BookBase


Into this wild abyss,
The womb of nature and perhaps her grave,
Of neither sea, nor shore, nor air, nor fire,
But all these in their pregnant causes mixed
Confusedly, and which thus must ever fight,
Unless the almighty maker them ordain
His dark materials
to create more worlds,
Into this wild abyss the wary fiend
Stood on the brink of hell and looked a while,
Pondering his voyage...

(Paradise Lost - John Milton)
*

ฉันอ่าน His Dark Materials ของ Philip Pullman จบไปนาน(มั่กๆ)แล้ว แต่กว่าจะนึกอะไรออกก็ราวๆอาทิตย์หนึ่งผ่านไป (และคงจะทยอย edit เพิ่มเรื่อยๆหลังจากหนังเข้าฉาย หรือเมื่อหยิบมาอ่านแล้วได้อะไรใหม่ๆ) มันแบบว่า...ย่อเรื่องให้น่าสนใจไม่ถูกแฮะ มันเป็นหนังสือที่สรุปย่อเรื่องไม่ได้ เพราะย่อก็ต้องสะปอย มันเป็นหนังสือประเภทที่ไม่อยากจะไปสะปอยใคร ไม่อยากให้ใครถูกสะปอยก่อนด้วย อยากให้ได้อ่านกันเองมากกว่า

ครั้นจะย่อเรื่องโดยไม่ให้ิติด spoiler ...มันก็จะไม่น่าสนใจเลยค่ะ

His Dark Materials ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อสักสิบปีที่แล้วนี่เอง (แต่เดาเอาว่าในอนาคตอันไกล มันจะได้ขึ้นอันดับ ถูกจับขึ้นหิ้งหนังสือน่าอ่านแห่งศตวรรษคู่กับ Lord of the Rings เลยเชียวนะ) มันเป็นไตรภาคอีกต่างหาก เล่มแรกได้ชื่อว่า Northern Lights (ฉบับที่ตีพิมพ์ในอเมริกาใช้ชื่อ The Golden Compass) เล่มสองชื่อ The Subtle Knife และเล่มสามคือ The Amber Spyglass คนเขียนแกได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก Paradise Lost ของจอห์น มิลตัน และกลอนของ William Blake และ Keats

(ฉบับแปลไทยของนานมี คนแปลไม่ยอมแปล Paradise Lost ตรงที่เป็นส่วนเกริ่นนำเรื่อง! รู้ว่ามันแปลยากมาก แต่ลักไก่ไม่แปลซะเลยอย่างงี้โกรธนะเฟ้ย)

Northern Lights เปิดฉากที่อ๊อกซฟอร์ด แต่เป็นอ๊อกซฟอร์ดในเอกภพอื่น เป็นโลกตะวันตกที่ปราศจากยุค Reformation หรือยุคฟื้นฟูศาสนา (ที่ทำให้เกิดคริสต์นิกายอื่นๆ ก็เลยเป็นโลกหัวโบราณแบบอนุรักษ์นิยมนั่นเอง) ผู้คนมี daemon หรือภูติประจำตัวที่แยกจากกันไม่ได้ (แต่จขบ.ว่า daemon ในที่นี้อารมณ์เหมือน conscience หรือจิตใต้สำนึกมากกว่้า soul แฮะ เป็น Soul ในนัยของ "จิตวิญญาณ" ไม่ใช่วิญญาณเป็นดวงๆอ่ะ พิมพ์เองก็งงเอง) deamon มีรูปร่างเป็นสัตว์ประเภทต่างๆตามแต่สันดานหรือพื้นเพของคนๆนั้น เช่นเดม่อนของคนรับใช้มักจะเป็นสุนัข เดม่อนของคนคิดคด มีแนวโน้มจะเล่นไม่ซื่อก็เป็นงู

daemon ของเด็กมีรูปร่างไม่คงที่ เปลี่ยนตามอารมณ์จนกระทั่งเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ คงเหมือนจะแสดงให้เห็นว่าเด็กมันไม่มีพิษมีภัยหรอก นึกยังไงก็ทำออกมาอย่างงั้น มีจินตนาการ (แต่นั่นก็ทำให้เด็กกลายเป็นตัวอันตรายได้ยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก)

นางเอกของเรื่องชื่อ Lyra Belacqua อายุสิบเอ็ดเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่ใน Jordan College วันหนึ่งด้วยความสอดรู้สอดเห็น คุณน้องไลราได้ยินแผนการของเหล่าคณาจารย์นำโดย Master แห่ง Jordan College ว่าจะลอบฆ่าท่านลุงอัสเรียล (ที่อ่านแล้วเห็นภาพลุง Liam Neeson แบบที่แฟนเกินกรี๊ดๆ) แล้วคนเขียนก็สั่งให้เป็นนางเอกนับแต่นั้น

(เล่าง่ายไปม๊ายยย)

พระเอกของ His Dark Materials ปรากฎตัวในเล่มสอง อายุไล่เลี่ยกันชื่อ Will (ซึ่งเป็นชื่อที่ดีและเหมาะสมกับเนื้อเรื่องอย่างมาก) น้องวิลเป็นคนของโลกนี้ล่ะค่ะ บังเอิญเกิดเป็นฆาตกรที่กำลังออกตามหาพ่อที่เป็นนักสำรวจและหายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน แล้วก็มีแม่เป็นโรคจิตอ่อนๆ เหมาะสมกับไลราจะหาไหนปาน เพราะน้องไลราเป็นเด็กที่โกหกเก่งเป็นบ้า (ถึงขนาดมีฉายาว่า Silvertongue...สาลิกาลิ้นเงินชัดๆ) ไลราเป็นเด็กแก่นที่ถูกสอนมาให้วางตัวแก่กว่าวัย วางอำนาจบาตรใหญ่ แต่รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีเข้าขั้นเซียน

นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้ความเป็นมาของคุณน้องในช่วงกลางๆเล่มหนึ่งอีกว่าพ่อแม่ของน้องไลรานี่ร้ายพอกันทั้งคู่ คุณแม่นี่เหมือน Irina Derevko (สำหรับผู้ที่ไม่ได้ดู alias ลองนึกถึงสาวสวยระดับนิโคล คิดแมน แต่มารยาล่อลวงในระดับที่เรียกได้ว่าเป็น femme fatale เลยทีเดียว)

น่าสังเกตอีกอย่างว่าไลราถือกำเนิดขึ้นมาจาก Passion แม่ก็ร้าย พ่อก็เหี้ยม โตมาแบบเด็กกำพร้า เข้าแก๊งค์กับเด็กยิปเชียนส์ (หรือพวกยิปซีในโลกของไลรา) มีชีวิตลุยๆ เร่ร่อน แต่กลับไม่เคยขาดความรักจากคนรอบข้างเลย ในขณะวิลถือกำเนิดขึ้นจาก Love แต่พ่อก็หาย แม่ก็บ้า เพื่อนก็ชั่ว ตัวเองก็ฆ่าคนตาย ให้มันได้อย่างงี้สิ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้ข่าวว่านี่เป็นวรรณกรรมเยาวชน - -"

จุดที่สนุกสุดๆของเรื่อง โดยส่วนตัวจขบ.ว่าอยู่ในเล่มสอง The Subtle Knife นี่แหละ เล่มแรกก็สนุกนะ ส่วนเล่มสามมันเริ่มหย่อนๆลงไปหน่อยอย่างน่าเสียดาย เริ่มจะจืดๆ แล้วก็...ไม่ชอบฉากสุดท้ายของมิสซิสโคลเตอร์เท่าไหร่ (คือคิดไว้ว่ามันจะยิ่งใหญ่กว่านี้ไง พออ่านแล้ว อ้าว เหรอ) ถึงจะมีคู่ Y ออกมาให้เชยชมอย่างเปิดเผยมันก็โผล่มาช้าไปละอ่ะ อย่างไรก็ตาม The Amber Spyglass ก็ยังมีี่ดีมากๆอยู่นะ ตอนจบของเรื่องก็สมบูรณ์แบบดี

ข้อดีของ His Dark Materials

Characterisation :

ฟิลลิป พูลแมนเป็นนักเขียนที่หลายคน (หนึ่งในนั้นก็จขบ.เอง กร๊าก) ร่ำลือว่าทำ characterisation ของตัวละครได้ดีเยี่ยมคนหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังสืออีกชุดที่คาแรกเตอร์ตัวละครเด่นและเป็นตัวของตัวเองมาก คือมันชัดแจ่มในแบบที่หาได้ยากในหนังสือ...แฟนตาซียุคนี้ (เอาจากตัวเองและเท่าที่เคยอ่านๆมาเป็นหลักอ่ะนะ) แบบที่ถ้าต้องเขียนเรียงความแล้วหยิบยก quote เด่นๆขึ้นมาประกอบล่ะก็อาจจะสามารถชี้ลงไปได้ว่าใครเป็นเจ้าของคำพูด ผู้พูดคาแรกเตอร์เป็นอย่างไร เช่น เราเห็นความแตกต่างของไลรากับวิลผ่านบทสนทนาได้อย่างชัดเจน

Narration :

คนเขียนเล่าเรื่องได้ง่ายมาก precise ไม่ได้ใช้คำสวยหรูเว่อร์ๆ แต่ตรงไปตรงมา บางช่วงอ่านแล้วลุ้นตามเปิดหน้าถัดไปแทบไม่ทัน ในขณะที่บางทีเล่าอ้อมไปอ้อมมาแต่ซ่อนความนัยอย่างมีชั้นเชิง จนอดคิดไม่ได้ว่า เฮ้ย...มันมีอะไรๆเกิดขึ้นมากกว่าที่เขาเล่ารึเปล่าวะ

จขบ.ชอบที่ศัพท์บางคำในโลกของไลราคล้ายๆกับโลกนี้ แต่ไม่เหมือนซะทีเดียวด้วย เช่น Chocolate ในโลกนั้นเ้ค้าเรียก Chocolatl หรือเหล่า Gyptians ซึ่งก็คล้ายๆยิปซีบ้านเรานี่แหละ แต่เรียกว่ายิปเชียนส์

Plot :

เจ๋งฮ่ะ คำเดียวสั้นๆ คือมันไม่ใช่ว่าจะคิดไม่ได้คาดไม่ถึง ยิ่งเป็นสมัยนี้ด้วยแล้ว อะไรๆก็เป็นไปได้ หยิบขึ้นมาเขียนได้ทั้งนั้น แต่การจะเอา"เรื่องนั้น"มาเรียงร้อยเข้าหากันมันก็ไม่ง่ายนะ His Dark Materials กลายเป็นหนังสือที่รวมไซไฟกับแฟนตาซีเข้าด้วยกันชนิดที่ลงตัวพอดี (ไม่รู้ทำไมถึงมีความรู้สึกว่าเล่มสุดท้ายมันมีจุดเป๋ๆไปหน่อย ทำให้แอบเสียดาย แต่เราอาจจะคิดไปเองกะได้)

Thought-provoking :

อันที่จริง อย่างที่คนเขียนเกริ่นไว้ในกลอนตั้งแต่ต้น มันก็คือคอนเสปต์ของ Paradise Lost ฉบับเยาวชนแห่งยุคโพสต์-โมเดิร์นนี่เอง

สรุป ปกติไม่ค่อยอ่านหนังสือที่ตัวเอกเป็นเด็กผู้หญิง (แถมไม่ค่อยจะ Y อีกตะหาก ไม่น่าสนใจเลย ฮา...) แต่เรื่องนี้มัน"ต้อง"เป็นแบบนี้แหละ

อนึ่ง อ่านแล้วนึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งมากๆ (ฮา) HDM เป็นประหนึ่งภาคนิยายที่ขยายความและอธิบายในส่วนที่การ์ตูนเรื่องนั้นทำไม่ได้เลย

ข้อเสียของ His Dark Materials

จะว่าเป็นข้อเสียคงไม่เชิงนัก อย่างที่บ่นคือเล่มสามมันอืดอ่ะ อธิบายแล้ว อธิบายอีก (อันที่จริง มันก็สองแง่สองง่ามนะ เรื่องบางเรื่องไอ้เราก็สงสัย แต่อยากให้มันเป็นปริศนามากกว่ารู้อะไรเคลียร์ๆ บางทีก็อยากให้เล่าๆมาซะให้รู้แล้วรู้รอด) เป็นต้นว่าอิชั้นเซ็งเรื่องราวในส่วนของดอกเตอร์แมรี มาโลนมากๆ ทั้งที่ก็มันสำคัญเพราะเธอเป็นคนสร้าง Amber Spyglass อ่ะนะ แต่ปรากฎว่าสุดท้ายก็ไม่ใคร่จะได้ใช้อะไรเท่าไหร่ เทียบกับ Golden Compass ของไลราหรือ Subtle Knife ของวิลแล้ว Amber Spyglass เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มที่จำเป็นต้องมีเท่านั้นเอง

สรุปคือเข็มทิศปริศนากับมีดละเอียดอ่อน (เข้าใจเลือกใช้คำมากๆ subtle มันแปลดีก็ได้ไม่ดีก็ได้นะเนี่ย) มันเด่นกว่าเป็นไหนๆ

อีกข้อหนึ่งก็คือ ความเสียดาย...เสียดายที่สนพ.บ้านเราไม่ค่อยโฆษณาหนังสือชุดนี้เท่าไหร่เลย (ปกไม่สวยเลย เง้อ) รู้สึกเงียบเหงาพิกล (มันไม่มีคนคุยด้วยนั่นเอง อ่านจบแล้วโว้ววว...อยากคุยๆ แต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงในวงกว้างเลยแฮะ ทำม้ายย ทำไม) ทั้งที่ในบ้านเกิด HDM ดังมากๆ ฟิลิป พูลแมนขึ้นทำเนียบนักเขียนยอดนิยมไปแล้วแท้ๆ

จิตรกรหญิงที่มีชื่อเสียงก็ว่าหายากแล้ว จิตรกรหญิงยุค Baroque ที่วาดภาพได้โหดและทึบทะมึนยิ่งกว่าผู้ชายนี่สิ หายากกว่าเสียอีกนะ จึงนับว่าเป็นโชคดี(ของข้าพเจ้า?)ที่อย่างน้อยๆก็ยังมี Artemisia Genstileschi เป็นหนึ่งในนั้น

อาร์เตมิเซีย เชนสทีเลสกี้ มีชีวิตอยู่ในช่วงคศ. 1593-1652 เป็นลูกสาวของคนเดียวของจิตรกรชาวโรมันที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในสมัยนั้น แต่ถ้าสมัยนี้ ลูกสาวก็ล้ำหน้าพ่อไปเยอะล่ะค่ะ อาร์เตมิเซียเป็นศิลปินที่วาดภาพในสไตล์เดียวกับ Caravaggio ศิลปินเกย์ผู้ก้าวร้าวและป่าเถื่อน (เอ้า จริงจังนะ) เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม Caravaggist (- หมายถึงกลุ่มศิลปินที่เอาสไตล์การวาดของคาราวักจิโอ้เป็นแบบอย่าง) แล้วก็โด่งดังที่สุดในกลุ่มมาตั้งแต่ในสมัยก่อนแล้ว

Judith Beheading Holofernes by Caravaggio

Judith Beheading Holofernes : Caravaggio

ตำนานเรื่องจูดิธกับโฮโลแฟร์นนี้มีคนวาดกันมานาน เรื่องคร่าวๆมีอยู่ว่า จูดิธเป็นลูกผู้ดีมีชาติตระกูล เธอและสาวใช้ถูกโฮโลแฟร์นจับตัวไปเป็นเชลย โฮโลแฟร์นทารุณข่มเหงและข่มขืนเธอ อีสาวเจ็บแค้น เกิดเลือดเข้าตาจึงวางแผนกับคนใช้ หาจังหวะเหมาะแล้วฆ่าซะ

ถ้าบอกว่าเวอร์ชั่นของคาราวักจิโอ้โด่งดังและตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมากที่สุดก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่ ทั้งนี้เพราะเขาเป็นคนแรกๆที่วาดจูดิธขณะลงมือจิกหัวโฮโลแฟร์นและใช้มีดปาดคออย่างดุเดือด คาราวักจิโอ้ใช้สีแดงที่ผ้าม่านสร้างสมดุลกับสีเลือดที่พุ่งกระฉูด ทั้งยังเลือก contrast แสงและเงาอย่างจงใจ เหมือนมีสปอตไลท์ส่องตัวละครทั้งสาม ทำให้ภาพวาดกลายเป็นฉากหนึ่งในละครเวที การแสดงสีหน้าของจูดิธ คนใช้และโฮโลแฟร์นก็ตีบทแตกกระจุย (ถ้าดูรูปใกล้ๆจะพบว่านางเอกของเรากำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด ทั้งแค้นทั้งเครียดทั้งสับสน อีป้าข้างๆก็ยืนไซโคอยู่ได้...) ซึ่งเป็นเรื่องที่ศิลปินยุคก่อนๆไม่ทำกัน ทั้งเรื่องของความรุนแรงในภาพ และเรื่องที่ให้ลูกผู้ดีมาเป็นอีสาวโหดแบบนี้

จูดิธของคาราวักจิโอ้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสิทธิสตรี (feminism) ในศิลปะไปโดยปริยาย ในขณะที่คาราวักจิโอ้เองก็ได้ชื่อเสียงทั้งทางที่ดีและไม่ดี ทางที่ดีคือทักษะและสไตล์ของเขาไม่ธรรมดา หากแต่แปลกใหม่จนถูกพระสงฆ์องค์เจ้าในวาติกันเขม่นแทบปางตาย เขาเป็นศิลปินบาโร้กในกลุ่ม Naturalist อันหมายถึงจิตรกรที่มีสไตล์การวาดแบบเป็นธรรมชาติสมจริง ขนาดพระเยซูและสาวก พอผ่านมือคาราวักจิโอ้ก็กลายเป็นตาแก่โทรมๆเหี่ยวๆกันทุกคน ไม่มีการปั้นเสริมเติมแต่งให้หรูหราผิดความจริง แต่ถึงคนจะเกลียดเขาเยอะ ก็มีคนชื่นชอบติดตามผลงาน ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาอยู่ไม่น้อย


กลับมาที่อาร์เตมิเซีย ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเธอก็คือ Judith Beheading Holofernes อาร์เตมิเซียมีความผูกพันกับจูดิธมากและตลอดชีวิตการเป็นศิลปิน เธอวาดรูปจูดิธปาดคอโฮโลแฟร์นอยู่หลายหน สาเหตุหนึ่งคงมาจากชีวิตจริงของเธอที่ไปพ้องกับตัวละครนี้ ทั้งอาร์เตมิเซียและจูดิธต่างก็ถูกผู้ชายที่มีอำนาจเหนือกว่าข่มขืน ไม่ได้รับความเป็นธรรม และหวังจะแก้แค้น (เพียงแต่อาร์เตมิเซียไม่ได้ฆ่าใคร ทำได้ก็แค่ระบายออกทางรูปวาดนี่แหละ)

Judith Slaying Holofernes by Artemisia Gentileschi

Judith Slaying Holofernes : Artemisia Genstileschi

สีหน้าและท่าทางของจูดิธเวอร์ชั่นแรกๆของอาร์เตมิเซียไม่มีแค่ความโกรธแค้น แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเชือดมันให้ได้ ลักษณะของริมฝีปากที่เม้มและมือที่กำแน่นแสดงว่าไม่ลังเลที่จะกดบี้หัวโฮโลแฟร์น ผลักหน้ามันเพื่อหา position ถนัดอย่างใจเย็น

จูดิธของอาร์เตมิเซียระบายความรู้สึกออกมาแบบนิ่งๆแต่แจ่มชัดกว่างานของคาราวักจิโอ้ที่เป็นแรงบันดาลใจของเธอเสียอีก จูดิธคนนี้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่และยืนยันการกระทำของตนอย่างสงบ เลือดที่ไหลนองบนผ้าปูเตียงตอกย้ำความเลือดเย็นและตั้งใจจริงของจูดิธคนนี้ ผิดกับเลือดที่พุ่งกระฉูดออกจากคออย่างในภาพของคาราวักจิโอ้ และแม้แต่สาวใช้ก็ร่วมลงมือด้วย

อาร์เตมิเซียไม่ได้สร้างละครเวทีขึ้นมาให้เราชม แต่ทำให้เรากลายเป็นพยานรู้เห็นฉากฆาตกรรมไปอย่างไม่รู้ตัว คาราวักจิโอ้อาจจะเป็นต้นแบบเจ้าของสไตล์ แต่อาร์เตมิเซียคือผู้ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของจูดิธออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด

The Passion of Artemisia : Susan Vreeland

มีนิยายเกี่ยวกับศิลปินหญิงคนนี้เรื่อง The Passion of Artemisia ของ Susan Vreeland ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ได้ค่อนข้างถูกต้อง (รู้สึกอย่างงั้น น่าเชื่อถือกว่า Girl with a Pearl Earring แน่ๆล่ะ) ตอนแรกที่ซื้อมาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ซื้อมาเพราะเห็นว่าเกี่ยวกับจิตรกรหญิงในยุคบาโร้กคนนี้เอง และเพราะไม่ได้หวังหรือเปล่าก็ไม่รู้ เลยอ่านเพลินมากค่ะ ภาษาสวยระดับมาตรฐาน อ่านง่าย

อดไม่ได้ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับ Girl with a Pearl Earring ซึ่งผลปรากฎว่าฉันชอบ The Passion of Artemisia มากกว่าเกือบๆจะขาดลอย (คือฉันว่า...Tracy Chevalier คนแต่งเรื่อง"หญิงสาวกะต่างหูมุก"ยึดกรอบนิยายโพสต์-โมเดิร์นมากเกินไป แล้วก็ยึดสไตล์เดิมๆมากไป อ่านแล้วไม่สนุก แต่ดันชอบเวอร์ชันภาพยนตร์เอามากๆ แสง สี มุม องค์ประกอบ ฉาก สวยมากกกกก) ทั้งที่โดยส่วนตัวแล้ว ฉันก็ลำเอียงชอบงานของ Vermeer มากกว่านิดๆ

นิยายเปิดเรื่องที่อาร์เตมิเซียตอนอายุ 17 กำลังจะขึ้นศาลเพราะออราชิโอ พ่อของเธอแจ้งความว่าอะยอสติโน ครูสอนวาดภาพและเพื่อนที่เป็นศิลปินด้วยกันข่มขืนลูกสาว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แถมยังไม่ใช่แค่คนเดียวอีกต่างหาก แต่สุดท้ายคดีก็ถูกยกฟ้อง เพราะออราชิโอตกลงยอมความกับอะยอสติโนได้ อาร์เตมิเซียโกรธพ่อที่เห็นลูกเป็นแค่เครื่องมือหากิน โรมเป็นเมืองโบราณที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ยังไงก็ไม่มีใครเชื่อเธออยู่ดี ต่อมาพ่อให้เธอแต่งงานกับจิตรกรชาวฟลอเรนซ์ จะได้ย้ายจากโรม หนีจากข่าวฉาวไปเริ่มชีวิตใหม่ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป...ก็เอาเป็นว่าเธอก็มีฝีมือพอที่ประวัติศาสตร์จะให้ที่ว่างกับเธอก็แล้วกัน

เมื่อเวลาผ่านไป อาร์เตมิเชียเรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตมากขึ้น ภาพวาดของเธอนุ่มนวล อ่อนโยนขึ้นและแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาแล้ว อาร์เตมิเซียไม่ได้ลืม เพียงแต่โตขึ้นและได้ลองพิจารณาความรู้สึกในวาระอื่นๆดูบ้าง

Judith and the Maidservant by Artemisia Gentileschi

Judith and the Maidservant : Artemisia Genstileschi

อย่างเช่นภาพ Judith and the Maidservant นี้ที่วาดในยุคหลังๆ ลักษณะท่าทางและการใช้สีกับแสงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คงพอจะบอกถึงตัวตนที่เปลี่ยนไปของผู้วาดได้บ้าง

แอบชอบหัวในตะกร้าจัง :D แบบ...มองผ่านๆไม่รู้เลยนะว่าเป็นหัวคน - -"

นิตยสาร Vogue จับสองสาวจีนที่จะแสดงเป็นเกอิชาญี่ปุ่น (แต่ก็นะ...มีดาราผู้หญิงญี่ปุ่นดังๆสักกี่คนที่ฮอลลีวู้ดรู้จัก? แล้วมีดาราจีนชายสักกี่คนที่ฮอลลีวู้ดไม่ได้รู้จักเพราะบู๊เก่ง...?)

สวยดีค่ะ ชุดสวยดี ชอบบบ ไปดูกันๆ (รูปต้นฉบับมีขนาดใหญ่มากเลยแปะเป็น thumbnail แทน กดที่รูปเพื่อดูขนาดขนาดแปะฝาบ้านนะคะ)

[Credit : โปรดดู url ในรูป]

ขอเริ่มจากผู้อาวุโสก่อน เจ้าป้ากงลี่

ต่อไป นางเอก...คุณน้องจางจื่ออี๋ (สงสัยดาราจีนวัยรุ่นที่ดังโคตรๆในฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะยุคนี้หรือก่อนหน้านี้ก็เห็นจะมีแต่เธอคนเดียว เฮงสุดๆ แบบนี้เวลาถึงวันตรุษวันสารท น้องจางพึงหิ้วตระกร้าไปไหว้หลี่อัน Ang Lee แทนเหล่าเอี๊ยที่บ้านจะดีกว่า)

Image Hosted by ImageShack.us

Image Hosted by ImageShack.us

จริงๆ ฉันไม่ค่อยอินกับหนังสือเรื่อง Memoirs of Geisha เท่าไหร่ อ่านไม่จบเสียด้วย มันดรามาไปหน่อยค่ะ รู้สึกมัน"ฝรั่ง"เกินไป อ่านยังไงมันก็ไม่ได้อารมณ์ซากุระ เกียวโต อิคคิวซังแต่อย่างใด แต่เวอร์ชั่นภาพยนตร์นี่...ทำออกมาแล้วก็คงจะดูแหงมๆอยู่แล้วแหละเนาะ :D

พูดถึงนิยายญี่ปุ่นๆที่ฝรั่งเขียน เมื่อปีสองปีที่แล้ว มีไตรภาคชุดนึงชื่อ Tales of the Otori (มีแปลไทยของสนพ.อัมรินทร์ค่ะถ้าสนใจ เล่มแรกชื่อ Across the Nightingale Floor - เหยียบถิ่นพยัคฆ์'เล่มสอง Grass for His Pillow - 'วิหคหลงรัง' และเล่มสุดท้าย Brilliance of the Moon - 'จันทร์กระจ่างฟ้า' แค่ชื่อก็ดึงดูดให้อ่านแล้ว)

หูย...เล่นแรกดีสุดๆค่ะท่าน กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ เป็นแนวแฟนตาซี แต่เซตฉากและอารมณ์แบบญี่ปุ่นโบราณน่ะค่ะ โดยเกาะนั้นประกอบไปด้วยสามดินแดนใหญ่ พระเอก (ทาเคโอะ) เป็นผู้มีเชื้อสายนินจา ถูกท่านชิเงรุแห่งตระกูลโอโตริ (ที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกเท่โคตรๆ) เก็บมาเลี้ยง

เล่มที่สอง เนื้อหาชักจะเอียงๆ รั่วๆ คาแรกเตอร์ตัวละครชักตงิดๆ แต่พอเข้าเล่มสุดท้ายเท่านั้นแหละ โอ้...อ่านจบแล้วแทบปาทิ้ง - -" อ่อนปวกเปียก สงครามไม่เป็นสงคราม (แต่มั่วเป็นสับปะรดแทน) ตกลงนี่ฉันอ่านอะไรไป เอาเรื่องโยชิสึเนะกับเบ็งเคมาก๊อปปี้เขียนใหม่จะดีกว่ามั้ยคะคุณ

มันคือข้อเสียปมเบ้อเริ่มของการให้นักเขียนฝรั่งที่เติบโตในสังคมตะวันตกมาเขียนเรื่องของสังคมเอเชียโบราณแท้ๆเลยค่ะ คือตัวละคร (โดยเฉพาะตัวละครหญิง) จะคิดเห็นเป็นฝรั่งเกินไป ภาษาและสำนวนหลายๆอย่างก็ยากจะเชื่อแม้รู้สึกว่าคนเขียนจะพยายามศึกษามาอย่างดีแล้วก็ตาม เหมือนกับเวลาเราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น...มันก็มีสำนวนเฉพาะตัวบางอย่างที่คนปกติเขาไม่พูดกันหรอก แต่คนญี่ปุ่นเขาอาจจะพูดจริงๆก็ได้ใช่มั้ยล่ะ?

(เช่นประโยคประเภท "(ชื่อคนพูด)คนนี้" แบบ "A โกะคนนี้จัดการเอง!"หรือ "จะให้ Aโกะผู้นี้ทำเรื่องแบบนั้นรึ?" เข้าใจว่ามันเป็นรูปแบบประโยคที่ใช้กันในภาษาญี่ปุ่น แต่เวลาเห็นแล้วมันก็ขำๆอยู่ดีอ่ะ :D เออเนาะ...เรื่องของวัฒนธรรม)

แต่ Tales of the Otori มีความ Y อันเป็นเอกเทศ เข้าใครไม่ออกคนนั้น...ไตรภาคชุดนี้ สองเล่มแรกที่วางขายถือว่าดังเอาการ คนอ่านกันไม่น้อยเลยได้คุยกับสาววายจากเยอรมนีคนหนึ่งที่ชอบสองเล่มแรกเหมือนฉันเลย เล่มสามห่วยแต่เธอก็กลับชอบมากกว่าสองเล่มแรกซะอีกเพราะ it'soh-so-slashyให้มันได้อย่างงี้สิ! - -"

ปล. อืมม์ สรุปว่า...entry นี้เกี่ยวกับญี่ปุ่นสินะ เอิ้กกก