BereftBook

(book review) The Book Thief

posted on 07 Jul 2008 23:01 by vendetta  in BereftBook

อยู่ในโครงการ 12 เล่มใน 1 ปีของจขบ.เช่นกัน (เริ่มทยอยเคลียร์หนี้แล้วเว้ยยย)

The Book Thief
: Markus Zusak

(มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว รู้สึกจะชื่อเรื่อง 'จอมโจรหนังสือ' หรือไงเนี่ย จขบ.พบว่าฉบับภาษาไทยค่อนข้างหนาพอจะใช้เป็นอาวุธได้)

*

THE BOOK

วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ใครอ่านใครก็ชอบ (ยังไม่เจอคนที่ไม่ชอบอย่างจริงจังเลยจ๊ะ) เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ติดอันดับขายดีและเป็นหนังสือแนะนำอันดับต้นๆของหลายสำนัก มีพล็อตเรื่องน่าสนใจ และมีหลายรสชาติปนกันอยู่ในเล่มเดียว

The Book Thief มี Death หรือท่านยมฑูตมาเล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อลีเซล เมมิงเกอร์ เป็นเด็กเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านยมฑูตเจอลีเซลครั้งแรกตอนที่ไปรับวิญญาณน้องชายของลีเซล แล้วอีหนูดันจก The Gravedigger's Handbook คู่มือขุดหลุมของสัปเหร่อติดมือไปด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ลีเซลจะขโมยหนังสือมากกว่าหนึ่งเล่ม และท่านยมฑูตก็ติดตาม (ไม่ส่งเดธโน้ตลงมาให้ด้วยล่ะเออ)

จากนั้น ลีเซลก็ถูกส่งมาเป็นลูกเลี้ยงของโรซาและฮันส์ ฮูเบอร์มานน์ ที่อาศัยอยู่บนถนนเล็กๆในเมืองมิวนิก โรซาเป็นผู้หญิงเสียงดัง ปากร้าย ชอบพ่นคำหยาบแต่มีหัวใจที่ไม่ธรรมดา ส่วนฮันส์เป็นช่างทาสีรักสงบ มีอดีตที่เก็บเงียบ เป็นป่ะป๊าที่อบอุ่นอ่อนโยนและใจดีมากจนหลายคนเข้าใจว่าเขาขี้ขลาด แต่ก็คงเป็นฮันส์นี่เองที่ทำให้ลีเซลอ่านออกเขียนได้แบบทุลักทุเล

ท่านยมฑูตตามดูชีวิตไปวันๆของหัวขโมยหนังสือ และผู้คนรอบข้างที่มีส่วนเกียวข้องกับเธอ เช่นรูดี้ เด็กข้างบ้านกวงตีนสไตล์แฟนฉัน แก๊งค์ขโมยผลไม้ เพื่อนๆในโรงเรียน คุณนายของนายกเทศมนตรี และที่สำคัญคือมิตรภาพที่เกิดขึ้นกับแม๊กซ์ นักสู้กำปั้นชาวยิว

ในขณะเดียวกัน เนื่องจากสงครามทำให้ท่านยมฑูต busy สุดๆ ก็เลยต้องโฉบรับวิญญาณไปด้วยอย่างเมามัน

*

DEATH

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือเด็กที่พูดถึงเรื่องที่หลายๆวัฒนธรรมเล็งเห็นว่ายากจะอธิบายให้เด็กเข้าใจ (เช่นมุขคลาสสิกของยุคก่อน เวลามีคนตาย ผู้ใหญ่จะเลี่ยงบอกเด็กว่าเค้านอนหลับ ทำให้เด็กตั้งความหวังลมๆแล้งๆว่าเดี๋ยวก็ตื่น ไม่ก็สงสัยอะไรแบบง่าวๆว่าทำไมเค้าขี้เกียจจัง) และแทนที่จะปิดกั้น เราก็ควรสอดแทรกสัจธรรมข้อนี้ให้มันรู้ไว้แต่เนิ่นๆ ดังนั้น วรรณกรรมเด็กทั้งหลายในยุคหลังจึงมักอดไม่ได้ที่จะขอใส่ธีมนี้สักหน่อยในเชิงคล้ายๆกัน เช่นการยอมรับการสูญเสียและปล่อยวาง หรือความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ

The Book Thief จึงมีความตายเพ่นพ่านเต็มไปหมด มีทั้งการเล่าแบบย้อนหลังและล่วงหน้า บอกมาว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นเพราะยังไงความตายก็อยู่รอบตัวเราเสมอ อย่างในกรณีของลีเซลเอง นอกจากมียมฑูตคอยสอดแนมอยู่แบบไม่รู้ตัวแล้ว เธอยังมีความตายของน้องชายคอยหลอกหลอนมาตลอดอีกด้วย

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า 'ใครตายตอนจบ' แต่อยู่ที่เรื่องราวและการกระทำที่คนๆหนึ่งทำมาตลอดชีวิตจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านยมฑูตมาเยือนต่างหาก

(a.k.a. ความตายไม่ใช่สปอยเลอร์นะยะ)

WORD

The Book Thief นำเสนอความสำคัญของภาษา คุณค่าของหนังสือและความรู้ รวมไปถึงอำนาจของคำ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้อ่านจะได้เห็นพัฒนาการของลีเซลจากเด็กมุมมืด อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มาเป็นลีเซลที่อ่านหนังสือเพื่อปลอบประโลมผู้คน ไปจนถึงลีเซลที่เขียนชีวิตของตัวเองออกมาทางหน้ากระดาษได้

นอกจากนี้ ยังสื่อถึงอำนาจของคำและอำนาจของภาษา ลีเซลอาจจะใช้คำพูดกล่อมคนให้สงบลงได้ แต่ฮิตเลอร์ก็สามารถใช้คำพูดเพื่อปลุกปั่นคนในชาติให้คลั่งได้เช่นกัน การยึดแหล่งความรู้อื่นๆทั้งหมด ยัดเยียดเฉพาะแต่ที่สิ่งที่ต้องการให้คนในชาติรับรู้ โฆษณากรอกหูเข้าไปทุกวัน เท่านี้ก็ครองโลกได้แระ

(เพราะคนเราหลอกง่ายยย...เนาะ)

*

เรื่องนี้ภาษาอ่านง่ายมาก ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนหรือสับขาหลอก (แต่ผู้อ่านหลายท่านให้การเสียงเดียวกันว่าไอ้ที่เขียนง่ายๆเว่ากันซื่อๆเนี่ยแหละ....ช่างบีบคั้นหัวเจยยย) ถึงจะเป็นเรื่องสงคราม แต่ก็ไม่ใช่แนวดราม่าหนักอึ้งเหวอ จะว่าเป็นหนังสือแนว Coming of Age ก็ยังได้ และจะว่าไป ลีเซล เมมิงเกอร์ก็คล้ายจะเป็นเงาอีกด้านหนึ่งของแอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank : Dairy of A Young Girl เป็นไดอารีที่ดังที่สุดในโลกตลอดกาล) เพียงแต่คนหนึ่งเป็นเด็กเยอรมัน อีกคนเป็นเด็กยิว

จขบ.ชอบการอธิบาย 'สี' ที่เกิดขึ้นโดยท่านยมฑูต (ไม่มีหนังสืออยู่กับตัว ไม่งั้นจะยกประโยคสุดท้ายที่พูดถึงดวงตาของป๋าฮันส์ and the boy whose hair will remain the color of lemon forever...) แบบว่า ช่างมีความพยายาม ฮา

ถึงกระนั้น มันก็มีส่วนที่ไม่ชอบนะ เพราะรวมๆแล้วจขบ.ว่ามันจงใจไปหน่อย เอิ๊ก บางทีอ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนบังคับ ทั้งการวางจังหวะ ทั้งสถานการณ์ โดยส่วนตัว จขบ.ว่ามันเป็นหนังสือที่ดี แต่มันสร้างความประทับใจในแบบที่ควรเป็น (รู้ว่าตรงนี้ควรซึ้ง อ่ะ ซึ้งงงง ไรเงี้ย) ซึ่งอาจจะไม่ใช่แนวที่ชอบจ๊ะ

แต่ขอย้ำอีกทีว่ามันเป็นหนังสือที่ดี

*

ในที่สุดก็มาอัพบล็อก อ๊างส์ ก่อนจะนึกว่าจขบ.เอาขวานโคตรทื่อรูปทรงคล้ายประเทศขี้เท่อแห่งหนึ่งในภูมิภาคเล็กเล้กกกก...ปักกบาลตัวเองตายไป

(...ซึ่งท่านก็เข้าใจถูกแล้ว o.O')

 

(book review) LABYRINTH : วงกตสลดจิต

posted on 17 Jun 2008 00:19 by vendetta  in BereftBook


เล่มนี้อยู่ในโครงการ 12 เล่ม 12 เดือนด้วยจ๊ะ (อ่านจบเมื่อเดือนสาม เพิ่งขุดรีวิวมาแปะเอาเดือนหก กร๊ากกก)

LABYRINTH
: Kate Mosse

 (ไม่ใช่เคท มอสที่เป็นนางแบบนะ ^^" แค่นามสกุลคล้ายๆกัน)

รีวิวปราศสปอยล์ทุกประการ (ทำได้ไง) 

*

Step by step we make our way.

ฉบับที่จขบ.ได้อ่านนี้ ขอยืมมาจากพอ.อีกที (ส่วนฉบับปกอ่อน paperback ที่คุ้นตากันจะเป็นสีเขียว) เล่มนี้เป็นเวอร์ชั่นปกแข็งที่มีภาพประกอบด้วย ทำให้น่าอ่านมากขึ้น...อ่ะนะ - -" คำโปรยบนปกก็บอกเรื่องราวในหนังสือทั้งหมดแล้วค่ะว่ามีความลับ 3 ประการ ผู้สาว 2 นาง และจอกศักดิ์สิทธิ์อีก 1...แน่นอนว่ามันก็ถ้วยเดียวกันกับที่เค้าเอ่ยถึงใน Da Vinci Code นั่นแหละ เพียงแต่ต่างรูปร่าง ต่างไอเดียออกไป

เรื่องย่อบนปกหลังก็พอจะสรุปได้ว่าเป็นนิยายที่เปิดตัวใต้เงากบาลแดน บราวน์อีกเรื่อง แม้ว่าจะมีดราม่า ภาษาและอารมณ์ที่กลั่นออกมาได้งดงามกว่า แต่การตลาดก็โฆษณาว่ามันเป็นนิยายระทึกขวัญ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ตามล่าตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์อยู่นั่นเอ๊ง

เอนี่เวย์ นิยายเรื่องนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ตอนใหญ่ๆพร้อมกับเล่าสลับไปมาระหว่างตัวละครเอกสองตัวในอดีตกับปัจจุบัน แต่มองผ่านมุมของตัวละครหลายๆตัว ทำให้เวลาอ่านรู้สึกไม่ค่อยผูกพันกับตัวละครเท่าไหร่ (แม้ว่าปกติ ดิฉันก็ไม่ใคร่ผูกพันกับตัวละครหญิงแบบนี้อยู่แล้วก็ตาม ฮา) นางเอกในศตวรรษที่ 12 (ช่วงก่อนสงครามครูเสด) คือ Alais เป็นชาวคาร์คัสซอน (อยู่ทางฝรั่งเศสใต้ แต่ในยุคนั้น คนไม่ได้พูดภาษาเดียวกันหมด คนใต้มีภาษาพื้นเมืองที่เรียกกันว่าอ๊อกซิทาน) ส่วนนางเอกยุคปัจจุบันคือ Alice เป็นคนอังกฤษ...ซะงั้น   

เรื่องเปิดบนยอดเขาทางตอนใต้ของฝรั่งเศส นางเอกอลิซเป็นนักคุ้ยซากของเก่ามือสมัครเล่นท่าทางโก๊ะๆคนหนึ่ง แล้วก็เสร่อหลงเข้าไปในถ้ำ (ที่ไม่มีใครเคยเจอ) เพราะว่ามีอำนาจลึกลับบางอย่างลากเธอไป o.O' ภายในถ้ำประกอบไปด้วยโครงกระดูกของคนสองคนกับแหวนหินวงหนึ่ง แล้วแม่นางอลิซก็เอาหัวโหม่งพื้นจนสลบเหมือดไป

ในหน้าถัดมา ชายลึกลับคนหนึ่ง (ที่อีกนานกว่าจะรู้ว่าใคร) นั่งเขียนไดอารีบรรยายความในใจอยู่...ถ้าตั้งใจอ่านดีๆก็พอจะเดาคำเฉลยของปมปริศนาในเรื่องได้ (เพราะฉะนั้นสำหรับท่านที่คิดจะอ่านเรื่องนี้ ควรอ่านผ่านๆไปก่อนดีกว่านะคะ เพราะจขบ.ได้พลาดไปแล้ว - -" พอถึงตอนที่เค้าเฉลยเลยได้แต่เกาหัว...เล่นมุขงี้จริงๆด้วยเว้ยเฮ้ย) อย่างไรก็ตาม นอกจากชายปริศนาคนนี้แล้ว คนเขียนยังทิ้งปม 'คัมภีร์อะไรก็ไม่รู้' ไว้ให้ติดตาม พร้อมด้วยฆาตกรรมโฉด เศรษฐีนีพันล้าน ปริศนาคัมภีร์ไตรภาค ฯลฯ

แล้วเราก็จะอดรู้สึกไม่ได้ว่า ถึงแม้ 'เขาวงกต' จะถูกเอ่ยถึงอยู่บ่อยๆ เอาเข้าจริงมันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องแค่นิดเดียวเองนี่หว่า...

*

That's the way of the world: one man grows a beard, another shaves his off.

Plot

จขบ.ว่า LABYRINTH มีความเป็นแฟนตาซีมากกว่าทริลเลอร์นะ และถ้าหากทำให้มันเป็นแฟนตาซี-ดราม่าไปซะเลย ลดความ(พยายามจะ)ระทึกขวัญแบบเว่อร์ๆเพื่อเลียนแบบ Da Vinci Code ลงหน่อย มันคงเป็นนิยายที่สนุกกว่านี้อ่ะ เพราะจขบ.แอบเบื่อช่วงหลบหนีผู้ร้ายมากมาย มันเวิ่นเว้อซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ

ปมปริศนาบางจุดน่าสนใจดี อย่างความลับของจอกศักดิ์สิทธิ์ จขบ.ว่าก็ไม่เลว (ถือว่าแปลกกว่าเรื่องอื่นที่ได้อ่านมา...แต่ อ่า พิธีกรรมตอนท้ายแอบฮาไปหน่อย) แต่บางจุดก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะชวนให้เชื่อได้ เช่นความพยายามที่จะเชื่อมอะลาอีสกับอลิซเข้าด้วยกัน การพูดถึง Destiny ที่มากเกินไป อาศัยความบังเอิญและโชคชะตามาอธิบายมากไปหน่อย

Characterisation

อย่างที่บอกว่าโดยส่วนตัวแล้วจขบ.คงไม่ผูกพันกับนางเอกประเภทนี้เท่าไหร่ ฮา แล้วเรื่องนี้ดันมีนางเอกตั้งสองคน คนหนึ่ง (อะลาอีส) เลิศเลอเพอร์เฟคท์ เก่งกาจกล้าหาญ ใครๆก็รัก (ยกเว้นนางอิจฉา ซึ่งก็โคตรจองล้างจองผลาญ) ส่วนอีกคน (อลิซ) ก็มาแบบเบลอๆ งงๆ แบนๆ ไม่รู้ห่านรู้เป็ดอะไรสักอย่าง

มันเลยก้ำกึ่งระหว่างความเบื่อกับความหน่าย แล้วจะให้อิชั้นเชียร์ใครดีละค้า...

ตัวร้ายในยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ พรีเซนต์แต่ความเหี้ยมเป็นหลัก ส่วนตัวร้ายในอดีตนั้นพอจะเอนเตอร์เทนอยู่บ้าง ถ้าเพียงแต่เหตุผลความร้ายกาจจะมีมากกว่านั้นอีกหน่อย

พระเอกในอดีตไม่น่าติดตามเอาใจช่วย ถึงแม้ว่าจะมี conflict ในคาแรกเตอร์ตัวนี้อยู่ แต่ช่วงต้นๆสถานการณ์ คำบรรยาย ทุกๆอย่างรอบๆคาแรกเตอร์ตัวนี้ทำให้มันโคตรน่ารำคาญเลย - -" ได้อารมณ์เหมือนปลูกสมองไว้เล่นกล้าม ส่วนพระเอกของอลิซ...มันเป็นตัวประกอบชัดๆ ไม่รู้จะให้โผล่มาทำไม แถมโบ้ยความผิดให้โชคชะตาอีก เอ้อววว

สุดท้าย Sajhe เป็นตัวละครที่น่าสงสารและโอเคที่สุดในเรื่องละ (คือเมื่อเทียบกับตัวอื่นๆแล้วก็...เอาเหอะ)

Narration

ภาษาที่ใช้ไม่ใช่ประเภทกระชับฉับไวตามสไตล์ทริลเลอร์สมัยนี้ แต่เยิ่นเย้อ บรรยายเยอะมาก ก็เหมาะกับโทนเรื่องนะคะ ภาษาอ่านผ่านๆมันก็สวยดี แต่พอมันซ้ำไปซ้ำมาหลายๆหนเข้าก็เริ่มจืดจาง จขบ.ว่าเขาพยายามบิ้วท์ให้มันดราม่า แต่เลี้ยงลูกนานเกิน ไม่ยอมส่งไม่ยอมยิงซะที จนทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างช่างราบเรียบและยาวววว ไปโน่นเลย - -"

*

Who has no faith cannot inspire faith.

สรุปว่า ไม่เข้าทางจขบ.จ๊ะ ไม่ถึงกับเสียดายเวลาอ่านหรอกนะ แต่ถ้าเลือกได้ อยากอ่านแบบที่มันกระชับกว่านี้มากกว่า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าด้วยสไตล์ของคนเขียนแบบนี้ มันจะเป็นไปได้มั้ย

อย่างไรก็ตาม Kate Mosse ออกนิยายเล่มที่สองมาแล้ว เซตฉากอยู่ใน Carcassone เช่นเดิม ย้อนอดีตเหมือนกันด้วย แต่จขบ.คงไม่อ่านแล้วฮ่ะ เล่มเดียวก็เกินพอ เอิ๊ก

*

 

 

*

A Short History of Tractors in Ukranian

: อยู่ในโครงการ 12 เล่ม 12 เดือนจ๊ะ

: นิยายชื่อยาวจนขี้เกียจพิมพ์เล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวอลหม่านชาวยูเครนที่อยู่ในอังกฤษ แม่เพิ่งตาย ส่วนพ่อก็...กำลังจะแต่งงานใหม่กับเซ็กส์บอมบ์ต่างด้าวมีลูกติดและพูดอังกฤษได้แบบร่อแร่ (ซึ่งแน่นอนว่าหวังแต่งกับโคแก่เพื่อขอสัญชาติ) นางเอกเป็นคนเล่าเรื่อง ไม่เคยญาติดีกับพี่สาวคนโตเลยด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกัน (นางเอกเป็นพวกหัวเอียงซ้าย พี่เอียงขวา) จนกระทั่งพ่อแก่ๆเกิดตัณหากลับอยากมีเมียใหม่ สองพี่น้องเลยต้องหันมาประชุมเพลิงกันอย่างเร่งด่วน

: จขบ.ว่ามันสนุกในระดับที่อ่านได้ จะรู้สึกสนุกแบบพอเพียงถ้าไม่เคยอ่านหนังสือแนวนี้มาก่อน แต่ถ้าเคยอ่านอะไรมันส์ๆปั่นป่วนฮาโคตรแตกอย่าง White Teeth ของ Zadie Smith หรือ The Budhha of Suburbia ของ Hanif Kureishi มาแล้วล่ะก็...เรื่องนี้ถือว่ากระจอกไปเลยในทุกๆด้าน อ่านจบหนึ่งหนแล้วก็ไม่รู้สึกติดค้างใดๆในใจ (หรืออาจจะค้างคานิดหน่อยว่ามันได้ชิงรางวัลดีเด่นอะไรกะใครเค้าด้วยได้ไงวะ ฮา)

: ฉบับไทยมีชื่อว่า ประวัติย่อของแทร๊กเตอร์ฉบับยูเครน (น่าจะของสนพ.มติชน ไม่แน่ใจอ่ะ ขี้เกียจหยิบมาเช็ค)ไม่ค่อยชอบสำนวนแปล อ่านรู้เรื่องแต่ไม่นิยม

The Interpretation of Murder

: เอ่อ เล่มนี้อ่านจบตั้งแต่ปีที่แล้ว รูปก็อัพเตรียมรีวิวแล้ว แต่ตกสำรวจอย่างยาวนาน กร๊ากก

: ยังไม่มีแปลไทย

: มีเรื่องเล่าว่า ในปี 1909 ซิกมุนด์ ฟรอยด์กับคาร์ล ยุงเดินทางไปเยือนอเมริกาเป็นครั้งแรก พอกลับไปเวียนนาฟรอยด์ก็ไม่ค่อยยอมพูดถึงทริปหนนั้นอีก ทั้งยังชอบพาดพิงว่าคนเมริกันมันพวกป่าเถื่อนชัดๆ Jed Rubenfeld ก็เลยหยิบเอาตรงนี้มาต่อเติม ใส่คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญแห่งนิวยอร์ก โดยเหยื่อเป็นสาวไฮโซโดนรังแก เอาแส้ฟาด  และฆ่ารัดคอ ส่วนเหยื่อรายที่สองก็เป็นกุมารีเศรษฐีที่รอดมือฆาตกรมาได้อย่างเฉียดฉิว แต่สภาพจิตย่ำแย่ จนต้องใช้นักจิตวิทยาวิเคราะห์มาช่วย รวมถึงซิกมุนด์ ฟรอยด์ที่เผอิญอยู่แถวนั้นพอดีด้วย

: เรื่องย่อฟังดูดีใช่ม๊า...

: จขบ.ก็ว่าลำพังแต่เรื่องย่อมันทำท่าจะไปได้สวยเช่นกัน เอิ๊ก แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น o.O' เพราะคนเขียนแกยัดความสนใจของตัวเองลงมามากเกินไปแล้วมันไม่เชิงว่าจะเป็นประเด็นของเรื่องน่ะสิ พล็อตมีหักมุมอยู่บ้าง แต่ไม่น่าแปลกใจอะไร และกว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ เราจะต้องผ่านการพร่ำเพ้อมากมายถึงเชคสเปียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Hamlet เชื่อเถอะว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคดีสักกี่มากน้อย ต้องดูจากประวัติคนเขียนซะก่อน เราถึงจะตาสว่าง - -" คนเขียนเป็นอาจารย์กฎหมายที่ Yale เรียนจบจาก Princeton ทำตีซี้ดเกี่ยวกับฟรอยด์ และศึกษาบทละครเชคสเปียร์เป็นงานอดิเรก...ดังนั้น The Interprtation of Murder ถึงได้กลายเป็นนิยายหลายใจ ไอ้นี่ก็อยากเขียน ไอ้โน่นก็อยากใส่ลงไป ไอ้นู่นก็อยากเขียนถึง ลงท้าย มันก็เลยไม่มีอะไรสักอย่างที่โดดเด่นขึ้นมานั่นเอง

: นอกจากนี้ คนเขียนยังชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากอีกด้วย ผู้อ่านหลายคนอาจจะหมดความอดทนกับพระเอกในที่พล่ามอยู่ได้ มัวแต่แถลงบทวิเคราะห์จิตวิทยาของแฮมเล็ตอยู่ได้ อันที่จริง จขบ.ชอบทฤษฎี to be or not to be ของคนเขียนเลยทีเดียว (มันก็คือ paradox ความจิตตกประสาทแดร๊กของแฮมเล็ตเองแหละ) แต่คนเขียนก็วกไปวนมามากเกินไป (จนการอธิบายความลักลั่นย้อนแย้งนั้นกลายเป็นความลักลั่นย้อนแย้งเสียเอง - -")  

: บทเฉลยและบทหักมุมไม่เร้าใจ ทำให้คนอ่านรู้สึกเสียเส้นอย่างมาก มันแป้กนะว้อย ส่วนบทบาทของซิกมุนด์ ฟรอยด์ก็งั้นๆมาก ถ้าตั้งความหวังว่าจะได้เห็นฟรอยด์เป็นคินดะอิจิก็เห็นทีจะผิดหวังอย่างแรงจ๊ะ

: แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าคนเขียนเค้าทำการบ้านมาดีมากนะ เรื่องสถานที่และบรรยากาศของนิวยอร์กในยุคต้นศตวรรษที่ 20

Double Star

: เป็น sci-fi ขนาดสั้นของโรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ที่จขบ.เพิ่งสอยมาจากงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุดนี่เอง เป็นของสนพ. ASK Media ในชื่อไทยว่าทวิดารา

: พล็อตสั้นง่ายและตรงไปตรงมา พระเอกเป็นนักแสดงตกอับ อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับว่าจ้างให้ไปแสดงเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของจักรวาล (เขาเล่นกับคำว่า Double และ Star น่ะเอง) ซึ่งเป็นภารกิจลับแบบมิชชั่น อิมพอซซิเบิ้ลกันเลย

: ชอบฮ่ะ สนุกดี (รวมๆแล้วจขบ.ชอบเรื่องนี้มากกว่า Have Space Suit ของนักเขียนคนเดียวกันแหละ แต่ไม่ชอบมากเท่า The Moon is a Harsh Mistress) เรื่องนี้กระชับฉับไว รสไซไฟไม่เข้มข้นมาก เพราะเน้นประเด็นอื่นๆเช่นการเมือง สังคม ฯลฯ โดยมีฉากหลังเป็นไซไฟมากกว่า ทำให้อ่านง่ายกว่าเรื่องอื่นๆของไฮน์ไลน์ ใครอยากลองแนว sci-fi แต่กลัวเจอเรื่องยาก อนุภาคมึนตึ้บ แนะนำเรื่องนี้จ๊ะ

*