เลว ใช้งานไม่ยาก ว่าจะลองใช้เหมือนกัน
imageshack : โฮสต์ชั่วคราว (ใช้เวลาแปะลงบอร์ด หรือใช้ในระยะเวลาสั้นๆไง) ใช้ง่ายสุดๆ แค่เข้าไปอัพโหลด เอาไฟล์มาแปะ ก็เรียบร้อยแระ ไม่ต้อง register เลย
tinypic: อันนี้เป็นโฮสต์ชั่วคราว จะลบไฟล์ของเราทิ้งภายในสามสิบวัน
Romerun : อันนี้สหายมุกใช้อยู่ แต่โดยส่วนตัวใช้แล้วงงๆ ^^" เลยไม่ได้ใช้ต่อ

ส่วนถ้าจะโฮสต์ไฟล์ตระกูลเพลง คงต้องใช้พวก free webspace อัพโหลดขึ้นเว็บไปจ๊ะ แต่บางเว็บมันก็ไม่อนุญาตให้ IP แถบประเทศไทยใช้อ่ะนะ - -" ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เท่าที่ผ่านตามาก็มี

thai.net : บางทีก็ต้องขึ้นอยู่กับดวงเล็กน้อย แต่ยังดีกว่าไม่มีเลยน่ะนะ
fortunecity : ไม่เคยลอง ไม่แน่ใจว่ายอมให้อัพไฟล์ตระกูลอะไรขึ้นมั่ง ใครลองแล้วบอกด้วย :D
netscape : คนใช้เยอะทีเดียวรู้สึกเหมือนชีวิตต้องสู้เล็กน้อย

ของฟรีและดีไม่มีในโลก!

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ hotlink [ที่นี่]

ปล. โฮก...แอดcategory เพิ่มไม่ได้แล้วอ่ะ ใช้เต็มพิกัดแล้ว

จิตรกรหญิงที่มีชื่อเสียงก็ว่าหายากแล้ว จิตรกรหญิงยุค Baroque ที่วาดภาพได้โหดและทึบทะมึนยิ่งกว่าผู้ชายนี่สิ หายากกว่าเสียอีกนะ จึงนับว่าเป็นโชคดี(ของข้าพเจ้า?)ที่อย่างน้อยๆก็ยังมี Artemisia Genstileschi เป็นหนึ่งในนั้น

อาร์เตมิเซีย เชนสทีเลสกี้ มีชีวิตอยู่ในช่วงคศ. 1593-1652 เป็นลูกสาวของคนเดียวของจิตรกรชาวโรมันที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในสมัยนั้น แต่ถ้าสมัยนี้ ลูกสาวก็ล้ำหน้าพ่อไปเยอะล่ะค่ะ อาร์เตมิเซียเป็นศิลปินที่วาดภาพในสไตล์เดียวกับ Caravaggio ศิลปินเกย์ผู้ก้าวร้าวและป่าเถื่อน (เอ้า จริงจังนะ) เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม Caravaggist (- หมายถึงกลุ่มศิลปินที่เอาสไตล์การวาดของคาราวักจิโอ้เป็นแบบอย่าง) แล้วก็โด่งดังที่สุดในกลุ่มมาตั้งแต่ในสมัยก่อนแล้ว

Judith Beheading Holofernes by Caravaggio

Judith Beheading Holofernes : Caravaggio

ตำนานเรื่องจูดิธกับโฮโลแฟร์นนี้มีคนวาดกันมานาน เรื่องคร่าวๆมีอยู่ว่า จูดิธเป็นลูกผู้ดีมีชาติตระกูล เธอและสาวใช้ถูกโฮโลแฟร์นจับตัวไปเป็นเชลย โฮโลแฟร์นทารุณข่มเหงและข่มขืนเธอ อีสาวเจ็บแค้น เกิดเลือดเข้าตาจึงวางแผนกับคนใช้ หาจังหวะเหมาะแล้วฆ่าซะ

ถ้าบอกว่าเวอร์ชั่นของคาราวักจิโอ้โด่งดังและตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมากที่สุดก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่ ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนแรกๆที่วาดจูดิธขณะลงมือจิกหัวโฮโลแฟร์นและใช้มีดปาดคออย่างดุเดือด คาราวักจิโอ้ใช้สีแดงที่ผ้าม่านสร้างสมดุลกับสีเลือดที่พุ่งกระฉูด ทั้งยังเลือก contrast แสงและเงาอย่างจงใจ เหมือนมีสปอตไลท์ส่องตัวละครทั้งสาม ทำให้ภาพวาดกลายเป็นฉากหนึ่งในละครเวที การแสดงสีหน้าของจูดิธ คนใช้และโฮโลแฟร์นก็ตีบทแตกกระจุย (ถ้าดูรูปใกล้ๆจะพบว่านางเอกของเรากำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด ทั้งแค้นทั้งเครียดทั้งสับสน อีป้าข้างๆก็ยืนไซโคอยู่ได้...) ซึ่งเป็นเรื่องที่ศิลปินยุคก่อนๆไม่ทำกัน ทั้งเรื่องของความรุนแรงในภาพ และเรื่องที่ให้ลูกผู้ดีมาเป็นอีสาวโหดแบบนี้

จูดิธของคาราวักจิโอ้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิสตรี (feminism) ในศิลปะไปโดยปริยาย ในขณะที่คาราวักจิโอ้เองก็ได้ชื่อเสียงทั้งทางที่ดีและไม่ดี ทางที่ดีคือทักษะและสไตล์ของเขาไม่ธรรมดา หากแต่แปลกใหม่จนถูกพระสงฆ์องค์เจ้าในวาติกันเขม่นแทบปางตาย เขาเป็นศิลปินบาโร้กในกลุ่ม Naturalist อันหมายถึงจิตรกรที่มีสไตล์การวาดแบบเป็นธรรมชาติสมจริง ขนาดพระเยซูและสาวก พอผ่านมือคาราวักจิโอ้ก็กลายเป็นตาแก่โทรมๆเหี่ยวๆกันทุกคน ไม่มีการปั้นเสริมเติมแต่งให้หรูหราผิดความจริง แต่ถึงคนจะเกลียดเขาเยอะ ก็มีคนชื่นชอบติดตามผลงาน ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาอยู่ไม่น้อย


กลับมาที่อาร์เตมิเซีย ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอก็คือ Judith Beheading Holofernes อาร์เตมิเซียมีความผูกพันกับจูดิธมากและตลอดชีวิตการเป็นศิลปิน เธอวาดรูปจูดิธปาดคอโฮโลแฟร์นอยู่หลายหน สาเหตุหนึ่งคงมาจากชีวิตจริงของเธอที่ไปพ้องกับตัวละครนี้ ทั้งอาร์เตมิเซียและจูดิธต่างก็ถูกผู้ชายที่มีอำนาจเหนือกว่าข่มขืน ไม่ได้รับความเป็นธรรม และหวังจะแก้แค้น (เพียงแต่อาร์เตมิเซียไม่ได้ฆ่าใคร ทำได้ก็แค่ระบายออกทางรูปวาดนี่แหละ)

Judith Slaying Holofernes by Artemisia Gentileschi

Judith Slaying Holofernes : Artemisia Genstileschi

สีหน้าและท่าทางของจูดิธเวอร์ชั่นแรกๆของอาร์เตมิเซียไม่มีแค่ความโกรธแค้น แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเชือดมันให้ได้ ลักษณะของริมฝีปากที่เม้มและมือที่กำแน่นแสดงว่าไม่ลังเลที่จะกดบี้หัวโฮโลแฟร์น ผลักหน้ามันเพื่อหา position ถนัดอย่างใจเย็น

จูดิธของอาร์เตมิเซียระบายความรู้สึกออกมาแบบนิ่งๆแต่แจ่มชัดกว่างานของคาราวักจิโอ้ที่เป็นแรงบันดาลใจของเธอเสียอีก จูดิธคนนี้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่และยืนยันการกระทำของตนอย่างสงบ เลือดที่ไหลนองบนผ้าปูเตียงตอกย้ำความเลือดเย็นและตั้งใจจริงของจูดิธคนนี้ ผิดกับเลือดที่พุ่งกระฉูดออกจากคออย่างในภาพของคาราวักจิโอ้ และแม้แต่สาวใช้ก็ร่วมลงมือด้วย

อาร์เตมิเซียไม่ได้สร้างละครเวทีขึ้นมาให้เราชม แต่ทำให้เรากลายเป็นพยานรู้เห็นฉากฆาตกรรมไปอย่างไม่รู้ตัว คาราวักจิโอ้อาจจะเป็นต้นแบบเจ้าของสไตล์ แต่อาร์เตมิเซียคือผู้ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของจูดิธออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด

The Passion of Artemisia : Susan Vreeland

มีนิยายเกี่ยวกับศิลปินหญิงคนนี้เรื่อง The Passion of Artemisia ของ Susan Vreeland ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้ค่อนข้างถูกต้อง (รู้สึกอย่างงั้น น่าเชื่อถือกว่า Girl with a Pearl Earring แน่ๆล่ะ) ตอนแรกที่ซื้อมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ซื้อมาเพราะเห็นว่าเกี่ยวกับจิตรกรหญิงในยุคบาโร้กคนนี้เอง และเพราะไม่ได้หวังหรือเปล่าก็ไม่รู้ เลยอ่านเพลินมากค่ะ ภาษาสวยระดับมาตรฐาน อ่านง่าย

อดไม่ได้ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับ Girl with a Pearl Earring ซึ่งผลปรากฎว่าฉันชอบ The Passion of Artemisia มากกว่าเกือบๆจะขาดลอย (คือฉันว่า...Tracy Chevalier คนแต่งเรื่อง"หญิงสาวกะต่างหูมุก"ยึดกรอบนิยายโพสต์-โมเดิร์นมากเกินไป แล้วก็ยึดสไตล์เดิมๆมากไป อ่านแล้วไม่สนุก แต่ดันชอบเวอร์ชันภาพยนตร์เอามากๆ แสง สี มุม องค์ประกอบ ฉาก สวยมากกกกก) ทั้งที่โดยส่วนตัวแล้ว ฉันก็ลำเอียงชอบงานของ Vermeer มากกว่านิดๆ

นิยายเปิดเรื่องที่อาร์เตมิเซียตอนอายุ 17 กำลังจะขึ้นศาลเพราะออราชิโอ พ่อของเธอแจ้งความว่าอะยอสติโน ครูสอนวาดภาพและเพื่อนที่เป็นศิลปินด้วยกันข่มขืนลูกสาว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แถมยังไม่ใช่แค่คนเดียวอีกต่างหาก แต่สุดท้ายคดีก็ถูกยกฟ้อง เพราะออราชิโอตกลงยอมความกับอะยอสติโนได้ อาร์เตมิเซียโกรธพ่อที่เห็นลูกเป็นแค่เครื่องมือหากิน โรมเป็นเมืองโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ยังไงก็ไม่มีใครเชื่อเธออยู่ดี ต่อมาพ่อให้เธอแต่งงานกับจิตรกรชาวฟลอเรนซ์ จะได้ย้ายจากโรม หนีจากข่าวฉาวไปเริ่มชีวิตใหม่ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป...ก็เอาเป็นว่าเธอก็มีฝีมือพอที่ประวัติศาสตร์จะให้ที่ว่างกับเธอก็แล้วกัน

เมื่อเวลาผ่านไป อาร์เตมิเชียเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตมากขึ้น ภาพวาดของเธอนุ่มนวล อ่อนโยนขึ้นและแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาแล้ว อาร์เตมิเซียไม่ได้ลืม เพียงแต่โตขึ้นและได้ลองพิจารณาความรู้สึกในวาระอื่นๆดูบ้าง

Judith and the Maidservant by Artemisia Gentileschi

Judith and the Maidservant : Artemisia Genstileschi

อย่างเช่นภาพ Judith and the Maidservant นี้ที่วาดในยุคหลังๆ ลักษณะท่าทางและการใช้สีกับแสงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คงพอจะบอกถึงตัวตนที่เปลี่ยนไปของผู้วาดได้บ้าง

แอบชอบหัวในตะกร้าจัง :D แบบ...มองผ่านๆไม่รู้เลยนะว่าเป็นหัวคน - -"

เพิ่งรู้ตัวไม่นานว่าชอบดูภาพถ่ายแบบแฟชั่นเอามากๆ(แต่ไม่ใช่พวกที่เดินบนทางแมวเดินนะ)ไม่ได้อยากทันสมัยหรืออยากยกระดับ แต่เป็นเพราะชอบดูของแปลกค่ะ ถ้าจัดเป็นประเภท ฉันคงอยู่ในกลุ่มคนมุงแฟชั่น :D ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปน่ะ เดี๋ยวนี้ photoshoot หรือถ่ายแบบแฟชั่นก็เป็นหนึ่งในวิธีการนำเสนอศิลปะและขายไอเดียของศิลปินว่าใครจะ"หลุด"กว่ากัน หุหุ

หลายๆคนเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุค"เสื่อม" (Decadence) คำนี้ถูกใช้มานานแล้วตั้งแต่ร้อยปีก่อนโดยเชื่อว่าศิลปะเข้าสู่ยุคเสื่อมทั้งทางศีลธรรมและความสวยงามแบบมีเหตุมีผลหรือถูกทำนองคลองธรรม ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะศิลปะที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละยุคมักถูกมองว่าเพี้ยน แย่ ทุเรศกว่าของเก่าเป็นไหนๆ (ตัวอย่างเช่นศิลปะแบบบาโร้กคำว่า Baroque เป็นคำที่คนยุคถัดมาตั้งให้ ซึ่งแปลว่า grotesque หรือน่าเกลียดฯลฯ)

Decadence ในยุคโมเดิร์นสมัยใหม่นี้ก็แน่นอนว่าหมายถึงการตกต่ำของศิลปะ ผู้คนเลิกใส่ใจกับความสมบูรณ์แบบเพราะมีการศึกษากันมากขึ้น มีประสบการณ์มากมาย(พวกคิดมากถึงบ่นว่า การศึกษาในยุควัตถุนิยมมีแต่จะทำให้คนฉลาดขึ้นแต่ตกต่ำลงไงคะ XD) เพี้ยนๆหลุดจากกรอบและแบบแผน อัลเทอร์เนทีฟเสียจริตไม่ต้องสนใจกับสัญลักษณ์หรือความหมาย ลืมเรื่องคติสอนใจในเชิงบอกเป็นนัยยะในภาพไปได้เลย เช่นเอาปลาทองมาว่ายในสวนดอกไม้ หรือเอาเก้าอี้มาลอยอยู่บนหัวนางแบบ...ทำไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่มีสไตล์ที่ยั่งยืนอยู่นานพอจะใช้เป็นเครื่องกำหนดยุคสมัยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วด้วย

(เดี๋ยว...ได้ข่าวว่าไม่เกี่ยวกับที่จะโพสต์เลย - -")

โดยส่วนตัว ในบรรดาช่างภาพที่ฉันชอบมุงก็มีงานของEugenio Recuencoด้วยนี่แหละที่เป็นหนึ่งในนั้นเสมอแกเป็นช่างภาพมือวางอันดับต้นๆของสเปนเป็นขาประจำของ VogueSpainแต่มีผลงานลงนิตยสารอีกหลายแห่งค่ะ จัดว่าเป็นมืออาชีพที่มีสไตล์โดดเด่นทั้งฝีมือและในแง่ของไอเดียการนำเสนอด้วย

มาดูเซต 'Fairytales' ที่ฮือฮา (ในหมู่คนชอบมุง) กัน

เครดิต : [Gianfranco Meza&Co.]

1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

 

มาเดากันมั้ยว่ารูปทั้งเจ็ดมาจากนิทานเรื่องอะไรบ้าง? ไม่ยากๆ เฉลยพรุ่งนี้ :D

[entryที่เกี่ยวข้อง- เฉลยเรื่องที่ 1-4 :: เฉลยเรื่องที่ 5-7 ]