(book review) The Book Thief

posted on 07 Jul 2008 23:01 by vendetta  in BereftBook

อยู่ในโครงการ 12 เล่มใน 1 ปีของจขบ.เช่นกัน (เริ่มทยอยเคลียร์หนี้แล้วเว้ยยย)

The Book Thief
: Markus Zusak

(มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว รู้สึกจะชื่อเรื่อง 'จอมโจรหนังสือ' หรือไงเนี่ย จขบ.พบว่าฉบับภาษาไทยค่อนข้างหนาพอจะใช้เป็นอาวุธได้)

*

THE BOOK

วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ใครอ่านใครก็ชอบ (ยังไม่เจอคนที่ไม่ชอบอย่างจริงจังเลยจ๊ะ) เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ติดอันดับขายดีและเป็นหนังสือแนะนำอันดับต้นๆของหลายสำนัก มีพล็อตเรื่องน่าสนใจ และมีหลายรสชาติปนกันอยู่ในเล่มเดียว

The Book Thief มี Death หรือท่านยมฑูตมาเล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อลีเซล เมมิงเกอร์ เป็นเด็กเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านยมฑูตเจอลีเซลครั้งแรกตอนที่ไปรับวิญญาณน้องชายของลีเซล แล้วอีหนูดันจก The Gravedigger's Handbook คู่มือขุดหลุมของสัปเหร่อติดมือไปด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ลีเซลจะขโมยหนังสือมากกว่าหนึ่งเล่ม และท่านยมฑูตก็ติดตาม (ไม่ส่งเดธโน้ตลงมาให้ด้วยล่ะเออ)

จากนั้น ลีเซลก็ถูกส่งมาเป็นลูกเลี้ยงของโรซาและฮันส์ ฮูเบอร์มานน์ ที่อาศัยอยู่บนถนนเล็กๆในเมืองมิวนิก โรซาเป็นผู้หญิงเสียงดัง ปากร้าย ชอบพ่นคำหยาบแต่มีหัวใจที่ไม่ธรรมดา ส่วนฮันส์เป็นช่างทาสีรักสงบ มีอดีตที่เก็บเงียบ เป็นป่ะป๊าที่อบอุ่นอ่อนโยนและใจดีมากจนหลายคนเข้าใจว่าเขาขี้ขลาด แต่ก็คงเป็นฮันส์นี่เองที่ทำให้ลีเซลอ่านออกเขียนได้แบบทุลักทุเล

ท่านยมฑูตตามดูชีวิตไปวันๆของหัวขโมยหนังสือ และผู้คนรอบข้างที่มีส่วนเกียวข้องกับเธอ เช่นรูดี้ เด็กข้างบ้านกวงตีนสไตล์แฟนฉัน แก๊งค์ขโมยผลไม้ เพื่อนๆในโรงเรียน คุณนายของนายกเทศมนตรี และที่สำคัญคือมิตรภาพที่เกิดขึ้นกับแม๊กซ์ นักสู้กำปั้นชาวยิว

ในขณะเดียวกัน เนื่องจากสงครามทำให้ท่านยมฑูต busy สุดๆ ก็เลยต้องโฉบรับวิญญาณไปด้วยอย่างเมามัน

*

DEATH

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือเด็กที่พูดถึงเรื่องที่หลายๆวัฒนธรรมเล็งเห็นว่ายากจะอธิบายให้เด็กเข้าใจ (เช่นมุขคลาสสิกของยุคก่อน เวลามีคนตาย ผู้ใหญ่จะเลี่ยงบอกเด็กว่าเค้านอนหลับ ทำให้เด็กตั้งความหวังลมๆแล้งๆว่าเดี๋ยวก็ตื่น ไม่ก็สงสัยอะไรแบบง่าวๆว่าทำไมเค้าขี้เกียจจัง) และแทนที่จะปิดกั้น เราก็ควรสอดแทรกสัจธรรมข้อนี้ให้มันรู้ไว้แต่เนิ่นๆ ดังนั้น วรรณกรรมเด็กทั้งหลายในยุคหลังจึงมักอดไม่ได้ที่จะขอใส่ธีมนี้สักหน่อยในเชิงคล้ายๆกัน เช่นการยอมรับการสูญเสียและปล่อยวาง หรือความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ

The Book Thief จึงมีความตายเพ่นพ่านเต็มไปหมด มีทั้งการเล่าแบบย้อนหลังและล่วงหน้า บอกมาว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นเพราะยังไงความตายก็อยู่รอบตัวเราเสมอ อย่างในกรณีของลีเซลเอง นอกจากมียมฑูตคอยสอดแนมอยู่แบบไม่รู้ตัวแล้ว เธอยังมีความตายของน้องชายคอยหลอกหลอนมาตลอดอีกด้วย

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า 'ใครตายตอนจบ' แต่อยู่ที่เรื่องราวและการกระทำที่คนๆหนึ่งทำมาตลอดชีวิตจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านยมฑูตมาเยือนต่างหาก

(a.k.a. ความตายไม่ใช่สปอยเลอร์นะยะ)

WORD

The Book Thief นำเสนอความสำคัญของภาษา คุณค่าของหนังสือและความรู้ รวมไปถึงอำนาจของคำ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้อ่านจะได้เห็นพัฒนาการของลีเซลจากเด็กมุมมืด อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มาเป็นลีเซลที่อ่านหนังสือเพื่อปลอบประโลมผู้คน ไปจนถึงลีเซลที่เขียนชีวิตของตัวเองออกมาทางหน้ากระดาษได้

นอกจากนี้ ยังสื่อถึงอำนาจของคำและอำนาจของภาษา ลีเซลอาจจะใช้คำพูดกล่อมคนให้สงบลงได้ แต่ฮิตเลอร์ก็สามารถใช้คำพูดเพื่อปลุกปั่นคนในชาติให้คลั่งได้เช่นกัน การยึดแหล่งความรู้อื่นๆทั้งหมด ยัดเยียดเฉพาะแต่ที่สิ่งที่ต้องการให้คนในชาติรับรู้ โฆษณากรอกหูเข้าไปทุกวัน เท่านี้ก็ครองโลกได้แระ

(เพราะคนเราหลอกง่ายยย...เนาะ)

*

เรื่องนี้ภาษาอ่านง่ายมาก ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนหรือสับขาหลอก (แต่ผู้อ่านหลายท่านให้การเสียงเดียวกันว่าไอ้ที่เขียนง่ายๆเว่ากันซื่อๆเนี่ยแหละ....ช่างบีบคั้นหัวเจยยย) ถึงจะเป็นเรื่องสงคราม แต่ก็ไม่ใช่แนวดราม่าหนักอึ้งเหวอ จะว่าเป็นหนังสือแนว Coming of Age ก็ยังได้ และจะว่าไป ลีเซล เมมิงเกอร์ก็คล้ายจะเป็นเงาอีกด้านหนึ่งของแอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank : Dairy of A Young Girl เป็นไดอารีที่ดังที่สุดในโลกตลอดกาล) เพียงแต่คนหนึ่งเป็นเด็กเยอรมัน อีกคนเป็นเด็กยิว

จขบ.ชอบการอธิบาย 'สี' ที่เกิดขึ้นโดยท่านยมฑูต (ไม่มีหนังสืออยู่กับตัว ไม่งั้นจะยกประโยคสุดท้ายที่พูดถึงดวงตาของป๋าฮันส์ and the boy whose hair will remain the color of lemon forever...) แบบว่า ช่างมีความพยายาม ฮา

ถึงกระนั้น มันก็มีส่วนที่ไม่ชอบนะ เพราะรวมๆแล้วจขบ.ว่ามันจงใจไปหน่อย เอิ๊ก บางทีอ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนบังคับ ทั้งการวางจังหวะ ทั้งสถานการณ์ โดยส่วนตัว จขบ.ว่ามันเป็นหนังสือที่ดี แต่มันสร้างความประทับใจในแบบที่ควรเป็น (รู้ว่าตรงนี้ควรซึ้ง อ่ะ ซึ้งงงง ไรเงี้ย) ซึ่งอาจจะไม่ใช่แนวที่ชอบจ๊ะ

แต่ขอย้ำอีกทีว่ามันเป็นหนังสือที่ดี

*

ในที่สุดก็มาอัพบล็อก อ๊างส์ ก่อนจะนึกว่าจขบ.เอาขวานโคตรทื่อรูปทรงคล้ายประเทศขี้เท่อแห่งหนึ่งในภูมิภาคเล็กเล้กกกก...ปักกบาลตัวเองตายไป

(...ซึ่งท่านก็เข้าใจถูกแล้ว o.O')

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เรื่องนี้ข้าพเจ้าอ่านแล้วค่า แบบภาษาอังกฤษนะ ชอบตอนบรรยายท้องฟ้าหรือสิ่งต่างๆด้วยสีเหมือนกัน รู้สึกว่าเค้าคิดมาได้ไง สีประหลาดๆพวกนั้น หรือคำเปรียบเทียบแปลกๆ เช่น "as the graying light arm-wrestled the sky", "Papa’s lungs were full of sky", "The color of Europe" etc.
แต่พอไปดูเวอร์ชั่นแปลไทย ไม่เห็นเรื่องสั้น "The word shaker" ในเล่มภาษาไทยเลยอ่ะ อุตส่าห์อยากรู้ว่าเค้าจะแปลยังไง embarrassed

#1 By *cinnamoroll on 2008-07-08 08:13

^
^

เอาจริงดิคะ wink ทำไมเค้าไม่แปล The Word Shaker ให้ด้วยอ่ะ แปลกจังวุ้ย หรือว่ามันทำกราฟฟิกยาก? แต่นั่นไม่ควรจะเป็นเหตุผลไม่ใช่เรอะ sad smile (เราเห็นแค่เล่มมันหนาๆโตๆเลยเดาเอาว่าคงมีครบหมด...สรุปว่าแค่ตัวหนังสือใหญ่ขึ้นสินะ sad smile)

#2 By vendetta on 2008-07-08 10:29

รู้สึกว่ายิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนรีวิวที่มีเข้ามา

แต่เค้าแพ้หนังสือสงครามยุคใหม่อ่ะตะเอง ไม่กล้าอ่าน ฮือๆ

#3 By LMJ (58.9.19.119) on 2008-07-08 12:02

เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่จับวาง จับแล้ววางตอนงานหนังสือ ฮ่าๆ
แต่สรุปแล้วก็ขี้เกียจซื้อมา เพราะฉบับแปลไทย หล่นใส่ทีนึงก็จมูกหักได้ (ถ้านอนอ่านอ่ะนะ)

เหนรีวิว ยิ่งรู้สึกว่าไม่ใช่แนวง่าา แม้ว่ามันจะดี ถ้าเปลี่ยนนังหนูเป็นเด็กหนุ่มสิ คว้าหมับเลย

#4 By gallantfoal on 2008-07-08 12:39

อ่านแล้วเหมือนกัน ^^ เห็นภาษาไทยแต่ไม่ได้ซื้อเลยไม่รู้ว่าแปลแล้วเป็นไงค่ะ

แอบเห็นด้วยว่าบางส่วนมันก็จงใจแบบรู้จังหวะจริงๆ แต่หนังสือมันก็ดีอะ...

น่าแปลกเหมือนกันค่ะ ปกติอ่านหนังสือแบบนี้จะไม่ใช้เวลาอ่านนานเท่าไรนัก แต่ตอนอ่าน the book thief นี่ใช้เวลานานมาก สงสัยจะอยู่ในโหมดแปลกๆ

ชอบไอ้หนังสือขุดหลุมศพนั่นมาก ^^ ท่าทางอ่านจบจะประกอบสัมมาอาชีพได้เลย

#5 By liamm on 2008-07-08 13:09

โอ๊ะ ฟังดูเจ๋ง

#6 By P.S. on 2008-07-08 15:12

น่าอ่าน~~

ลองไปหามาอ่านมั่งดีกว่า

#7 By @ P.M. on 2008-07-08 19:51

คนนี้เคยมาที่โรงเรียนค่ะ มาบ่นว่าทางเมกาเปลี่ยนชื่อหนังสือ ฮา จริงๆก็คือ ที่โรงเรียน เด็กlocalเรียนหนังสือเค้าอะค่ะ ดิฉันลืมหน้าเค้าตอนกินน้ำไม่ลง เพราะดิฉันถามเค้าแล้วเค้าสำลักอะค่ะ ก้ากกกกกกกกกกกกก (ถามเรื่องตังค์ ก้าก)

#8 By songsage on 2008-07-08 20:02

ต้องไปสอย ๆ ตกลงมีกี่เล่มที่คุณน้อง รีวิวแล้วคุณพี่จะไปสอยมาดองแระเนี่ยะ เยอะมั่ก ๆ sad smile

#9 By ontm on 2008-07-09 22:22

ไปดูในร้านหนังสือมาอีกรอบ ตกลงเวอร์ชั่นไทยมีแปล"คนเขย่าคำ"ค่ะ แหะๆ มองพลาดไปเอง เพราะมันจัดภาพไม่เหมือนต้นฉบับ sad smile

#10 By *cinnamoroll on 2008-07-10 11:04

เล่มฉบับไทย ใช้ปาหัวคนแตกแน่นอนครับ รับรองได้
ผมสนใจตั้งแต่ฉบับ Eng เข้ามาขายที่คิโนะฯ ใหม่ๆ พอมีฉบับแปลก็รู้สึกดีครับ แต่เทียบราคาแล้ว ใกล้เคียงกับเล่ม Eng เลย ถ้าตอนงานสัปดาห์หนังสือเจอเล่ม Eng นี่จะซื้อไปแล้วนะเนี่ย)

"The Word Shaker" มีในเล่มแปลด้วยนะครับ
คนแปลเขาใช้ชื่อว่า "คนเขย่าคำ"
...sad smile open-mounthed smile
น่าอ่านๆ big smile

#12 By มุก on 2008-07-20 18:25

น่าอ่านอ่ะ แต่ตังค์หมด กำกำ รอไปก่อง เห้ออออออออ!!!

#13 By ~..NatZHitO..~ on 2008-11-09 20:13

อะแหะๆ sad smile พึ่งได้อ่านแล้วมาเซิร์จ exteen ดูเจอแค่ blog นี้เองฮะ

เป็นเรื่องี่ขึ้นอันดับ 1 ในใจผมไปเรียบร้อยแล้ว...

#14 By tenderling on 2008-12-07 17:02