BereftBook

Bookworm Tag

posted on 01 Jun 2009 22:38 by vendetta  in BereftBook

 ได้ีัรับแถกนี้มาจากคุณ illumin จ๊ะ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ (ที่ทำให้เรามีอะไรทำ เอ้อววว) ได้ข่าวว่าดร๊าฟท์ทิ้งไว้เป็นชาติเศษกว่้าๆแล้ว แต่เกิดอยากจะเข้า้เทศกาล June Write กับเอ๊กซ์ทีนเลยขุดขึ้นมา เอิ๊กก

*

And there are so many stories to tell, too many, such an excess of intertwined lives events of miracles places rumours, so dense a commingling of the improbable and the mundane!
- Salman Rushdie, Midnight's Children 

1. แนะนำตัวมา

- A poor player, that struts and frets his hour upon the stage, and then is heard no more. 

2. ปกติอ่านหนังสือแนวไหน

- วรรณกรรมล้าสมัย
- วรรณกรรมร่วมสมัย
- วรรณกรรมล้ำสมัย
- ดราม่าล่ารางวัล
- เห่อตามกระแส
- ไซไฟ-แฟนตาซี
- ทริลเลอร์ระทึก
- อัตชีวประวัติ
- เรื่องจริงอิงโม้นิดๆ
- เด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่แย่งอ่าน 
- พีเรียด
- บลาๆๆ จ๊ะ  

3. แล้วไม่ชอบแนวไหนบ้างหรือเปล่า

-หนังสือฮาวทู หนังสือช่วยเวทนาตัวเอง o.O' กอสสิปบันเทิงเรื่องของชาวบ้านคืองานของเรา (เพราะอ่านในเว็บเอา ของฟรีก็มีในโลก) 

และหนังสือธรรมะ อันนี้ไม่เชิงไม่ชอบ แต่ยังอยู่ในโมเม้นท์บาปหนา กิเลสมาก ไร้คุณธรรม และรู้ตัวว่ายังไม่อาจปล่อยวาง ดังนั้นจึงยังไม่ถึงเวลาที่อ่านแล้วจะเข้าใจอย่างถ่องแท้จ๊ะ 

4. หนังสือเรื่องแรกที่อ่านเอง (หรือเรื่องแรกที่จำได้ว่าอ่าน)

- ...หนังสือพิมพ์

(ช่างเป็นความทรงจำที่ไม่น่าประทับใจเ้ล้ย) 

เอาจริงจัง น่าจะเป็นนิทานภาพ แต่จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร 

5. แล้วเรื่องล่าสุดล่ะ

- Daphne ของ Justine Picardie เป็นเรื่องของ อ่า Daphne Du Morrier นักเขียนดังในอดีตที่ห้าสิบกว่าปีที่แล้วออกตามหาความจริงของ Branwell Brontë หนุ่มนักเขียนผู้ล้มเหลวในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว โดยมีนางเอกผู้จืดจางในปัจจุบันมาตามหาความจริงของแดฟนีอีกที แล้วเรื่องของนางเอกผู้จืดจางก็ซ้อนทับกับ Rebbecca ผลงานดังของ Daphne Du Morrier อีกที

(หลายชั้นหลายเลเวลเหลือเกินเนาะ) แต่ก็ปรากฎว่าอ่านสนุก เขียนดีกว่าที่คิดไว้ค่ะ  

6. นักเขียนที่ปลื้ม

โหว...เดี๋ยวนะ นึกไม่ออก

- J.R.R. Tolkien : เป็นภาคไซโคตัวเอง ฮา 
- Emily Brontë : ปลื้มอยู่เรื่องเดียวแหละ
- Daphne Du Morrier : ดิฉันว่าชีพิลึก
- Neil Gaiman : นานๆอ่านทีก็ปลื้มที แต่ถ้าอ่านติดๆกันจะรู้สึกว่าเค้าเขียนหนังสือไม่สนุกเลยยย
- Phillip Pullman : ปลื้มเวลาเค้าเขียนเรื่องยาวๆเช่น His Dark Materials หรือ Sally Lockhart's Adventures แต่หลังๆดันไม่ค่อยเขียนแล้ว - -"
- Chuck Palaniuk : แนวเกิ๊น แต่ตอนอ่าน Fight Club ก็ปลื้มอ่ะจ๊ะ
- Nick Hornby : เมื่อก่อนปลื้มมาก เดี๋ยวนี้เฉยๆอีกแล้ว
- Gregory Maguire : ปลื้มไอเดีย (แต่ไม่ไ้ด้ตามซีรีส์ Wicked ละ มันเริ่มเวิ่นเว้อออ) 
- Robert A. Heinlein : ก็ปลื้มมม
- Anne Rice : กับ The Vampire Chronicles อันลือลั่น...ที่ผ่านไปแล้ว
- Michael Ende : แถมๆ
- Antoine de Saint-Exupery : เจ้าชายน้อย แผ่นดินของเรา
- Patricia Highsmith : เจ้าแม่แห่งความวาย o.O' ดาร์กๆและคลาสสิกแปลกๆ ฮา
- Susan Kay : คนนี้โด่งดังในวงจำกัดชนิดที่่ว่าทุกคนที่เคยอ่าน The Phantom จะยกให้มาเป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล เวลามีคนถามหา The Phantom of the Opera ฉบับเขียนใหม่ที่ไม่ใช่ของ Gaston Leroux (บางโมเม้นท์ที่ป้าเขียนมันแจ่มกว่าของเลอรูซ์เองซะอีก โปรแฟนธ่อมได้แร๊งงงจริงๆ)

เอนี่เวย์ หัวข้อนี้จขบ.สามารถเพ้อเจ้อไปได้ถึงโลกหน้าเลยทีเดียว...เพราะฉะนั้นควรหยุดชะงักแต่เพียงเท่านี้ 


7. สำนักพิมพ์ที่ชอบมากที่สุด

- ไม่มีหรอกจ๊ะ 

8. แล้วมีสำนักพิมพ์ที่ไม่ชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า

- ก็ไม่มีอีก

9. หนังสือ 5 เรื่องที่ชอบสุดๆ

- พิจารณาจากข้อหกแล้ว ข้อนี้ตอบยากกว่าอีก เพราะจขบ.เป็นพวกแล้วแต่อารมณ์มากๆเลยจ๊ะ  

10. หนังสือเรื่องแรกที่ทำให้น้ำตาไหล

- ม...ไม่มี (เป็นคนใจทมิฬหินชาิติ)

11. แล้วเรื่องล่าสุดล่ะ

- ยังไม่มี๊

12. ชอบนิทานภาพเรื่องไหนมากที่สุด

- เอ่....

อ่ะ ยกให้ Le Petit Prince ของ Antoine de Saint-Exupery ละกัน (ตอนแรกว่าจะตอบ the Lord of the Rings เวอร์ชั่นที่มี Alan Lee วาดภาพประกอบ...แต่ได้ข่าวว่ามันไม่ใช่นิทาน) 

13. นิยายแฟนตาซีที่คิดว่าสุดยอด

เอ่อม นึกก่อน 

- The Silmarillion : J.R.R. Tolkien (เออ เค้าก็เขียนไปได้)
- The Once and Future King : T.H. White (มันสุดตรีนมั่กๆ)
- His Dark Materials : Philip Pullman (มันโมเดิ้นสุดๆ)
- The Neverending Story : Michael Ende (มันไม่จบ...ไม่ใช่ละ - -")
- The Prestige : Christopher Priest (มันผีจริงๆนะ) 
- The Historian : Elizabeth Kostova (มันก็มีความ 'สุดยอด' ของมันอยู่นะ ฮ่า อย่างน้อยก็ความพยายามและความหมกมุ่นในท่านเคานท์แดร็กคิวลาของคนเขียน ชนิดที่ว่า ไม่รักจริงเขียนไม่ได้นะเว้ยยย นิยายบ้าอะไรก็ไม่รู้เดวิ่นเดว้อเป็นที่สุด - -" และจขบ.ก็พีคมากกตอนอ่าน ดันเสือกอารมณ์เสียเพราะบทสรุปของมันเท่านั้นเองค่ะ เป็นที่สุดของความเสียดายวัตถุดิบ)  

14. ถ้าแนวไซไฟล่ะ

อ่า...บอกไว้ก่อนว่าจขบ.มิใช่มนุษย์ไซไฟตัวแม่ ไม่ใช่มนุษย์ไซไฟซะหน่อยนึงเลยเพราะกลัวแล้วรู้สึกตัวว่าเป็นแม่บ้องตื้น (เบื่อข้อสงสัยที่ว่า 'อ่านรู้เรื่องด้วยเหรอ?' เลยเลิกดีกว่าจ๊ะ รู้ไม่รู้ก็เรื่องของกรูอยู่ดี เชร้อออ~)

ดังนั้น ลิสต์ของเราจึงไร้เทพขริงๆ ฮา...

- Chronicles of Ender : Orson Scott Card (จขบ.ชอบคาแรกเตอร์แอ๊งๆของพระเอก) 
- The Moon is A Harsh Mistress : Robert A. Heinlein (จขบ.เลือกเพราะมันเน้นประเด็นอื่นมากกว่าวิทยาศาสตร์) 
- Out of the Silent Planet : C.S. Lewis (จขบ.เกรียนว่ะ o.O' เรื่องนี้เป็นไซไฟเรื่องเดียวของคนเขียนนาร์เนีย อันที่จริงมันเป็นไตรภาค แต่ชอบเล่มแรกเล่มเดียวจ๊ะ)
- Do Androids Dream of Electric Sheep? : Philip K. Dick (จขบ.นิยมแก่นเรื่องของนักเขียนคนนี้มาก แต่ไม่ค่อยชอบจะอ่านเท่าไหร่ เพราะจขบ.ว่า...มันอ่านได้ไม่สนุกมากอย่างที่ใจอยากให้เป็น ฮา เอนี่เวย์ ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ เขามักจะเล่นกับความจริง ความลวง ตัวตนและ Alternated Universe แต่เลือกเรื่องนี้เพราะ...จขบ.รางเลือนทั้งเวอร์ชั่นหนัง Blade Runner และเวอร์ชั่นหนังสือ กร๊ากกก *หัวเราะเพื่อ?* 

อนึ่ง จขบ.ว่า Philip K. Dick คือหนึ่งในผู้มีพระคุณอันดับต้นๆของหนังแอ็คชั่น-ไซไฟและหนังแนวๆแห่งฮอลลีหวูดเลยทีเดียวเชียว นอกจากหนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องที่มีอยู่เดิมอย่าง Blade Runner, Minority Report, Scanner Darkly อะไรงี้แล้ว หนังแบบ Matrix, Gattaca, Dark City, the Thirteenth Floor, หนังที่เล่นกับความเป็น AU และการค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกจอมปลอม (อย่างบทหนัง Being John Malkovich, Eternal Sunshine of the Spotless Mind มันก็มีส่วนนะ)

อีกคนที่จขบ.ชอบมากและเล่นธีมคล้ายๆกับลุงฟิลฯคือ Christopher Priest จ๊ะ แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดว่าเป็นไซไฟหรือแฟนตาซี เลยไม่จัดซะเลย เอิ๊ก (ตามร้านหนังสือจัดงานของพรีสท์ไว้มุมไซไฟ แต่จะว่าไป มันก็ไม่เชิงอ่ะ  สับสนชีวิตโหมด - -")

15. เรื่องสั้นที่ชอบมากที่สุด

- ฮืมมมมม

Stardust ของ Neil Gaiman ก็ได้แหละ 

16. มีวรรณกรรมเยาวชนเรื่องไหนที่ถูกใจมากๆ บ้าง

- อืมม์...ลิสต์ของจขบ.ส่วนใหญ่เยาวชนเค้าก็อ่านกันนะคะ เอิ๊ก

17. หนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกว่า "กูไม่น่าเสียเวลาเลย..."

- เยอะแยะไปโม้ด   

ล่าสุดต้องนี่เลย 'ปริศนาวงกตกุหลาบ' หรือ The Rose Labyrinth โอ๊ย พระแม่เจ้า! ต้องการอะไรจากสังคมห๊าา

18. อยากให้เด็กไทยได้อ่าน

-อยากให้เด็กไทยอ่านแล้วได้คิด (โดยไม่ต้องแถ) มากกว่า

19. หนังสือที่ใช้เวลาอ่านนานที่สุด

- ณ บัดนาวสงสัยจะเป็น Gormenghast Trilogy ของ Mervin Peake (ติดแหง็กมันตั้งแต่ต้นเรื่องเล่มแรก...เหมือนตอนอ่าน LOTR ไม่มีผิด - -") กับทุกเรื่องของ Umberto Eco เพราะหลับก่อนทุกทีค่ะ ค้าง The Name of the Rose มาจะสิบปีแล้ว...เคยมีความคิดจะอ่านต่อเมื่อสักสามสี่ปีที่แล้ว แต่เปลี่ยนใจ กร๊ากก *หัวเราะกลบเกลื่อน* จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กลับไปอ่านต่อ 

20. ประโยคจากหนังสือประโยคที่ชอบที่สุด

- ไม่ค่อยได้จำและจำไม่ค่อยจะได้ ปกติเวลาจะ quote ก็เสียเวลา เปิดหนังสือเอาง่ายกว่าัมั้งนะ 

21. ร้านหนังสือร้านโปรด

- ไปตามอารมณ์ ปกติอยู่ได้ทุกร้านจ๊ะ

22. เรื่องที่อยากได้ตอนนี้

- อยากอ่านนิยายของ Susan Kay อีก อยากอ่านเล่มจบของ The Traveler อยากอ่านงานใหม่ๆของ Audrey Niffennegger (คนเขียน Time Traveler's Wife) อยากอ่านนิยายวายดีๆ (...ไม่ใช่ละ) 

อยากอ่านเรื่องใน Lost Road and Other Writings ฉบับสมบูรณ์ๆ (อันนี้คงไม่มีโอกาสเพราะคนเขียนตายไปนานแล้ว ฮา) 

23. คิดว่าตัวเองอ่านหนังสือเยอะไหม

- เคยอ่านเยอะกว่านี้จ๊ะ ณ ปัจจุบันถือว่าน้อยลงมากแล้ว 

24. มีหนังสือเรื่องไหนที่มีอิทธิพลต่อความคิด หรือต่อชีวิตบ้างหรือเปล่า

- มากมายหลายเรื่อง บางทีจขบ.จะเป็นงี้ กล่าวคือจังหวะหนึ่งอ่านหนังสือสไตล์หนึ่งซ้ำๆกัน ทำให้เกิดอาการก้านสมองอักเสบ ไอเดียกระฉูด ก็ถือว่ามีอิทธิพลต่อความคิดได้ 

25. สามสี่ปีมานี้ รู้สึกว่าหนังสือแพงขึ้นบ้างหรือเปล่า

- หนังสือฝรั่งตรึงราคาเดิมมาพักนึงแล้ว มีอยู่ช่วงนึงที่ราคาถีบตัวตามค่าเงินดอลล่าร์ ซื้อหนังสือทีรู้สึกอยากเป็นลม - -" ส่วนหนังสือไทยเดี๋ยวนี้แพงขึ้นจ๊ะ แต่ของมันแพงขึ้น ก็เข้าใจๆ

26. สมมุติ กำลังจะตายในอีก 1 เดือนข้างหน้า หนังสือเล่มที่อ่านเล่มสุดท้ายจะเป็นเรื่องอะไร

- ไม่รู้เหมือนกันจ๊ะ แต่อาจจะเริ่มอ่านเล่มที่บอกว่า Thus everything dies. Only mortals die forever. เพราะคิดไม่ออก ฮา   

27. tag ต่ออีก 4 คน

- คนทีี่นึกอยากจะทำ
- คนที่หาเรื่องอัพตามกระแส June Write (ทำให้นึกถึงเทศกาล NanoWriMo เลย ซึ่งจขบ.พลาดทู้กกกปี ^^")
- คนที่เห็นแก่ความเิลิฟที่มีต่อจขบ. จรุ๊ฟส์ๆ
- คนที่รู้สึกขี้เกียจว่ะ ทำไมกรูต้องเล่นแถกด้วย

 

 

สะสางรีวิวดีก่า...(ก่อนจะมาลงรูปต่อ ฮา)

 

Never Let Me Go : Kasuo Ishiguro

เนื่องจากเห็นว่าเล่มมันบางๆ จขบ.เลยแบกขึ้นเครื่องตอนไปเกาหลี เมื่ออ่านจบและพบว่า...มันน่าเบื่อมากกก *กรีดร้องโหยหวน* ถึงแม้ว่าพล็อตจะน่าสนใจ Kazuo Ishiguro เป็นนักเขียนที่ชอบ อีกทั้งยังเป็นหนังสือระดับรางวี่รางวัล แต่จขบ.ก็ยังจะกรีดร้องอย่างภาคภูมิว่ามันน่าเบื่อมากกก

ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่ามันเป็นหนังสือไม่ดี และใครจะคิดว่ามันจะเป็นมาแนวไซไฟ-ดราม่าขนาดหนัก o.O (แม้ว่าความดราม่าสุดตรีนนี่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วตั้งแต่เห็นชื่อคนเขียน มันไม่ใช่ Battlestar Galatica หรอกมั้งจ๊ะ...เพราะมันไร้แอคชั่นไปเลยอ้ะ ฮา)

จะว่าไป มันก็เป็นหนังสือที่น่าเบื่ออย่างจงใจ - -" ซึ่งจขบ.ว่าการเขียนหนังสือให้หวือหวาน่าจะง่ายกว่าเขียนให้เรียบ น่าเบื่อ แต่ละเมียดละไม เหมือนทยอยเขียนไปทีละคำๆ แยบยลเสียจนคนอ่านปฏิเสธไม่ได้ว่า เออ...คนเขียนมันเก่งว่ะ มันต้องเก่งแน่ๆ ไม่งั้นคงทำอะไรแบบนี้ไม่ได้

เรื่องนี้มี first-person narrator คือนางเอก Kathy H. ซึ่งเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมด แล้วชีก็มีชีวิตที่เหมือนจะ "ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว" ชีวิตที่ถูกลิขิตนั้นมันไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปเลย...แต่มันก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือบันเทิงอะไรเลยเช่นกัน ภาษาของเคธี่เป็นภาษาพูดแบบเรียบๆ (เพราะชีเรียบร้อย ไม่โลดโผน) ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ซะงั้น

Kathy H. เล่าว่าเธอและผองเพื่อนโตมาในโรงเรียนประจำที่ชื่อเฮลแชม ซึ่งเป็นเหมือนอีกโลกนึงไปเลย เด็กทุกคนเป็นเด็กพิเศษ (ทุกคนมีนามสกุลเป็นตัวย่อหมด) การศึกษา การเรียนรู้ก็ไม่เหมือนกับของโลกภายนอก ในโรงเรียนมีความลับแปลกๆ และอย่างที่บอกว่าอนาคตของเด็กพวกนี้โดนกำหนดไว้แล้ว ให้อยู่ในฐานะของผู้บริจาค

(จริงๆแล้วพล็อตเหมือนการ์ตูนออกอวกาศเรื่อง 'เจ้าหญิงจันทรา' หน่อยๆมะ? ฮา)

ไหนๆก็ไหนๆ จขบ.ขอสปอยล์ละกัน XD เด็กๆในเฮลแชมเป็นมนุษย์โคลนค่ะ โครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกและสมมติว่าวิทยาการก้าวหน้าจนคนเราสามารถทำโคลนนิ่งได้สำเร็จ และแล้วเหล่า "คนดี" ทั้งหลายก็มีมนุษยธรรมด้วยการพยายามสอนและปลูกฝังศิลปะและวัฒนธรรมลงไปด้วย (อารมณ์เหมือนเลี้ยงหมูในห้องแอร์ ให้กินแต่ของดีๆ วิ่งเล่นหลั่นล้าๆจะได้มีแฮปปี้ และกลายเป็นเนื้อที่อร่อย กินแล้วไม่จิตตก o.O') 

จุดประสงค์ในการมีอยู่ของเด็กพวกนี้ก็คือการเป็นผู้บริจาคนั่นเอง ชีวิตของมนุษย์โคลนจึงไม่มีนามสกุล ไม่มีเป้าหมายอื่นในชีวิต มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่ก็อยู่ไปวันๆแบบที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำกว่ากำลังอยู่ไปวันๆ เพราะไม่สามารถถีบตัวเองออกจากกรอบที่ถูกวางเอาไว้ได้  

คนเขียนดึงคนอ่านให้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศแปลกแยก มีชีวิตแบบไร้ชีวิตชีวา ตัวเคธี่ก็ย้ำว่า ชีก็ไม่รู้ว่าโลกภายนอกมันเป็นยังไง หรือที่ที่เราๆ (คนอ่าน) อยู่กันนั้นเค้ามีวัฒนธรรมอย่างไร แต่ที่เฮลแชมที่เธออยู่นะ มันเป็นอย่างนี้...โดยทิ้งให้คนอ่านรู้สึกได้เองว่ามันเหมือนอยู่ต่างมิติ หรืออยู่กันคนละโลกเลยว่ะ พวกนี้ทำไรกันประหลาดๆเนอะ ฯลฯ

จขบ.เข้าใจว่านั่นคงเป็นเจตนาของคนเขียนในการสร้างความลักลั่นย้อนแย้งให้บังเกิดแก่คนอ่านค่ะ ความแตกต่างของโลกภายนอกกับโลกโรงเรียนกินนอนของนางเอก เรารู้สึกว่าโลกของนางเอกโคตรไม่มีสีสัน โคตรน่าเบื่อ ทุกคนอยู่ในกรอบเดียวๆกันหมด แต่เอาเข้าจริง พอมาคิดดูใหม่ มันก็ไม่ได้ต่างจากโลกแห่งความเป็นจริงเท่าไหร่เลย (ถึงแม้ในเฮลแชมจะไม่เล่นกีฬาสีกันก็ตาม)

บทสรุปของเรื่องก็ธรรมดาแบบไม่ธรรมดา เพราะมันคือความจริงที่ธรรมดาแต่ก็บัดซบมาก และคนอ่านอย่างเราๆก็รับรู้อย่างเปิดว่ามันต้องลงเอยแบบนี้แหงๆมาตั้งแต่กลางเรื่อง

(ตกลงนี่ชั้นอ่านไปทำไมเนี่ย *ล้มโต๊ะ*)

ก็ตอบได้อยู่ดีแหละค่ะว่าอ่านเพื่อความกระจ่าง ฮา... 

*

The Quote

"I was weeping for an altogether different reason. When I watched you dancing that day, I saw something else. I saw a new world coming rapidly. More scientific, efficient, yes. More cures for the old sicknesses. Very good. But a harsh, cruel world. And I saw a little girl, her eyes tightly closed, holding to her breast the old kind world, one that she knew in her heart could not remian, and she was holding it and pleading, never to let her go".

เป็นย่อหน้าที่สรุปแก่นเรื่องได้ดีง่ายๆว่าความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้โลกร้อนนั่นเองจ๊ะ ^^" สังคมเสื่อมลงเพราะเราไม่ได้ถูกสอนมาให้สนใจอย่างอื่นมากไปกว่าเอาตัวให้รอด

น่าเบื่อมว้ากกก เนอะ

*

 

(book review) The Children of Hurin [1]

posted on 19 Aug 2008 00:19 by vendetta  in BereftBook

  

กว่าจะได้ฤกษ์อัพบล็อก เอิ๊ก เล่มนี้เป็นรีวิวหมักดองอย่างยาวนานที่จขบ.ดร๊าฟท์ทิ้งไว้เป็นเวลาหนึ่งปีแก่ๆแน่ะ  (เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก) มาบัดนี้ขอขุดออกมากันบล็อกร้างดีกว่า

Children of Hurin มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว หน้าปกแบบนี้เลยจ๊ะ ถ้าสนใจไปสอยมาหาอ่านกันได้

อนึ่ง จขบ.พิมพ์เอ็นทรีตอนกำลังพีคๆ มันก็เลยออกแนวละเอียดเกินความจำเป็น เพ้อเจ้อมากๆ (อ่านแล้วอยากตบเกรียน - -") แถมยังติด SPOILER อย่างแหลกลาญค่ะ แนะนำให้ไปหามาอ่านก่อนแล้วค่อยมาว่ากันเน้อ คิดว่าคงจะทยอยๆอัพไปหากบรรยากาศเป็นใจ :D

*

Further Ado

ถ้าเริ่มต้นอ่าน Children of Hurin ทันทีโดยที่ไม่มีแบ็คกราวนด์ใดๆมาก่อนเลย คนอ่านจะต้องแอบงงแน่ๆ  ทั้งนี้เพราะ CoH มีความเป็น 'ตำนาน' สูงมาก ดังนั้นจึงมีความเป็น Mythology มากกว่าความเป็นนิยาย แล้วไหนชื่อจะไม่คุ้น สไตล์การเล่าเรื่องที่ต่างไปจาก Lord of the Rings โดยสิ้นเชิง อีกทั้งมันยังเป็นโปรเจคท์ที่แยกตัวออกมาจาก Silmarillion อีกทีต่างหาก  แต่ด้วยธีมและเรื่องราวมหากาพย์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ก็ทำให้มันสามารถปลีกตัวแยกออกมาเด่นเองได้ไม่ยากนักน่ะนะ   

CoH มีเรื่องราวที่คุ้นๆอยู่ เพราะโทลคีนอ้างอิงมาจากตำนานพื้นบ้าน Kallervo Kalevala ของฟินแลนด์ ที่ถูกเอาไหแปลงแล้วแปลงอีก สอดแทรกซุกซ่อนตัวตนอยู่ในหลายๆตำนานดังๆ เช่น Volsung Saga ของทางนอร์ส เราอาจจะคุ้นเคยกับ Volsung มากหน่อย เพราะทางเยอรมันรับเอามาแปลงเป็นตำนาน Nibelungenlied อีกที (ทรานสฟอร์มหลายหนจนมึนกันไปข้าง...) รวมถึงมีโอเปร่าที่ชื่อเรื่อง Der Ring des Nibelungen ออกมาด้วย (โอเปร่าเรื่องนี้เอาตอนหนึ่งของเรื่องเต็มๆมาสร้าง มีเพลงฮิตอยู่เพลงชื่อ Ride of the Valkyries คิดว่าคนส่วนใหญ่เคยได้ยินแม้จะไม่รู้ชื่อมัน เพราะเค้าชอบเอามันไปใส่ในหนังอ่ะจ๊ะ)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคาเลวาลา โวลซัง หรือนิเบลุงเก้นที่ว่ามา CoH ของโทลคีนก็มีวิธีสร้างคาแรกเตอร์ที่ต่างออกไปอยู่ดี ทั้งนี้...สงสัยเพราะโทลคีนไม่ชอบพวกฮีโร่โชว์พาวจัดๆ (แบบตาทึ่มซิกฟรีด ณ ตำนานแหวนนิเบลุง หรือน้ากล้ามปูเบวูล์ฟ เอิ๊ก) อันนี้สังเกตได้ตั้งแต่บิลโบใน The Hobbit และโฟรโดใน LOTR โดยเฉพาะคนหลังเนี่ย นอกลู่นอกทางมากมาย ฮีโร่มหากาพย์โบราณส่วนใหญ่เค้าไม่ใช่ยังง้าน

เอาเป็นว่า แต่เริ่มมาก็ยาวแระ ฮา เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันเรื่องคาแรกเตอร์ต่างๆนานากันอีกทีนึงดีกั่ว

*

Backstory

เรื่องราวใน CoH เกิดขึ้นในยุคที่หนึ่ง หรือเมื่อราวๆ 6500 กว่าปีก่อนเรื่องราวใน The Hobbit และ LOTR ค่ะ ในสมัยที่วาลาองค์หนึ่ง (a.k.a. ท่านเทพ) นามว่า 'เมลคอร์' (ผู้มี nickname เก๋ไก๋ที่ชาวเอลฟ์เรียกว่ามอร์กอธ แปลว่า The Enemy ฉันอยู่นี่ศัตรูที่รัก ฮา) เมลคอร์เกิดอยากจะเป็น Dark Lord ขึ้นมา พอปั่นหัวจนชาวบ้านทะเลาะกันเองไปทั่วเกาะสวรรค์วาลินอร์แล้ว แกก็เชิดโคตรเพชรของชาวเอลฟ์แล้วหนีคดีไปปักหลักบนเกาะมิดเดิล-เอิร์ธ (เอ่อม ดิฉันสาบานได้ว่าพิมพ์ก่อนครอบครัวแม้วจะหิ้วกระเป๋าหลายสิบใบหนีคดีไปเกาะอังกรี๊ดส์ส์ส์...จริงๆ)

ชาวเอลฟ์โนลดอร์เจ้าของโคตรเพชร ซึ่งเป็นสายพันธุ์สร้างสรรค์ กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น (ไม่ใช่โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ซะหน่อย - -") นำทีมโดยท่านพ่อมาเฟียใจโฉดลูกเจ็ด ก็เลยลุกขึ้นมางอแง ก่อนขอประกาศอิสรภาพ จากนั้นก็จัดขบวนการตามล่าสมบัติสุดขอบฟ้า กลายมาเป็นอภิมหาตำนานอัญมณีใน Silmarillion ด้วยประการฉะนี้

(เรื่องมันก็มีแค่นี้เองแหละ จริงๆแล้ว)

และแล้ว สงครามระหว่างเอลฟ์กับ Dark Lord ก็ระเบิดขึ้นบนมิดเดิล-เอิร์ธนั่นเอง สงครามกินเวลายาวนานและเกิดขึ้นห้าครั้งใหญ่ๆด้วยกันค่ะ ในระหว่างนั้นก็มีมนุษย์จากตระกูลใหญ่หลายคนเข้าร่วมทัพ หนึ่งในนั้นก็คือ Hurin พ่อของพระเอกนั่นเอง

เหตุการณ์ต่อมาใน CoH จึงเป็นเรื่องราวอันบัดซบแสนสาหัสที่เกิดขึ้นกับลูกๆของเขา หลังจากที่คุณพ่อดันไปปากหมาใส่ Dark Lord นั่นเอง  

*

Prologue

'Sit now there,' said Morgoth, 'and look upon the lands where evil and despair shall come upon those whom you have delivered to me.'

มาจะกล่าวบทไป ฮูรินเป็นฮีโร่ประเภทมุ่งมั่น บ้าพลัง ถึกโฮก (เค้าว่าแกหล่อ ล่ำ และเตี้ย - -") มีภรรยาชื่อมอร์เวน ผู้ได้ nickname ว่า 'เอเลดเวน' อันแปลว่าชีงามอย่างกะนางเอลฟ์ แต่มอร์เวนก็เชิ่ดหยิ่งยิ้มยากตามประสาผู้ดีเก่าตกอับ (อันนี้ก็...เรื่องมันยาว) ทั้งสองมีลูกชายหนึ่งคนคือเด็กชายทูริน ส่วนลูกสาวคนแรกตายไปตั้งแต่เด็ ซึ่งนั่นเป็นลางร้ายประการแรกที่ทำให้คนบ้านนี้หน้าตาหมองคล้ำเหมือนโดนของตั้งแต่นั้นมา

เมื่อลูกชายยังไม่ทันโตดี ฮูรินก็ออกไปช่วยกองทัพเอลฟ์ (เพราะมีสัญญาใจต่อกันมาอย่างยาวนาน) ต่อสู้กับสมุนของดาร์กลอร์ดในสงครามน้ำตาท่วมจอ (The Battle of Unnumbered Tears - น้ำตาท่วมหัวเพราะตายไร้สาระกันได้อย่างระเนระนาดมากๆเลย) ในสงครามนั้น ฮูรินเป็นคนสุดท้ายที่ยืนต่อสู้อยู่ได้ (อาจจะด้วยอะดรีนาลีน...) สุดท้ายก็โดนออร์คจับตัวเป็นๆไปให้ดาร์กลอร์ดเช็คความถึกเสียหน่อย

ด้วยความที่เป็นคนปากหมานใจกล้า ต่อปากต่อคำจนดาร์กลอร์ดเค้าโมโหก็เลยสาปซะ (ไม่อยากจะบอกเลยว่านี่เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดที่ท่านมอร์กอธเคยทำมาในชีวิตนี้แล้ว กร๊ากกก ถ้าไม่มีเรื่องนี้ เราก็คงนึกไม่ออกเลยว่า นอกจากความตอแหลแล้ว ท่านอีวิลยังไงอีกวะ) สาปแบบไม่ธรรมดา เพราะฮูรินจะได้นั่งแท่นเฝ้าดูชะตากรรมสุดอนาถของครอบครัวตัวเองผ่านสายตามารๆของดาร์กลอร์ดโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความซวยทั้งปวงของบุตรธิดาแห่งฮูริน

*

The Childhood of Turin

Then Turin asked him, 'What is fate?'

เราพบว่าวัยเด็กของทูริน บุตรแห่งฮูรินนั้นออกจะแห้งเหี่ยว พ่อเป็นนักรบที่เก่งสุดๆแต่ไม่ค่อยอยู่บ้าน พอถึงเวลาอยู่ก็เป็น authoritative figure ด้วยความที่เป็นผู้ปกครองดินแดน ส่วนตัวแม่เป็นคนเย็นชาไม่อบอุ่น หมกมุ่นกับตัวเองและปล่อยให้เงาอดีตครอบงำมากเกินไป

ต่อมาน้องสาวก็ตายจาก โรคจิตซึมเศร้ายิ่งถามหาทูรินเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่รักนะคะ รักลูกกันมากเลยทีเดียว ก็แค่แสดงออกแบบผิวๆเท่านั้น เรื่องอื่นมันสำคัญกว่า

จะว่าไป พฤติกรรมหลายๆอย่างสื่อให้เห็นว่าทูรินมันเป็นเด็กมีปัญหา ซึ่งก็เป็นอาการปกติของพระเอก Epic Story ยุคก่อน โดยทั่วไปต้องขาดความอบอุ่นในวัยเยาว์ อ้างว้างมากๆ หรือบ้างก็เป็นเด็กกำพร้าไปเลย (มันตีความในแง่จิตวิทยาได้นะ)

กรณีทูรินอาการค่อนข้างหนักกว่าชาวบ้านพระเอกคนอื่นๆ เธอเล่นทำตัวติสท์แตกเป็นว่าเล่น โตมาเป็นคนแปลกๆ แม้ว่าลึกๆแล้วเป็นคนอ่อนโยนจิตใจดีเป็นพ่อพระมากๆ แต่เอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากเกินไป (คือ...แกได้ปกด้อยพ่อแม่มาครบเชียว เช่น โผงผางเหมือนพ่อ หมกมุ่นเหมือนแม่) โดยรวมแล้วไม่ใช่พระเอกในอุดมคติอย่างแน่นอน

*

In Doriath

'The heir should stay, but he cannot,' said Morwen. 'But he may return one day. Now take heart! I will follow you, if things grow worse; if I can.'

เนื่องจากบ้านอยู่ในภาวะสงครามและโดนรุกราน (หัวหน้าครอบครัวไม่อยู่แล้วนี่) มอร์เวนเลยตัดสินใจส่งลูกชายไปหลบภัยกับเอลฟ์ในโดเรียธ แต่ตัวเองไม่ยอมไปด้วยเพราะ 1.ใกล้คลอดลูกสาวอีกคน เดินทางไม่สะดวก และ 2. ดื้อ

ก่อนไปสงคราม สามีบอกไว้แล้วว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบๆหาทางหนีไปๆซะ แต่แม่นางก็มัวแต่ลังเลและรีรอ ไม่อยากบากหน้าไปพึ่งใครถ้าไม่จำเป็น (แถวบ้านเรียกว่าวิกฤติแล้วเจ๊ รอจนถั่วงาไหม้หมดแล้วเพิ่งมารู้สึกตัว) การตัดสินใจของมอร์เวนทำให้คนอ่านอยากจับชีมาเขย่าๆๆๆ รับรู้ว่ามอร์เวนก็รักลูกมาก แต่ดันมีข้อเสียข้อใหญ่มากๆคือเป็นคนหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีโคตรๆ แล้วก็เป็นคนนิสัยแข็งๆ

ตามประเพณีในอดีตนั้น การส่งลูกชายไปอยู่กับเอลฟ์ก็เหมือนไปเข้าโรงเรียนประจำไฮโซ โดยเฉพาะกับลูกท่านหลานเธอทั้งหลายก็นับว่าเป็นเรื่องมีเกียรติ แต่ปกติเวลาส่งลูกไปอยู่รร.ประจำ พ่อแม่ไม่ต้องไปด้วยนี่นา นอกเสียจากบ้านแตกสาแหรกเกือบขาดแล้ว ถึงจำต้องไปขอให้คนอื่นมาอุปถัมภ์ (ซึ่งกรณีของบ้านนี้ มันก็จริงแท้ทุกประการ...แต่มอร์เวนรับไม่ได้ว่ะ)

ด้วยความหยิ่งอยู่ได้นี่เอง ปัญหายุ่งยากจึงตามมาในภายหลัง เป็นความผิดพลาดที่เกิดจาก Action ไม่ใช่ Fate ถึงจะเคลมว่าคำสาปทำให้จิตใจมืดมัวสั่นคลอน ขาดการตัดสินใจที่ถูกต้องก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดเลย สาเหตุหนึ่งเกิดจากนิสัยส่วนตัวของตัวละครเองมากกว่า

(ถ้าจะเปรียบเทียบกับมหากาพย์บางเรื่องให้เห็นภาพชัดขึ้นก็ต้องพระเอกใน Der Ring des Nibelungen นั่นเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าเล่นตลกเพียวๆ เพราะเจ้าตัวไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเล้ย)

พอถึงโดเรียธ ทูรินจึงกลายเป็นเด็กแอ๊งแสนหดหู่ แม้ว่ากษัตริย์เอลฟ์-ราชินีจะต้อนรับอย่างดี ถึงขนาดรับเป็นลูกบุญธรรมกันเลย (เพราะ 1.เป็นญาติดองกันห่างๆอยู่แล้ว 2. ไม่ใช่มนุษย์บ้านๆ แต่ยังมีศักดิ์เป็นลูกหลานเจ้าคนนายคน แถมพ่อแท้ๆเป็นถึงฮีโร่สงคราม และ 3. ทูรินหน้าเหมือนแม่ แล้วแม่สวยเหมือนเอลฟ์ไง หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อันนี้จขบ.เดาเอง กร๊ากก)

อ้ะ อย่างไรก็ตาม มาโดเรียธแล้ว ขาดบทบาทของพี่ Beleg คนสำคัญไปไม่ได้น่ะสิ XD

อาจจะเพราะว่าทูรินมีโชคชะตาที่ต้องโดดเดี่ยว ก็เลยเพื่อนน้อย มีคนยอมคบด้วยอยู่ไม่กี่คน หลักๆก็คือเบเลกกับเนลลาส เบเลกเป็นเอลฟ์ตชด.ประจำโดเรียธที่บังเิิอิญช่วยทูรินไว้ในป่า ต่อมาทำหน้าที่ Fature Figure และmentor คอยอุปถัมภ์สั่งสอนวิทยายุทธ์ให้อย่างดี พอทูรินโตมาก็ทำหน้าที่เป็นเพื่อนเลิฟ (แถวบ้านเรียกคู่ Y ผึง!) ส่วนเนลลาสเป็นเอลฟ์ป่าบ้านนอก ไม่ชอบเข้าเมือง ตอนเด็กๆทูรินจะชอบไปปรับทุกข์ด้วย โดยอีกนัยหนึ่ง เนลลาสจึงเป็น Mother Figure ผู้เป็นที่พึ่งทางใจ (แบบที่มอร์เวนไม่ใช่)

พอทูรินโตแล้ว ก็ลืมเนลลาสไปสนิท ไม่กลับไปหาอีกเลย ซะังั้นมากๆอ่ะ - -" เปรียบเทียบได้ว่าเนลลาสเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์และโลกที่ปลอดภัยในวัยเยาว์ (แบบเดียวกับที่เฮดวิกเป็นตัวแทน Innocence of Childhood ของแฮร์รี่ พอตเตอร์นั่นแหละ) การที่ทูรินไม่เหยียบย่างไปในโลกนั้นอีก แถมยังลืมไปเลยว่าเคยมีเธออยู่ จึงหมายถึงการละทิ้งความใสซื่อ ความปลอดภัย และโลกแบ๊วแบบเด็กๆ โดยไปซบอกเบเลก ซึ่งเป็นตัวแทนของการก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่และโลกของการต่อสู้

*

แปะแล้วก็เผ่นไปนอน...