FilmFever

SPOIL เท่าที่โปสเตอร์ คำโปรย และตัวอย่างหนังบอกมา

*

I.

อันที่จริง ดูจากโปสเตอร์ จขบ.ว่าก็น่าจะพอเดาได้คร่าวๆว่ามันเกี่ยวกับอะไรนะ เรื่องราวของ SILK อยู่ในช่วงสงครามนโปเลียนหรือในศตวรรษที่ 19 แต่ไม่ใช่หนังสงครามหรือหนังรักระหว่างรบสักกะติ๊ด ถึงแม้เคียร่า ไนท์ลีย์จะเล่นเหมือนกัน ดูเป็นหนังรักยอนยุครันทดขมขื่นหน้าตาคล้ายๆ ATONEMENT แต่มันไม่ได้เหมือนกันสักกะนิดเลยจริงๆ

พล็อตของ SILK น่าจะพอจัดว่าเป็นญาติกับ Madame Butterfly มิสไซง่อน สาวเครือฟ้า อะไรทำนองนั้นได้...แต่เป็นเวอร์ชั่นเมียหลวงก็มีหัวใจ ทำไมคนเราถึงมีกิ๊ก สรุปว่ามันก็ไม่ได้เหมือนกับเรื่องราวของมาดามโจโจ้ซังอีกนั่นแหละ มันไม่ได้เดาได้ง่ายดายขนาดนั้น (คนอ่านล้มโต๊ะ! จขบ.ต้องการจะบอกอะไรเนี่ย)

เล่าให้ฟังนิดๆดีกว่า ตอนแรกพระเอกต้องไปเป็นทหาร แต่ด้วยความบังเอิญและอำนาจเงินบางอย่าง ทำให้ไม่ต้องเป็นทหารละ แต่ได้รับจ้างเป็นคนเดินทางไปติดต่อซื้อขายหนอนไหมในต่างแดน ณ ประเทศอะไรก็ไม่รู้ชื่อว่าญี่ปุ่น (สมัยนั้นญี่ปุ่นยังไม่เปิดเกาะ ฝรั่งส่วนใหญ่ไม่รู้จัก)

แอร์เว่ (พระเอก) แต่งงานแล้วกับเอแลน (เคียร่า) แต่เพราะต้องเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อซื้อน้องหนอนทั้งหลาย แล้วระยะทางมันก็ไม่ได้ใกล้ๆ ก็เลยไปตกหลุมเสน่หาตะวันออก ซึ่งพอดีว่าชีไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นผู้หญิงของมาเฟีย พอกลับมาบ้านก็รักเมีย พอออกเดินทางไกลก็ไปหลงของแปลกอีกตามฟอร์ม...เพราะคนเรามักหมกมุ่นอยากได้สิ่งที่ไม่ใช่ของๆเรา อะไรที่ไม่ได้มาง่ายๆจะยิ่งทุรนทุรายเป็นพิเศษ ฮา

เรื่องราวในเบื้องต้นมันก็อะไรประมาณนี้แหละจ๊ะ

*

II.

เนื่องจากอาจจะเผลอมี SPOIL ดังนั้น อย่าอ่านนะจ๊ะถ้าทำใจไม่ได้ 

Love Triangle : รักสามเส้าของเราสามคน  

SILK เป็นเรื่องรักสามเส้าที่ผู้ชายเป็นฝ่ายเลือกตลอดกาล ส่วนผู้หญิงอีกสองคนยืนอยู่คนละฝั่งโลก เลยไม่มีโอกาสได้ตบกันซึ่งๆหน้าซะงั้น ดังนั้นจะว่าเป็นรักนี้เป็นสามเหลี่ยมคงไม่ถูก เพราะมันเหมือนเส้นตรงมากกว่า ความบัดซบคงอยู่ตรงที่ว่า...แอร์เว่ก็รักเมียเก่าจะตายไป เอแลนเป็นรักแรกพบและรักเดียวตั้งแต่วัยรุ่น แต่รักใหม่ก็แอบเร้าใจกว่า ช่างน่าหมกมุ่น ฝ่ายหญิงก็มีใจให้เต็มๆ เลยสรุปว่าอยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน

Many Aspects of Love : รักออกได้ตั้งหลายแบบ

แอร์เว่กับเอแลนรักกันเพราะความเหมือน ทั้งสองเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ผิวสีเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน แต่งงานกันเพราะความเหมือนและความเหมาะสมทั้งในแง่ของเชื้อชาติและสังคม (กระทั่งชื่อยังคล้ายกัน Herve กับ Helene) แอร์เว่กับเจ๊ชงชาที่เป็นสาวตะวันออกตกหลุมกันเพราะความแปลก ความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทุกๆด้าน เป็นบุคคลนิรนามในเรื่อง ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีใครรู้ที่มา

อาจจะบอกได้ว่าเอแลนเหมือนเป็นอีฟของแอร์เว่ เป็นรักในแบบที่รักอีกชิ้นส่วนหนึ่งตัวเอง ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ปลอดภัย...ซึ่งมันก็น่าเบื่อใช่มั้ยล่ะ  ส่วนเจ๊ชงชาเหมือนคนแปลกหน้า เป็นการรักคนที่ต่างจากตัวเอง ในสภาพเหตุการณ์และสถานะที่แตกต่าง รักที่ไม่มีที่มา ไม่มีเหตุผล แต่หมดจดทะลุทะลวง (ภาษาภาพพจน์ประเภทไหนเนี่ย - -") 

ความรักของเจ๊ชงชาจึงอันตรายต่อชีวิต seductive เหมือนบ่วงล่อ ในขณะที่ความรักของเอแลนก็ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง จขบ.ชอบฉากเฉลยปริศนาในตอนท้าย มันเป็นความแตกต่างและอธิบายซึ่งกันและกันดี บทพูดสุดท้ายของเอแลนในฉากจบของหนังทำให้การเปรียบเทียบระหว่างผู้หญิงสองขั้วนี้ชัดเจน บอกถึงความเป็นเอแลนดีด้วย

Mother of Love : แม่นี้มีบุญคุณ...

เอแลนอยากมีลูกแต่มีไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปมด้อยเพราะเอแลนสามารถรักลูกคนอื่นได้เหมือนเป็นลูกแท้ๆของตัวเอง เจ๊ชงชานั้น จขบ.สงสัยว่าหนังต้องการสื่อให้ The Boy ในเรื่องเป็นลูกของเธอรึเปล่า เพราะ The Boy ก็ไร้ชื่อแซ่พอๆกัน ทั้งยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและ message จากเจ๊ชงชาถึงแอร์เว่ ซึ่งถ้าจขบ.เดาถูก เจ๊ชงชาก็บกพร่องในความเป็นแม่ อันเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของเพศหญิง

Master of Love : นายท่านนน...

อีกจุดนึงที่น่าเบื่อแต่ก็จำเป็นคือสถานะของผู้หญิงในหนังเรื่องนี้จ๊ะ จะเห็นได้ว่าผู้ชายเป็นใหญ่ มีสถานะเป็นนายเจ้าชีวิตกันเลย (Master) แต่ที่ขัดแย้งอย่างน่าสนใจก็คือ สถานะระหว่างเจ๊ชงชากับฮาระ จูเบย์คือต่ำ-สูงแต่สถานะระหว่างเจ๊ชงชากับแอร์เว่กลับไม่ใช่อย่างนั้น อินอะเวย์ เจ๊เค้าก็ดิ้นรนเพื่อให้เทียบเคียงกันนะ (ที่เห็นชัดเจนคือประโยค "Come back or I shall die." มันเป็นคำสั่งนิ เอาตัวเองเข้าขู่อีกต่างหาก แอร์เว่จึงไม่ใช่ Master ของเจ๊) ทางฝั่งเอแลนนั้นกลับกันเล็กน้อย เพราะเราว่าเริ่มต้นมาความสัมพันธ์มันไม่ใช่แบบนั้น แต่ irony กลับไปอยู่ในท้ายเรื่อง

*

III. 

SILK สร้างจากนิยายของ Alessandro Baricco นักเขียนชาวอิตาเลียน มันเป็นนิยายเล่มบางๆ เน้นความสวยงามของอารมณ์ ความซาบซึ้งตะลึงงันของภาษามากกว่าจะเป็นนิยายโชว์พล็อต (เค้าคงกะเขียนให้เอาไปสร้างเป็นโอเปร่าได้ เลยล่อซะดราม่าขนาด เอิ๊ก) และแฟนๆหนังสือของบาริคโค่จำนวนมากผิดหวังกะหนังเรื่องนี้ เอิ๊ก (จขบ.ไม่เกี่ยวกะเค้าหรอก เพราะไม่เคยอ่าน เอาไว้อ่านภาษาอิตาเลียนได้แตกฉานหมดจดแล้วค่อยขวนขวาย) เนื่องจาก SILK มีบทสนทนาน้อยมาก เน้นการบรรยายได้อารมณ์เหมือนจับผ้าไหม (ไฮโซวววว) การถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์คงจะไม่ง่ายนักหรอก  

จขบ.ว่าหนังสวยนะ สวยโคตร...แต่ไม่มีจุดเด่น มันเดินทางเชื่องช้า สวยงาม พยายามดื่มด่ำกับบรรยากาศอย่างเต็มที่ ขายความ "exotic" ของโลกตะวันออกแบบร้องแรกแหกกระเชอมากไปหน่อย

แต่เพลงประกอบเทพๆของ Ryuichi Sakamoto ก็ทำให้ลำเอียงได้นิดหน่อย ฮา

ที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นนักแสดงมั้ง จขบ.ชอบอัลเฟรด โมลิน่ากับนักแสดงทางญี่ปุ่น แต่ตัวเอกอย่างไมเคิล พิตต์ไม่เหมาะกับบทแอร์เว่เลยแฮะ ดูไม่ค่อยกร้านโลก แล้วก็...ขายไม่ออกอ่ะ - -" ส่วนเคียร่าเรื่องนี้...ก็ยังเป็นเคียร่า แต่สวยยย ดูหวานๆแม่พระๆ สุดยอดเมียหลวง ไม่เคยเห็นเคียร่าแบบนี้ ก็ดีฮ่ะ เพียงแต่คงเพราะบทค่อนข้างน้อย แล้วพลังชียังไ่ม่พุ่ง มันเลยดูเรียบๆ

อนึ่ง แฟนๆหนังสือต่อต้านเคียร่ากับบทนี้อย่างมากมาย เพราะเอแลนโผล่ออกมาน้อยนิดแต่ต้องฝังใจมากๆ เป็นตัวละครที่มีความลึก ซึ่งในกรณีนี้ กระทั่งนมของเคียร่ายังไม่ช่วยอะไร - -"   

เอนี่เวย์ จขบ.ไปดูเพราะชื่อผกก.แต่ประการเดียว ดูจบแล้วก็ชอบ The Red Violin ที่เขาทำไว้เมื่อสิบปีที่แล้วมากกว่าอยู่ดี และในกรณีนี้ กระทั่งดนตรีของป๋าซากาโมโต้ก็ยังไม่ช่วยอะไรจ๊ะ :D

 


ตั้งชื่อเกินความจริงเป็นอันขาด นับไปนับมามีแค่ห้าเรื่อง - -" แต่ขี้เกียจแยกเอ็นทรี เลยจับมารวมกันจ๊ะ

*

Across the Universe

: เรื่องประมาณ...ความรักของบุปผาชนท่ามกลางกระแสสงครามเวียดนาม พระเอกเป็นคนอังกฤษ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตามหาก่อจนกระทั่งเจอพี่ชายนางเอก (และนางเอกด้วยยย) ในอเมริกา หลั่นล้าไปมาในนิวยอร์ค อาศัยเช่าอพาร์ตเมนท์คุณป้านักร้องเฮ้วๆ แล้วก็ปะทะกันทางความติสท์

: เหมือนนั่งดู mv ทริบิวท์ The Beatles สามสิบกว่าเพลงต่อๆกัน จะว่าเป็นหนังเพลงเต็มรูปแบบคงไม่ใช่ ออกแนวว่าเป็นหนังเมดเล่ย์มิวสิควีดีโอมากกว่า ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ดูสนุกตลอดเวลา บางเพลงเหมือนใส่เข้ามาเฉยๆ บางเพลงก็คลิเช่ไปหน่อย (อย่าง Let it Be ไรเงี้ย) เหมือนจะมั่วๆ (แบบ กูร้องให้ฟังแล้ว มึงก็ฟังๆไปเหอะน่ะ) แต่เพลงมันก็เพราะนิ แล้วฉากก็สวยดี เลยดูไปซะเพลินๆ

: ชอบ With a Little Help from My Friends (ไม่มี Help! อ่ะ สงสัยยัดไม่ลงแล้ว), I Want You (She's So Heavy) อันนี้เก๋ดี, Dear Prudence (ไม่ค่อยเก็ทว่าใส่เข้ามาทำไมวะ แต่ก็น่ารักดีอ่ะนะ), I Am the Walrus (นี่ก็เมายาไร้สติมากมาย แต่ Bono ร้องงง ฝรั่งที่นั่งข้างๆจขบ.ถึงกับฮาแตกทันทีที่เห็น Bono โผล่มา) สรุปว่าชอบหลายฉากอยู่จ๊ะ

SPOILER!

.

.

.

: ไม่ชอบที่มันจบแฮปปี้ - -" จบแสร้ดๆคงจะกินใจกว่า แต่คนสร้างเค้าคงเสียดายเพลงมั้ง เอิ๊ก (เพราะถ้าจบไม่แฮปปี้ สงสัยไม่รู้จะเอา Hey Jude, Don't Let Me Down, All You Need is Love กะ Lucy in the Sky with Diamonds ไปไว้ไหน)

ATONEMENT

: จขบ.รีวิวภาคหนังสือไปแล้ว (จิ้มๆ)

: ก่อนหน้าที่จะไปดูแอบเกรงว่าจะไม่เวิร์คเพราะเราไม่ถูกชะตากับผกก. Joe Wright เท่าไหร่เมื่อคราวที่เขาทำ Pride and Prejudice แล้วให้เคียร่าเป็นนางเอก (คือ...มันก็ผิดที่ตรงนั้นแหละ - -" อลิซาเบธ เบนเน็ตเค้าเป็นตัวของตัวเองก็จริง แต่เวอร์ชั่นเคียร่ามันมาคุไปหน่อย รู้สึกเหมือนจะชักปืนขึ้นมายิงมิสเตอร์ดาร์ซีกันเลยทีเดียว)

: เอนี่เวย์ ATONEMENT ไม่เป็นอย่างงั้น แต่ออกมาดีมากๆเลยเชียว ดำเนินเรื่องตามต้นฉบับดี นักแสดงก็เหมาะสมกับบทด้วย แต่เคียร่าก็...เป็นเคียร่า ฮา ส่วนพี่เจมส์ อะหวอยเล่นเก่งดี ฉากงาม Sountrack เริ่ด (แต่ดันชอบฉากประกอบเพลง Clair de Lune มากที่สุดในเรื่อง ซะงั้น) เป็นหนังที่งามมากๆ

: ชอบน้อง Saoirse (จขบ.ว่าชื่อไอริชของน้องเค้ามันสะกดเป็นภาษาไทยๆได้ว่า "เซียร์ช่า" แหละ แต่ถ้าเอาสำเนียงไอริชจริงๆมันคงต้องอ่านลอดไรฟันว่าซัวชู่...อืมม์ ญาติๆกะทิชชู่เนาะ) แต่ฮาตรงที่ตัวละครไบรโอนี่ทั้งสามช่วงอายุขัย ไว้ผมทรงเดียวกันหมดเลย - -" อะไรจะกลัวคนดูไม่เก็ทได้ปานนั้น

: คนแปลซับไตเติ้ลไทยเพี้ยนน่าดูอ่ะ (จำชื่อคนแปลไม่ไ้ด้แล้ว คุณศิริกมลอะไรสักอย่าง) He's got a train to catch มันไม่ได้แปลว่า "เขาต้องไปฝึก" (โว้ย) รถไฟก็คือรถไฟ เทรนนิ่งก็คือเทรนนิ่้ง และเทรนนิ่งเค้าไม่ใช้ เวิร์บทู "จับ" กันซะหน่อย ไม่รู้คิดได้ยังไง - -"

Eastern Promises

: ขอสั้นๆ Eastern Promises เป็นหนังมาเฟียรัสเซียในลอนดอน ไม่มีอะไรตื่นเต้น จขบ.ชอบบรรยากาศในหนัง ลอนดอนดูโสโครกดี เอิ๊ก ส่วนนอกนั้นแล้ว (นอกจากความว้ายยยวายแล้วด้วย) รู้สึกว่ามันก็งั้นๆอ่ะจ๊ะ

: ปอลอ. เราเชื่อว่าป๋าวิกต้องมีอะไรบางอย่างกับเดวิด โครเนนเบิร์กอย่างนอนๆแน่ๆเลย - -" (เล่นหนังของโครเนนเบิร์กแล้วหุ่นงี้เฟิร์มเชียว์)

Enchanted

: หนังสูตรสำเร็จที่เลิฟลี่ ขายฝัน โรแมนติกคอเมดี้ อารมณ์ดี ดูง่าย เพลงเพราะ...และหลอนรูหูได้อีกกก ออกจากโรงมายังมีเพลงหลอนตามไปอีกหลายวัน เหมาะกับทุกคนในครัวเรือน (เพราะดิสนีย์อยู่รอบตัวเรา!) นำเสนอความเป็นดิสนีย์ทุกกระบวนท่า (มันก็คือการเอาตัวเองมาล้อเลียนและหากินนี่นา เอิ๊ก)

: นักแสดงน่าร้ากก พี่เจมส์ฮา แต่อยากให้ Idina Menzel ที่เล่นเป็นคู่หมั้นพระเอกมีบทร้องเพลงด้วยจัง จขบ.ว่าเสียงเค้าดีออก (ชีคือแม่มดเขียวตัวดั้งเดิมแห่ง Wicked! ณ บอร์ดเวย์เชียวนะ)

: ชิปมังค์ชนะเลิศ!

I Am Legend

: มันคงจะดี ถ้าไม่พยายามขายความเป็นวิล สมิธมากเกิน น่าเสียดายที่เค้าอยากให้มันออกมาเป็นหนังหวังดี พระเจ้ามีแผน อนาคตต้องสดใส ก็เลยตีความหมายของ I Am Legend ไปในแนวฮอลลีวู้ด ดาษดื่น จนพล็อตมันธรรมดาไปเลย

: เหมือน 28 Days Later เวอร์ชั่นสว่างแล้วในทุกกรณี

: ซอมบี้เชยยย ซอมบี้เบื่อแล้ว เอนี่เวย์ ซอมบี้พยายามฉลาดขึ้นมาหน่อยแต่ก็ยังไม่เวิร์ค

: ชอบเมืองนิวยอร์กร้างๆ สวยดี แต่ก็ชอบลอนดอนอ้างว้างใน 28 Days Later มากกว่าเย้อๆ

: นังแซม (น้องหมา) ชนะเลิศ!

: ปอลอ. ต้นฉบับนิยาย I Am Legend ไม่ใช่แบบนี้จ๊ะ เพราะการเป็น Legend ของเรื่องไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้กอบกู้โลก (ไม่ได้สะปอยนะเนี่ย)

*

รายงานสถานการณ์ Book Challenge : อ่านจบไปสองเล่มแระ อันได้แก่ Speaker for the Dead กับ Genderism ไว้จะมาเขียนรีวิวฮ่ะ

>


อ่านมาจากประกาศฉบับนี้ของชมรมโตแล้วฟ. จ๊ะ

โดนโมเสกทำเบลอไปราวๆ 15 ฉาก อันได้แก่ฉากเชือดคอทั้งหลาย (ก็พระเอกเป็นฆาตกร ไม่ถือมีดแล้วจะให้ปาหมอนเรอะ ห่านนน) รวมทั้งฉากดื่มเหล้าด้วย

โธ่ พี่เด๊ปป์ น้าทิมกะน้าเฮเลน่าของนู๋ T_____T

จขบ.อยากดูเรื่องนี้มากๆ แทคทีมทิม เบอร์ตันซะขนาดนี้ มิวสิคัลอีกต่างหาก มาเจอแบบนี้ กรี๊ดดดด โกรธ ไม่ดงไม่ดูมันละ *ล้มโต๊ะ* ไปหาแผ่นผีมาดูดีกว่า (เดี๋ยวพอดีวีดีออก ดิฉันจะซื้อโซนหนึ่งเลย ชริ)

จึงมาบอกกล่าวให้ทราบโดยทั่วกันค่ะ เผื่อใครอยากดูแต่ยังไม่รู้ข่าว จะได้ทำใจล่วงหน้า - -" ทำไมกองเซ็นเซอร์บ้านนี้เมืองนี้มันถึงได้บาดโซ้บบบ...

สุดท้าย ท่านคิดว่าควรเติมคำใดลงในช่องว่างต่อไปนี้

"Sweeny Todd ถูกเซ็นเซอร์ 15 ฉาก เพื่อ..............."

ส่งคำตอบของท่านได้ตามมีตามเกิด ความเห็นของท่านจะได้รับการอ่านอยู่ในใจโดยจขบ. เอิ๊ก :D