FeverishFilm

[review แบบเลทๆ] Sucker Punch

posted on 22 Jul 2013 21:24 by vendetta in FeverishFilm directory Entertainment
 
เขียนรีวิวอันนี้ไว้วันที่ด 24 เดือน 3 ของปี 2011 o.O" แหม่....นี่ไม่ได้เข้า exteen มานานมากขนาดนี้เชียว OTL  (เพราะลืมพาสเวิร์ด TvT เพิ่งนึกได้วันนี้แหละ ฮาาา) กดเข้ามาอ่านที่ดร๊าฟท์ไว้แล้วพบว่า พิมพ์ไปหลายส่วนแล้ว เลยตัดสินใจ publish เสียทีดีกว่านะ เอิ๊กกก 
 
 
Sweet dreams are made of this
who am i to disagree?
 
*
 
Sucker Punch เป็นหนังออริจินัลเรื่องแรกของ Zack Synder (ที่กำกับ 300 กับ Watchmen ที่เป็นการ์ตูน graphic novel มาก่อน) มาเรื่องนี้ สคริปต์คิดเองแต่ก็ยังองค์ประกอบของคงความเป็นการ์ตูนอยู่นะ จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็น Alice in Wonderland เวอร์ชั่นโอตาคุแฟนบอยดีๆนี่เองค่ะ
 
อันว่าไอเดียสาวน้อยแสนระทม หนีความจริงไปติสแตกในโลกของตัวเองนั้นก็มีมาเยอะแล้ว ตอนแรกจขบ.เองก็เดาๆว่า Sucker Punch คงจะประมาณอลิซคว้ามีดปาดกระต่าย ดาร์กๆหน่อยประมาณเกม American Mcgee's Alice แต่มันก็กลายเป็นว่าไม่เชิงนะ โดยส่วนตัวรู้สึกเสียดายที่หนังตัดเรตตัวเองที่ PG-13 ไม่งั้นน่าจะได้บรรยากาศและฉากที่แรงกว่านี้ (แต่ไปอ่านสัมภาษณ์ผกก.มา Sucker Punch นี่เหมือนแกจะทำแก้เสี้ยนก่อนไปกำกับ Superman ซะมากกว่า และเขาว่าเขาไม่อยาก"ขาย"ในจุดนั้น...ก็โอเค้)
 
จขบ.เชื่อว่าหนังเรื่องนี้กระแสนิยมคงกระจัดกระจายไปทางไม่ชอบกันเยอะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจมั้งคะ หนังมีองค์ประกอบที่เหมือนจะตลาด แต่เป็นแนวเฉพาะทางเอามากๆเลยค่ะ
 
เอนี่เวย์ ก่อนสปอย จขบ.ขอสรุปว่า
 
1. หนังสนุก แต่มันเหมือนเกมที่ไม่ได้เล่นเอง
2. ภาพสวยระทึม ดีไซน์เท่ๆ เพลงประกอบโดนๆ ถ้าชอบโทนสีหรืออะไรแนวๆนี้ ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าไม่ผิดหวัง
3. แต่ถ้าคิดว่าจะไปดูเอามันส์ ระเบิดภูเขาเผากระท่อม กินป๊อปคอร์นไปด้วย...จขบ.ว่าอาจจะไม่สนุกเท่าที่หวังนะ (มันดำเนินเรื่องด้วยจังหวะเดียวกับ 300 และ Watchmen ฉากแอ๊คชั่นสโลว์ๆ) 
 
ต่อไปเป็น SPOILER จ๊ะ
 
*
 
Some of them want to use you
Some of them want to get used by you
Some of them want to abuse you
Some of them want to be abused
 
Patriachal Power vs. Feminine Archetype
 
- หนังเรื่องนี้เป็นหนังผู้หญิงนะ แต่ถูกปรุงแต่งและคิดเห็นเป็นแบบผู้ชายมากกกกก มากกกกก มากกกกกก
 
- ประการหนึ่งที่พึงเข้าใจร่วมกันคือ...มันเป็นหนังสนองตัณหาแฟนบอยค่ะ ผกก.แกเล่นยัดทุกอย่างที่ตัวเองชอบลงไปในหนัง ดังนั้น จะว่าไปมันก็เป็นหนังเฉพาะกลุ่มป่ะนะ ลองว่ามีสาวน้อยในชุดกะลาสีโชว์พุง หน้าตาน่าเอ็นดู แต่เจือกคว้าปืนผาหน้าไม้ไล่จิ้มฝูงออร์คบ้าง ขับหุ่นยนต์ตะลุยซอมบี้บ้าง มันก็คงจะเป็นหนังแอ๊คชั่นร้านตลาดธรรมดาๆไปไม่ได้หรอก 
 
(ประมาณว่าคนที่ดูแล้วไม่เห็นจะชอบเลย ส่วนหนึ่งอาจจะชอบเล่น the sims มากกว่าก็ได้ ฮาา)
 
- โดยภายนอกแบบผิวๆแล้ว Sucker Punch เป็นเรื่องของผู้หญิงในโลกบ้าอำนาจของผู้ชาย โดยเผินๆดูพยายามจะ girl power อย่างออกหน้าออกตา ต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด สาวน้อยโดดตีรันฟันแทงแบบเท่สุดๆ ฯลฯ 
 
แต่เมื่อดูไปลึกๆแล้ว เรากลับไม่มีโอกาสได้เข้าถึงจิตใจของตัวละครในเรื่องสักเท่าไหร่ เพราะตัวละครหลักมีลักษณะบ้านๆที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว  นางเอกถูกออกแบบมาให้ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และนี่ก็เป็นต้นแบบผู้หญิงสูตรสำเร็จที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะรู้สึกอยากเข้าไปปกป้อง (เรากำลังพูดถึง stereotype ในโลกของผู้ชายอยู่นะจ๊ะ) 
 
- ฉากแรกที่เปิดมา การตายของแม่ สายตาของพ่อเลี้ยง และเพลงประกอบ (Sweet dreams are made of this โคตรจะแดกดันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง) แค่นี้เราก็เข้าใจได้ทันทีว่าชีวิตนางช่างบัดซบนัก เข้าตำราสาวน้อยโดนรังแกเด๊ะๆ
 
และเพราะนางเอกเป็นหนึ่งในสูตรสตรีที่เราพอจะรู้จักดี เธอจึงไม่มีชื่อ :D
 
Sexuality vs. Freedom
 
 
- Baby Doll เป็นชื่อสไตล์ผู้หญิงแบบหนึ่ง อันที่จริงชื่อของสาวๆในเรื่องนี้ล้วนเป็นสไตล์ผู้หญิงแต่ละประเภทในแฟนตาซีของผู้ชาย (Sweet Pea - มายดาร์ลิ้ง Rocket - แก่นเซี้ยว Blondie - เซ็กซี่สมองกลวง Amber คมๆแบบเอเชีย ...อ่ะ ยกเว้นมาดามกอร์สกี้ไว้คนที่เป็นมาม่าซัง) 
 
- เมื่อ Baby Doll จินตนาการจากโรงพยาบาลบ้าไปสู่โรงละครในซ่อง (อันนี้นอกจากความหื่นของผกก.เองแล้ว) สามารถมองเพิ่มได้ว่าเพราะนางโดนคุกคามทางเพศมาตั้งแต่ต้นเรื่อง จิตใต้สำนึกจึงแปรสภาพให้คล้องจอง
 
Baby Doll พบว่าว่ามาดามเป็นเจ้าของรพ.แต่กลับไม่มีอำนาจในการจัดการใดๆที่จะช่วยผู้บริสุทธิ์อย่างเธอได้  รพ.จึงกลายเป็นซ่อง มาดามกลายเป็นแม่เล้า บลูกลายเป็นคนที่กุมอำนาจสูงสุด เพราะในโลกจริง บลูก็คือคนที่คุกคามเพศและอิสรภาพของ Baby Doll (ในโลกจริง คุณหมอจะเจาะหัว แปลว่านางจะหมดอิสรภาพโดยแท้จริง ในจินตนาการชั้นที่สอง คุณหมอกลายเป็นเศรษฐีที่จะมาเปิดซิง)  
 
อนึ่ง ตัวละครผู้หญิงที่มีสภาพความเป็นแม่ในเรื่องนี้เฟลทั้งสองคน คนแรกคือแม่แท้ๆที่เลือกสามีเหรี้ยมๆมาเป็นพ่อเลี้ยงของลูก...อาจจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของแม่เอง แถมยังอายุสั้นชิงตายไปก่อนอีกต่างหาก แต่  ณ จุดนี้จขบ.มองว่าเป็นความผิดของคนเป็นแม่ส่วนหนึ่งนะ (เหมือนพ่อของซินเดอเรลล่าที่หลับหูหลับตาแต่งงานใหม่ ก็สะท้อนถึงความไม่ได้เรื่องของบุพการีที่ทำให้ลูกพลอยซวยไปด้วย)
 
ตัวละครที่ตัวก็คือมาดามกอร์สกี้นั่นเอง ถ้าเป็นในนิทาน คาแรกเตอร์นี้อาจเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวลงมาช่วย...แต่เจ๊ก็ไม่ช่วยอะไร
 
et cetera...
 
- พูดถึงธีมในสไตล์ Alice in Wonderland แบบตีความใหม่เลยทำให้นึกถึง Pan's Labyrinth ที่มีธีมเดียวๆกัน แต่ถ้าเอาเฉพาะธีม จขบ.ยกให้ Pan's Labyrinth นะคะ โหดกว่า ดุกว่า มิติตัวละครลึกกว่า (เราจะขอข้ามไม่พูดถึง Alice in Wonderland ของทิม เบอร์ตัน เพราะเราหดหู่กับความสดใสนั้นมาก ฮา...) แต่อย่างที่เขียนไปว่า Sucker Punch เป็นหนังแก้เสี้ยนของผู้สร้าง จขบ.ว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเยอะ แต่มันเป็นอย่างที่เขียนไปแล้วนั่นแหละ
 
- หนังเป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมหลายๆอย่าง ทั้งญี่ปุ่น ทั้งเกม ทั้ง steam punk แถมยังเป็นหนังซ้อนหนัง (story within story) จะว่าไปก็เป็นความมั่วที่ไม่มั่วนะ แอบรู้สึกว่าเข้ากันดี XD 
 
- เนื่องกจากอันนี้เป็น review ที่ดองข้ามปี เลยพบว่าหนังแป้กในตลาดเมืองนอกไปเยอะ ฮาาา เสียดายนะ แต่ก็น่าไม่แปลกใจเท่าไหร่ จขบ.เองก็ชอบหนังเรื่องนี้แบบชอบองค์ประกอบของหนังโดยรวมๆ คือเราแอบเข้าใจว่าทำไมคาแรกเตอร์มันแบนๆ ดู stereotype ไปหมด ...ก็เพราะมันคือ stereotype จริงๆน่ะสิ แต่ถ้ามองด้วยใจเป็นกลาง คาแรกเตอร์ในหนังมันก็แบนๆและไม่เข้าถึงกลุ่มคนดูส่วนใหญ่
 
- เพลงประกอบเข้ากันทุกฉาก จนทำให้หนังเรื่องนี้เป็น musical แบบกลายๆด้วย 
 
***
 
 
 

 

คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะรีวิวยังไงดี เพราะหนังมัน"จบ"แบบไม่มีอะไรติดใจให้พูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงกระนั้น เราก็ควรจะเขียนถึงสักหน่อยในส่วนของความเสียดาย จขบ.เป็นแฟนทิม เบอร์ตันอ่ะนะ แต่ถ้าน้าทิมยังการบ้านส่งดิสนีย์แบบนี้อีกหลายๆเรื่อง สงสัยแฟนๆจะหดหายเข้าสักวัน  - -"

*

Curiouser and curiouser

โดยส่วนตัว จขบ.มองว่าหนังฉบับปี 2010 นี้เป็นการเอาการ์ตูนดิสนีย์มารีเมค มากกว่าจะเอาวรรณกรรมมาเล่าใหม่ ตามปากคำของคนสร้าง เขาก็บอกว่าหยิบยกวัตถุดิบจากทั้งสองเล่มคือ Alice's Adventures in Wonderland และ Through the Looking Glass มาขยำรวมกันแล้วทำให้มันโมเดิ้นขึ้น ด้วยการปรับให้อลิซเป็นตัวละครสาวที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ในสังคมวิคตอเรียนที่ผู้หญิงไม่ค่อยจะได้ตัดสินใจ

แต่ว่า........ด้วยความที่หนังมันเล่นง่ายจัด มันก็เลยสูญเสียธีมหลักที่เป็นหัวใจของ Alice in Wonderland ไปเลยอ่ะจิ

เอนี่เวย์ หนังดูสนุกเพลินๆดี ไม่เสียดายตังค์นะเออ (แมวเชสเชอร์นี่มันช่างโมเอะ~) นักแสดงก็เหมาะสมกันดี (นางเอกนี่มันนางในอุดมคติของน้าทิมชัดๆ สวยแบบซีดๆ ผมทองหยิกๆยาวๆ ทำหน้าท้องผูกตลอดเวลา) สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูหรือขี้เกียจอ่าน คอมเม้นท์ของจขบ.ก็มีเท่านี้แหละจ๊ะ ฮา

ส่วนท่านที่ขี้สงสัยพอๆกัน อ่ะ อ่านต่อ

Down the rabbit hole

หนังสือ:

หนึ่งในแก่นหลักเด่นชัดของวรรณกรรม Alice คือการตามหาตัวเองและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในภาคแรก Alice's Adventures in Wonderland นางเอกเป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังจะต้องก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ที่มองโลกด้วยสายตาตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแบบเด็กๆ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็น เด็กแบบอลิซอาจจะมองว่าการใส่เสื้อสีมาเดินพาเหรด ฟังคนพูดจาวกไปวนมาบนเวทีมันเพี้ยนสิ้นดี ไม่เข้าใจว่าทำไมการเข้าสังคมต้องเฟคเข้าหากัน (ขัดกับผู้ใหญ่ที่มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก จึงกลายเป็นว่าอีนี่มันคิดอะไรแปลกๆ ต้องล้างสมองซะใหม่)

การไปวันเดอร์แลนด์ ทำให้อลิซพบว่าโลกนี้จริงๆแล้วมีแต่คนบ้า โลกนี้เต็มไปด้วยคำถามไร้สาระที่ไม่มีคำตอบ (จากงานเลี้ยงน้ำชาประสาทกิน) และผู้ใหญ่วัยทองที่ไม่มีเหตุผล (The Duchess ที่หนังตัดออกไป ไม่ก็เอาไปรวมร่างกับ The White Queen แทนละมั้งนะ)

ตอนที่มาถึงวันเดอร์แลนด์ใหม่ๆ อลิซรับไม่ค่อยได้ และไม่กล้าที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ในตอนท้ายอีหนูอลิซก็สามารถเนียนบันเทิงกับคนอื่นๆได้ แถมลุกขึ้นมาเถียงราชินีโพแดงฉอดๆแบบไม่กลัวอะไรเลยอีกต่างหาก ซึ่งสื่อให้เห็นว่าโตขึ้นและมองโลกด้วยมุมมองใหม่

ในภาคสอง Through the Looking Glass เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้เขียนที่มีต่อเล่มแรก มีธีมที่ขยายออกและลึกกว่าเดิม (นัยว่าเป็นเงาอีกฟากหนึ่งของ Wonderland) เช่น การพบกับ The Red King และไอเดียที่ท้าทายคนอ่านว่าตกลงอลิซฝันไปเองเหมือนคราวที่แล้ว หรืออยู่ในความฝันของคนอื่นและไม่ได้มีตัวตนอยู่เลยตั้งแต่แรก (ฟังดูปัดย๊าปรัชญา ภาษาหรูหราเขาเรียกว่า Existentialism) ซีเครียดมากมาย เป็นการตั้งคำถามแบบผู้ใหญ่ที่เจริญเติบโตกว่าเล่มแรก และแม้แต่การดำเนินเรื่อง การผจญภัยของอลิซยังอยู่บนกระดานหมากรุก โดยอลิซกลายเป็นหมากตัวหนึ่ง ต้องโค่นสมุนเพื่อก้าวไปเป็นควีนให้ได้

หนัง:  

หนังเปิดมาด้วยสาวอลิซวัยสิบเก้า ที่กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับสถานการณ์ตรงหน้า กระต่ายใส่เสื้อโค้ทตัวหนึ่งก็โผล่มาเคาะนาฬิกา แล้วเธอก็ตัดสินใจตามกระต่ายไป คุณกระต่ายมาเยือนเปรียบได้กับการเตือนว่าวัยเด็กและจินตนาการ (หรือความเป็นตัวของตัวเอง) กำลังจะหมดไป ถ้าอลิซเลือกที่จะไม่เห็นกระต่ายตัวนั้น หรือไม่ตามไป นั่นก็แปลว่าเธอจะก้าวไปสู่โลกของผู้ใหญ่เต็มตัว และทิ้งจินตนาการ และ Childhood เอาไว้ตรงนั้น

หนังเองก็พยายามจะแตะๆจุดที่ว่าด้วยการตามหาตัวตน ผ่านการตั้งคำถามว่าเธอคือ The Alice หนึ่งเดียวคนนี้รึเปล่า ใช่อลิซคนเดียวกับที่เคยมาในอดีตหรือไม่ แต่ด้วยความที่หนังเลือกที่จะสดใสซาบซ่า ก็เลยไม่เล่นคำถามแบบผู้ใหญ่เลย (คือ...ถ้าเล่นพอยท์นี้ หนังคงออกมาดาร์กๆ โกธิคๆกว่านี้ โฮวววว เอาทิม เบอร์ตันคืนมา)

สุดท้ายเราเลยได้แต่ประเด็นที่ว่า เธอคืออลิซคนเดียวกับอิเด็กเวิ่นเว้อคนนั้นรึเปล่า (เห็นเขาแปล muchness ว่าลูกบ้า ซึ่งก็เข้าใจได้ง่ายกว่านะ ^^")

ที่น่าเสียดายคือหนังสือมีอะไรต่อมิอะไรให้หยิบยืมตั้งแยะ แต่หนังดันเล่นกันง่ายๆนี่แหละ ด้วยการเล่าเรื่องโดยใช้สูตร Hero's Journey ชนิดฉีกซองเติมน้ำร้อน - -" อลิซเป็นเด็ก"คนนั้น"ในตำนาน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอยากจะเป็นรึเปล่า (reluctant hero) มีปมที่ยังขบไม่แตก ระหว่างทางค้นพบมิตรภาพ มีอุปสรรคเป็นครั้งคราว มีตัวละครลับมาช่วย ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตาย ทำสงครามครั้งใหญ่ แล้วก็กลับบ้าน...

ที่ลักลั่นย้อนแย้งก็คือ การเล่าเรื่องด้วยสูตรนี้มันก็เวิร์คในหลายๆครั้ง เพราะเชื่อมต่อกับคนดูได้รวดเร็ว แต่กับเรื่องนี้ สงสัยเพราะมันเชื่อมไวไปหน่อย ก็เลยขาดอารมณ์ร่วมอ่ะจ๊ะ (เหมือนจะไปอ่านวิจารณ์ของใครหว่า ที่บอกว่าหนังของทิม เบอร์ตันทุกเรื่องมักจะมี emotion หรือ soul อะไรสักอย่างที่คนดูรู้สึกอินได้เสมอ แต่เรื่องนี้มันไม่มีอ้ะ ราวกับโดนเจี๋ยนทิ้งไว้ในสตูดิโอ) เนื่องจากจขบ.อาจจะหวังว่าจะได้เห็นอะไรมืดๆครึ้มๆบ้าง ไม่ต้องถึงระดับ Pan's Labyrinth ที่เป็นอลิซโคตรระทม แต่ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้สว่างเกินไป เลยติดจะกร่อยๆไปหน่อยจ๊ะ 

*

The Queen's Croquet Ground

หนัง:

หนังหยิบเอาคาแรกเตอร์ของ Queen of Hearts ในภาค AAIW มารวมร่างกับ Red Queen ใน TTLG ...แต่ที่มันทะแม่งแปร่งๆก็คงเพราะว่า คาแรกเตอร์ของราชินีสองคนนี้ไม่เหมือนกันซะหน่อยนิ พอหนังเอามารวมร่างเป็นหนึ่งเดียว มันเลยดูทะแม่งๆ (แต่สงสัยจะด้วยความที่ป้าเฮเลน่ารับบทนี้ ในบางโมเม้น มันเลยดูปกติมาก ฮาาา) จริงๆแล้วคงเป็นผู้หญิงขาดความรักความอบอุ่น มีปมด้อยเป็นหัวแตงโมโตไปหน่อยเมื่อเทียบกับน้องสาว ชีถึงได้ชอบมีบริวารเป็นตัวประหลาด เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าแปลกอยู่คนเดียว

หนังสือ:

Queen of Hearts ในภาคแรกเป็นตัวแทนของความกราดเกรี้ยวไร้สติ กริ้วทีแหกปากที เอะอะก็ไล่ให้เอาไปตัดหัวทิ้งให้หมด เป็นคนโผงผาง และไม่มีความสง่างามแบบราชินี

ตรงกันข้ามกับ Red Queen  ที่เป็นตัวแทนของความเฮี้ยบ ไซโคให้อลิซต้องอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ เร้ดควีนเป็นผู้ใหญ่ไฮโซวเมื่อเทียบกับควีนโพแดงที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ลักษณะเหมือนเด็ก เร้ดควีนเลยสะท้อนถึงการวางตัวและการสร้างสถานภาพทางสังคมซึ่งเป็นไอเท็มที่อลิซต้องใช้ในการโตเป็นผู้ใหญ่

*

What Alice Found There

สิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยคือ หนังจงใจตั้งชื่อให้ตัวละครทุกตัว รวมทั้งสถานที่ในวันเดอร์แลนด์ (ที่โดนเปลี่ยนชื่อเป็นอันเดอร์แลนด์...อีกต่างหาก) จนเผลอคิดไม่ได้ว่า นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแล้วนี่หว่า ฮา...

ว่ากันว่า การตั้งชื่อให้เป็นการสร้าง personality เพิ่มความผูกพันระหว่างคนดูกับตัวละครนั้นๆ ดังที่อลิซตั้งใจจะจดจำอันเดอร์แลนด์และเพื่อนๆเอาไว้ ตรรกะมันคงจะประมาณว่าถ้ามีชื่อ ก็แสดงว่า มันไม่ใช่จินตนาการล้วนๆ แต่เป็นสิ่งที่เป็นจริงได้ หรือเป็นจริงในมิติอื่น

*

Off with his head!

Alice ถูกตีความไปล้านเจ็ดรูปแบบ (แม้ว่า Lewis Carroll จะยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเขียนให้เด็กอ่านจริงจริ๊งงง...) อีกทั้งยังมีการเสียดสีและสะท้อนสังคมวิคตอเรียนกลายๆ ระหว่างบรรทัด ไม่ว่าคนเขียนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

อลิซกลายเป็นหนึ่งในไอคอน เวลาได้ยินชื่อ"อลิซ"ในหนังหรือหนังสือ บางทีแทบจะเดาล่วงหน้ากันไปก่อนเลยทีเดียวว่าจะเชื่อมโยงกับธีมอะไรได้บ้าง เช่น Coming of Age, สาวน้อยช่างฝัน หรือจะเด็กสาวฝันสลายก็ยังได้

หนึ่งในการตีความที่น่าสนใจคือประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของอังกฤษ เพราะฉากทาสีกุหลาบจากสีขาวให้เป็นสีแดง ซึ่งทำให้โยงไปถึง War of the Roses ได้ สงครามระหว่างสองราชวงศ์นี้ ฝ่ายแดงคือแลงคาสเตอร์ ฝ่ายขาวคือยอร์ก (แต่เรื่องนี้มันยาวจังเนาะ...เล่าโดยย่อให้ไม่ไหวอ่า สรุปให้ว่ายอร์กชนะ ) ควีนโพแดงจึงต้องเป็นควีนมาร์กาเร็ต อีกทั้งประโยคเด็ด Off with his head! ก็ยังไปพ้องกับสิ่งที่เชคสเปียร์เคยเขียนเอาไว้ในละครอีกด้วยนะเออว์

(และทารกเบบี๋ที่กลายเป็นหมูของดัชเชสก็คือ Richard III ที่เอียน แมคเคลเลนเคยนำแสดง :D คนเดียวกับที่จับหลานชายสองคนไปขังตายกลายเป็นผีเซเลบในหอคอยลอนดอนนั่นแหละจ๊ะ)


* 

Why is a raven like a writing desk?

คำถามยอดฮิตนี้มีคำตอบที่ถูกต้องคือ มันไม่มีคำตอบ ฮา...

จริงๆแล้วสามารถตีความได้หลายแนวโดยไม่มีใครผิดหรือถูก เนื่องจากคนเขียนเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้คำตอบที่แน่นอนเหมือนกัน (ยกเว้นที่ตอบให้หายคันแบบเล่นคำไปมา)  

แต่จขบ.ก็ชอบคำตอบที่ว่า "เพราะโพเป็นคนเขียน" นะจ๊ะ :D

*

ไม่ได้อัพบล็อกมานานเหมือนกันนะเนี่ย ว่าจะรือทำใหม่แล้วเหมือนกัน ในเร็ววัน (ซ้าาธุ)

พอไปดูอลิซเวอร์ชั่นนี้มาแล้ว พบว่าไม่เหมือน Looking Glass Wars เลยสักกะนิด แต่การมาถึงของอลิซเวอร์ชั่นนี้ทำให้ LGW โดนดองยาวออกไปอีก - -" กรรม

 

(แบบว่าดร๊าฟท์ทิ้งไว้เมื่อชาติปางก่อน เพิ่งมารู้สักตัว กร๊ากกก)

ช่วงนี้จขบ.ไม่ค่อยพิมพ์อะไรยาวๆ เพราะฉะนั้นขอพิมพ์เป็นจุดๆด่างๆแบบแดกด่วนเพื่อความรวดเร็ว (ของใคร) ละกัลล์

เป็นความเห็นส่วนตัวของจขบ.แต่เพียงผู้เดียว

*

Last scene of all,
That ends this strange eventful history,
Is second childishness and mere oblivion;

- ตอนที่เขาประกาศจะสร้างเรื่องดี มี David Fincher เป็นผกก. มีพี่แบรดเป็นพระเอก ป้าเคทเป็นนางเอก และเป็นการนำเรื่องสั้นของ Fitzgerald มาดัดแปลง...มันฟังดูไฮโซวววมั่กๆ ดูยังไงก็ไม่สามารถเป็นหนังที่ห่วยได้...ซึงมันก็ไม่ห่วยจริงๆนั่นแหละค่ะ ไม่ได้ดูแล้วเสียดายตังค์ แต่เสียดายพล็อตต้นฉบับที่ถูกนำมากระทำชำเราเพียงเพราะอยากให้คนดูรู้สึกดี น้ำตาปริ่ม (ที่ได้เห็นพี่แบรดตอนเอ๊าะๆอีกครั้ง...มันคือไคลแมกซ์ของเรื่องสินะ) มากกว่า

- มันก็แค่ 'เหวอ' (สำหรับจขบ.อ่ะนะ) มันก็แค่รู้สึกว่า "ไม่ใช่ว่ะ" และมันก็แค่ "Forrest Gump" ไปหน่อยมั้ยอ่ะเพ่ - -" (แต่เป็น Forrest Gump ที่โตขึ้นเยอะเหมือนกัน)

- มันเป็นหนังที่เลือกที่จะมองมุมโพสิถีบ แบบ...โปรดอย่าไปสนใจความจริงอันโหดร้ายยย เรามา feel goood แบบดราม่าสุดๆไปเลยกันดีกว่า    

- The Curious Case of Benjamin Button เป็นเรื่องสั้นที่มีความยาวแค่ยี่สิบกว่าหน้า เขียนโดย F. Scott Fitzgerald นักเขียนที่เด็กมัธยมหลายๆโรงเรียนอาจจะโดนบังคับให้อ่านหนังสือนอกเวลาแสนหรรษาเรื่อง The Great Gatsby (ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ายาแว๊กซ์ผมยี่ห้อนี้ยิ่งใหญ่ดี....ไม่ใช่ละ - -") แล้วก็ต้องมานั่งตีความว่าเขาต้องการอะไรจากสังคมวะคะ ฮา

- มันไม่ใช่เรื่องสั้นที่โด่งดังของคุณฟ.เลยสักกะหน่อย จะว่าไป...มันเป็นเรื่องที่เขาเขียนลงคอลัมน์หากินไปงั้นๆเองเสียด้วยซ้ำ (แต่ภายหลังก็ได้รวมอยู่ใน Tales of the Jazz Age จ๊ะ) เอนี่เวย์ จขบ.ว่า ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสั้นตรีนเขี่ย แต่ก็ยังมีธีมและสไตล์ที่เป็นจุดเด่นของคุณฟ.เค้าอยู่ดี ซึ่ง...ฉบับภาพยนตร์ก็สามารถลบมันทิ้งไปซะงั้น T____T

- หนังสือกับหนังต่างกันมากมายมหาศาลราวกับไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ก็แค่มีพระเอกชื่อเดียวกัน เกิดมาแก่แล้วค่อยกลับไปเป็นเด็กเหมือนกันเท่านั้น (แม้แต่สันดานพระเอกแบบในเรื่องก็ไม่ใช่ ชื่อและสันดานนางเอกก็ไม่ใช่ เพื่อนพระเอกก็ไม่ใช่ พ่อพระเอกก็ไม่ใช่ กระทั่งแม่ที่เลี้ยงดูพระเอกมาแบบในหนังก็ไม่มี๊ ไม่มี สรุปว่า...ไม่มีอะไรเหมือนกันเล้ยยยย ซีเรียสลี่) อย่างกะหนังคนละม้วนแน่ะ

- จขบ.ว่าเรื่องของคุณฟ.มักจะแฝงความดาร์กและความหดหู่ ทอดหุ่ยในความฝันจอมปลอมที่ใกล้ล่มสลาย รังเกียจสังคมแต่ก็หลงความฟุ้งเฟ้อ ซึ่งไม่มีปรากฎให้เห็นเลยในหนัง... อ่ะ โอเค ไม่พูดถึงก็ได้ แต่ดูเหมือนหนังจะหลับหูหลับตาข้ามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมไปเลยด้วยซ้ำ ข่าวในทีวีที่พระเอกนางเอกนอนดูด้วยกันในยุคซิกส์ตี้คือ The Beatles บุกอเมริกา o.O' (อ่ะจ๊ะ รักกันๆ)

- ตอนสงครามโลกครั้งที่สองมันก็...ไม่ได้ทำให้อะไรๆเปลี่ยนแปลง เหมือนพระเอกมึนเกินกว่าจะนึกอะไรดีๆ (สรุปว่าพระเอกเข้าใจโลกมากขึ้นมั้ย? คนดูอย่างจขบ.ก็ไม่รู้เหมือนกัน - -")    

- หนังมีกระทั่งตัวละครที่ quote เชคสเปียร์ซะด้วย ซึ่งก็ cliche ได้อีก แถมยังมาจากเรื่อง Henry VI (จขบ.ไม่ได้จำได้เอง แต่ก็เพิ่งรู้ตอนออกจากโรงจ๊ะ เพราะมันออกจะคาดไม่ถึงที่เขาเลือกมาใส่ในหนัง ฮา) ไม่รู้ว่าจะ quote ทำไมเพราะไม่ค่อยเกี่ยวกัน (อ้อ มีเกี่ยวหน่อยๆเพราะพูดถึงความตาย) แต่ในเมื่อธีมหลักของเรื่องมันอยู่ที่ช่วงเวลาการใช้ชีวิตย้อนกลับของพระเอกมากกว่า ทำไมไม่ใช้ All the World's a Stage ซะเลยก็ไม่รู้ - -" (ไหนๆจะ cliche แล้ว ก็ควรล่อซะให้ถึงที่สุด เอิ๊ก โดยเฉพาะฉากจบของเบบี๋เบนจามิน ทำให้จขบ.นึกถึงกลอนบทนี้ของเชคสเปียร์ขึ้นมาจริงๆนะ)  

- มันเป็นหนังยาวๆที่เล่าเรื่องตั้งเยอะแยะ แต่มีความเปลี่ยนแปลงของตัวละครเกิดขึ้นน้อยมาก เรียกได้ว่าแทบไม่มีแอคชั่นเกิดขึ้นเลย เรื่อยๆมาเรียงๆสุดๆ

- แต่สรุปว่า มันไม่ใช่หนังแย่ มันไม่ได้เลวร้าย (อย่างน้อยภาพในเรื่องก็สวยงามน่าชม นักแสดงก็เล่นดีทีเดียวเชียว) เพียงแต่มันพยายามมากไป มันก็ดูสวยอยู่หรอก แต่ว่ามันไม่มีมิติเลย

สรุปว่า The Reader ดีกว่า กร๊ากกกก ไม่เกี่ยว แต่ไว้รีวิวคราวหน้าละกัน

พบกันในอีกชาติเศษข้างหน้าจ๊ะ XD

*

อนึ่ง เจ๊เวิ่นเว้อนางนี้จะมาเซย์ไฮเอ็นทรีหน้าฮ่ะ