FeverishFilm

(แบบว่าดร๊าฟท์ทิ้งไว้เมื่อชาติปางก่อน เพิ่งมารู้สักตัว กร๊ากกก)

ช่วงนี้จขบ.ไม่ค่อยพิมพ์อะไรยาวๆ เพราะฉะนั้นขอพิมพ์เป็นจุดๆด่างๆแบบแดกด่วนเพื่อความรวดเร็ว (ของใคร) ละกัลล์

เป็นความเห็นส่วนตัวของจขบ.แต่เพียงผู้เดียว

*

Last scene of all,
That ends this strange eventful history,
Is second childishness and mere oblivion;

- ตอนที่เขาประกาศจะสร้างเรื่องดี มี David Fincher เป็นผกก. มีพี่แบรดเป็นพระเอก ป้าเคทเป็นนางเอก และเป็นการนำเรื่องสั้นของ Fitzgerald มาดัดแปลง...มันฟังดูไฮโซวววมั่กๆ ดูยังไงก็ไม่สามารถเป็นหนังที่ห่วยได้...ซึงมันก็ไม่ห่วยจริงๆนั่นแหละค่ะ ไม่ได้ดูแล้วเสียดายตังค์ แต่เสียดายพล็อตต้นฉบับที่ถูกนำมากระทำชำเราเพียงเพราะอยากให้คนดูรู้สึกดี น้ำตาปริ่ม (ที่ได้เห็นพี่แบรดตอนเอ๊าะๆอีกครั้ง...มันคือไคลแมกซ์ของเรื่องสินะ) มากกว่า

- มันก็แค่ 'เหวอ' (สำหรับจขบ.อ่ะนะ) มันก็แค่รู้สึกว่า "ไม่ใช่ว่ะ" และมันก็แค่ "Forrest Gump" ไปหน่อยมั้ยอ่ะเพ่ - -" (แต่เป็น Forrest Gump ที่โตขึ้นเยอะเหมือนกัน)

- มันเป็นหนังที่เลือกที่จะมองมุมโพสิถีบ แบบ...โปรดอย่าไปสนใจความจริงอันโหดร้ายยย เรามา feel goood แบบดราม่าสุดๆไปเลยกันดีกว่า    

- The Curious Case of Benjamin Button เป็นเรื่องสั้นที่มีความยาวแค่ยี่สิบกว่าหน้า เขียนโดย F. Scott Fitzgerald นักเขียนที่เด็กมัธยมหลายๆโรงเรียนอาจจะโดนบังคับให้อ่านหนังสือนอกเวลาแสนหรรษาเรื่อง The Great Gatsby (ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ายาแว๊กซ์ผมยี่ห้อนี้ยิ่งใหญ่ดี....ไม่ใช่ละ - -") แล้วก็ต้องมานั่งตีความว่าเขาต้องการอะไรจากสังคมวะคะ ฮา

- มันไม่ใช่เรื่องสั้นที่โด่งดังของคุณฟ.เลยสักกะหน่อย จะว่าไป...มันเป็นเรื่องที่เขาเขียนลงคอลัมน์หากินไปงั้นๆเองเสียด้วยซ้ำ (แต่ภายหลังก็ได้รวมอยู่ใน Tales of the Jazz Age จ๊ะ) เอนี่เวย์ จขบ.ว่า ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสั้นตรีนเขี่ย แต่ก็ยังมีธีมและสไตล์ที่เป็นจุดเด่นของคุณฟ.เค้าอยู่ดี ซึ่ง...ฉบับภาพยนตร์ก็สามารถลบมันทิ้งไปซะงั้น T____T

- หนังสือกับหนังต่างกันมากมายมหาศาลราวกับไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ก็แค่มีพระเอกชื่อเดียวกัน เกิดมาแก่แล้วค่อยกลับไปเป็นเด็กเหมือนกันเท่านั้น (แม้แต่สันดานพระเอกแบบในเรื่องก็ไม่ใช่ ชื่อและสันดานนางเอกก็ไม่ใช่ เพื่อนพระเอกก็ไม่ใช่ พ่อพระเอกก็ไม่ใช่ กระทั่งแม่ที่เลี้ยงดูพระเอกมาแบบในหนังก็ไม่มี๊ ไม่มี สรุปว่า...ไม่มีอะไรเหมือนกันเล้ยยยย ซีเรียสลี่) อย่างกะหนังคนละม้วนแน่ะ

- จขบ.ว่าเรื่องของคุณฟ.มักจะแฝงความดาร์กและความหดหู่ ทอดหุ่ยในความฝันจอมปลอมที่ใกล้ล่มสลาย รังเกียจสังคมแต่ก็หลงความฟุ้งเฟ้อ ซึ่งไม่มีปรากฎให้เห็นเลยในหนัง... อ่ะ โอเค ไม่พูดถึงก็ได้ แต่ดูเหมือนหนังจะหลับหูหลับตาข้ามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมไปเลยด้วยซ้ำ ข่าวในทีวีที่พระเอกนางเอกนอนดูด้วยกันในยุคซิกส์ตี้คือ The Beatles บุกอเมริกา o.O' (อ่ะจ๊ะ รักกันๆ)

- ตอนสงครามโลกครั้งที่สองมันก็...ไม่ได้ทำให้อะไรๆเปลี่ยนแปลง เหมือนพระเอกมึนเกินกว่าจะนึกอะไรดีๆ (สรุปว่าพระเอกเข้าใจโลกมากขึ้นมั้ย? คนดูอย่างจขบ.ก็ไม่รู้เหมือนกัน - -")    

- หนังมีกระทั่งตัวละครที่ quote เชคสเปียร์ซะด้วย ซึ่งก็ cliche ได้อีก แถมยังมาจากเรื่อง Henry VI (จขบ.ไม่ได้จำได้เอง แต่ก็เพิ่งรู้ตอนออกจากโรงจ๊ะ เพราะมันออกจะคาดไม่ถึงที่เขาเลือกมาใส่ในหนัง ฮา) ไม่รู้ว่าจะ quote ทำไมเพราะไม่ค่อยเกี่ยวกัน (อ้อ มีเกี่ยวหน่อยๆเพราะพูดถึงความตาย) แต่ในเมื่อธีมหลักของเรื่องมันอยู่ที่ช่วงเวลาการใช้ชีวิตย้อนกลับของพระเอกมากกว่า ทำไมไม่ใช้ All the World's a Stage ซะเลยก็ไม่รู้ - -" (ไหนๆจะ cliche แล้ว ก็ควรล่อซะให้ถึงที่สุด เอิ๊ก โดยเฉพาะฉากจบของเบบี๋เบนจามิน ทำให้จขบ.นึกถึงกลอนบทนี้ของเชคสเปียร์ขึ้นมาจริงๆนะ)  

- มันเป็นหนังยาวๆที่เล่าเรื่องตั้งเยอะแยะ แต่มีความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเกิดขึ้นน้อยมาก เรียกได้ว่าแทบไม่มีแอคชั่นเกิดขึ้นเลย เรื่อยๆมาเรียงๆสุดๆ

- แต่สรุปว่า มันไม่ใช่หนังแย่ มันไม่ได้เลวร้าย (อย่างน้อยภาพในเรื่องก็สวยงามน่าชม นักแสดงก็เล่นดีทีเดียวเชียว) เพียงแต่มันพยายามมากไป มันก็ดูสวยอยู่หรอก แต่ว่ามันไม่มีมิติเลย

สรุปว่า The Reader ดีกว่า กร๊ากกกก ไม่เกี่ยว แต่ไว้รีวิวคราวหน้าละกัน

พบกันในอีกชาติเศษข้างหน้าจ๊ะ XD

*

อนึ่ง เจ๊เวิ่นเว้อนางนี้จะมาเซย์ไฮเอ็นทรีหน้าฮ่ะ

 

 

[movie] The Jane Austen Book Club

posted on 29 May 2008 00:01 by vendetta  in FeverishFilm

(ได้ดูจาก dvd รู้สึกว่าเมืองไทยจะไม่ได้เข้าโรงแฮะเรื่องนี้)

ปลอด SPOILER โดนสิ้นเชิงจ๊ะ

*

"Happiness in marriage is entirely a matter of chance."
- Pride and Prejudice.

เขาว่ากันว่า Jane Austen นี่แหละ นักเขียนแนว Chic Lit ภาษาอังกฤษยอดนิยมคนแรกของโลก (มันคือหนังสือผู้หญิงๆ เข้าใจหัวอกคนเพศเดียวกัน สไตล์ซีรีส์สาวนักช้อป หรือ Bridget Jones's Diary) นิยายของเธอเป็นที่นิยมมากในช่วงต้นศต. ที่ 19 แล้วก็ยังดังมาจนถึงทุกวันนี้

เจน ออสเต็นแต่งเรื่องที่โด่งดังอยู่ 6 เรื่อง ติดอันดับต้นๆของนักเขียนแถวหน้า ความโดดเด่นของเจน ออสเต็นอยู่ที่การใช้ภาษาคมๆ (จนอ่านแล้วอาจทำให้ลังเลว่าเค้าด่ากันอยู่ใช่มั้ย) พล็อตและธีมในหนังสือที่เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา ไม่เคยล้าสมัย ตราบใดที่สังคมยังมีชนชั้น คนยังอยากแต่งงาน ผู้หญิงยังมองหาฝาชี และหล่อ/รวยเรื่องมาก+เลือกได้อีก o.O'

หกเรื่องนั้นก็มี (ไม่เรียงลำดับก่อน-หลัง)

Pride and Prejudice : หลายคนโดนบังคับให้อ่านเรื่องนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา คนส่วนใหญ่ได้ดูหนัง ซึ่งมีทั้งฉบับดัดแปลงและไม่ดัดแปลงสิริรวมทั่วโลกหล้าอยู่ที่ประมาณแปดหมื่นเวอร์ชั่น (เว่อร์ค่ะเว่อร์) เดาว่าเรื่องนี้ฮิตเพราะอลิซาเบธเป็นผู้หญิงธรรมดา จับต้องได้ ไม่สวยมาก วางตัวดี มีความคิด และรักที่จะเป็นผู้เลือก (ซึ่งนั่นเลยทำให้เธอมีเสน่ห์) ถือว่าหัวก้าวหน้าในสมัยนั้น ส่วนมร.ดาร์ซีย์เป็นพระเอกประเภทสุภาพบุรุษปากหมาท่ามากเพราะแกรวยโคตร P&P มีธีมความรักหลายรูปแบบ และมีตัวละครที่โดดเด่น มันก็เลยดังมากนั่นเอง

Sense and Sensibility : เรื่องของสองพี่น้องกับความรักสองรูปแบบที่คนนึงใช้อารมณ์ (หน้ามืด อินเลิฟวันละหลายหน) ส่วนอีกคนใช้สติ เคยทำเป็นหนังชิงออสการ์มาแล้ว Ang Lee กำกับออกมาดีมากมาย

Emma : นางสาวเอ็มม่าชอบเล่นจับคู่แต่ไม่รู้ใจตัวเอง (คนอ่านส่วนใหญ่ชอบ Emma มันมีองค์ประกอบของโรแมนติก-คอเมดี้ที่มีสาระแฝงไม่น้อย แต่จขบ.ไม่ชอบเป็นการส่วนตัวว่ะค่ะ ไม่เอ็นดูสาวน้อยแสนซน)

Mansfield Park : น่าจะเป็นเรื่องที่คนชอบน้อยที่สุด (พิจารณาจาก..ดิชั้นเอง - -") คล้ายๆบ้านทรายทอง แต่ก็ไม่เชิงนะคะ แฟนนี่ ไพรซ์นางเอกของเรื่องชีต่ำต้อย แสนดี ซื่อสัตย์ เติบโตมาในแมนสฟิลด์ พาร์ค ถึงขนาดพระเอกแอบหนีไปมีเมียใหม่ก็ช่างมัน (จนสุดท้ายมันก็กลับมาตายรัง และเธอก็ยอมรับ เอวัง)

Northanger Abbey : นอร์แธงเกอร์ แอ๊บบี้เป็นเรื่องแรกที่ออสเต็นเขียน แต่ได้ตีพิมพ์เอาหลังจากที่นักเขียนตายไปแล้วเพราะตอนแรกสนพ.ไม่คิดว่าจะขายออก นางเอกเป็นสาวฟุ้งซ่าน บ้านิยายโกธิค (แบบ...ปราสาทมืด เจ้าสาวซาตาน) เลยชอบจินตนาการว่าตัวเองเป็นนางเอกในนิยายแบบนั้น ฮา และที่ทำให้เรื่องนี้แปลกไปจากทุกเรื่องก็คือกลิ่น Gothic ผสมๆนี่แหละจ๊ะ

Persuasion : เล่มนี้สั้นที่สุด เรียบง่ายที่สุด เพราะผู้เขียนเร่งกีบ ใกล้ตายแล้ว ว่ากันว่าเรื่องนี้สะท้อนถึงชีวิตของออสเต็นเองในแง่มุมของความรัก การตัดสินใจผิดพลาดและความเป็นไปได้ที่จะรักอีกครั้ง เป็นเรื่องของผู้หญิงที่โดนหลงเชื่อไปเคี้ยวเอื้อง โดนชักจูง ( ที่มาของชื่อเรื่อง Persuasion) ว่าไม่ควรแต่งงานไปกินแกลบกับทหารเรือจนๆ เกือบสิบปีผ่านไป นางเอกกลายเป็นสาวทึนทึกที่ไม่มีใครเอา ส่วนผู้ชายคนนั้นกลับมาอย่างเศรษฐี และมาจีบสาวเอ๊าะเพื่อนบ้านชีแทน ต่อยกันเลยดีกว่า ฮา...

*

"It is not time or opportunity that is to determine intimacy;-- it is disposition alone. Seven years would be insufficient to make some people acquainted with each other, and seven days are more than enough for others."
- Sense and Sensibility.

Jane Austen Book Club สร้างจากนิยายของ Karen Joy Fowler (ซึ่งปกติเขียนแนวแฟนตาซี ชื่อไม่เห็นจะดัง - -" จับพลัดจับผลูมาลองแนวนี้ดูบ้าง ปรากฎว่าก็รุ่งดีซะงั้น) เนื้อเรื่องพาดพิงถึงชุมนุมนักอ่านที่มีสมาชิก 6 คน แต่ละคนรับหน้าที่เปิดประเด็นในนิยายแต่ละเล่มในแต่เดือน โดยจะนัดพบกันเดือนละครั้งเพื่อสังสรรค์แล้วก็พูดคุยกันถึงนิยาย 6 เล่มของเจน ออสเต็นนั่นเอง

ทำไมต้องเจน ออสเต็น? เป็นนักเขียนคนอื่นไม่ได้เรอะ?

สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว เจน ออสเต็นคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่ละคนล้วนเป็นสาวใหญ่ มีผู้ชายหลงมาหนึ่งคนแบบงงๆ  (Hugh Dancy น่าร๊ากกก geek โคตร *แฟนเกินโหมด*) ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก และสมาชิกในกลุ่มก็กำลังเจอวิกฤติชีวิตรัก และเพื่อนก็อยากจะช่วยเพื่อนให้หายจิตตก จะให้มานั่งจับกลุ่มอ่านคดีฆาตกรรมปริศนาก็จะกระไรอยู่เนาะ   

ข้อดีของ Jane Austen Book Club ก็คือ...มันไม่ได้แบ่งออกเป็น 6 เรื่องสำหรับ 6 ชีวิตแบบที่หลายคนคาดเดาเอาไว้แต่อย่างใด ไม่ใช่การเอานิยายของเจนทั้งหกเรื่องมาเล่าใหม่ และเรื่องราวของสมาชิกแต่ละคนก็ไม่ได้ดำเนินรอยตามนิยายของเจนแบบเป๊ะๆ แต่มันคือชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ เช่นมุมหนึ่งของคนนี้เหมือนเรื่องนั้น นิสัยของคนนั้นเสียเหมือนตัวละครในเรื่องนู้น หรือนางเอกเรื่องนั้นเคยผ่านเหตุการณ์แบบเดียวกันกับคนโน้นเลย  

แล้วคำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าเป็นเจนล่ะ ชีจะทำอย่างไร (หรือให้นางเอกของชีทำอย่างไร) กับเรื่องแบบนี้?

The Jane Austen Book Club ไม่ใช่โรแมนติก-คอเมดี้แบบวัยรุ่น (ถึงแม้ว่าบทของอัลเลกรากับกริ๊กก์จะโดนลดอายุลงมาเอาใจผู้ชมแล้วก็เถอะ) แต่เป็นหนังที่นำเสนอความรักและชีวิตคู่ในมุมมองของคนที่โตแล้ว ถึงกระนั้นก็เป็นหนังดูไม่ยาก อาจจะไม่ดูแล้วพีคกรี๊ดมากๆ แต่ก็สนุกดีมีมุข (เพราะ Hugh Dancy น่าร๊ากกก ทำให้จขบ.ลำเอียง ฮา) แล้วก็มีข้อชวนคิดตบท้ายเป็นของแถม

ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้นักแสดงด้วยล่ะค่ะ แต่ละคนดูเหมาะกับบทที่ได้ แล้วก็แสดงออกมาดีและกลมกลืนกันทุกคน

*

"Selfishness must always be forgiven, you know, because there is no hope of a cure."
- Mansfield Park

สุดท้าย จขบ.ก็ทำไม่สำเร็จ T___T ไม่สามารถอัพบล็อกทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งไตรมาสได้ เพราะขี้เกียจ เพราะเรื่องมันยาววว เพราะโน่นนั่นนี่

เง้อ...

 


ทิ้งไว้หลายวันละ มาเฉลยดีกว่า โหลดโหดหน่อยนะจ๊ะ มีภาพต้นฉบับเทียบให้ดูด้วย

1. Dial M for Murder (ฉบับรีเมคใช้ชื่อว่า A Perfect Murder)

ออริจินั่น

2. The Birds (นกห่าอะไรก็ไม่รู้ โคตรดุเลย - -")

บินกันให้ว่อน

3. Rebecca (เคียร่าน่ากลัวกว่านางเอกตัวจริงอ่ะ...จนดิฉันนึกว่าหล่อนเป็นผีรีเบคก้ามาเอง)

ขาวๆ-ดำๆ

4. Rear Window

ก่อนหน้านี้ (photoshoot ดูเว่อร์กว่าเห็นๆ)

5. Strangers On A Train (เห็นด้วยกับกลฟ.ว่าใครก็ได้เอาเรื่องนี้ไปรีเมคแล้วเอาสองคนนี้ไปเล่นที นู๋แพ้สารเคมีที่พวกเค้ามีต่อกัน)

ดั้งเดิม

6. To Catch A Thief

ของเดิม (สีสันใกล้เคียง)

7. Vertigo (อันนี้ป้าตัวปลอมที่ดูหง่อมยิ่งกว่าตัวจริง)

ป้าตัวจริง (ที่ดูสาวกว่าตัวปลอม)

8. North By Northwest (วิ่งหน้าเหวอ)

วิ่งอย่างมั่นใจ

9. Lifeboat

วี อาร์ ลอสสสสท์

10. Marnie

... (พิมพ์ว่าไรดี)

11. Psycho ดังจนไม่รู้จะดังยังไง

หวีดได้อีก

Credit : VF

ใครอยากได้รูปใหญ่ๆก็จิ้มไปดูได้เลยจ๊ะ (แต่ถ้าจะเอาใหญ่เบิ้มๆคงต้องซื้อหนังสือเอานะ Vanity Fair ฉบับเดือนมีนาคม 2008 นี่เองค่า)

มีคนตอบถูกหมดด้วย XD เอารางวัลเป็นไรดี?