2008/Mar/30

เป็นหนึ่งในโครงการ Book Challenge 12 เล่ม 12 เดือนจ๊ะ (ตอนแรกว่าจะรีวิวทีละไตรมาส แต่ดันเผลอรีวิวเล่มนี้ยาวไปหน่อย - -" ค่อยๆทยอยอัพไปละกัน)

Interred With Their Bones (หรือ The Shakespeare Secret ในบางพื้นที่) : Jennifer Lee Carrell

: เป็น Da Vinci Code ภาครหัสลับสมบัติเชคสเปียร์

: นิยายแบ่งออกเป็นสามช่วงเวลา เล่ากลับไปกลับมา หนึ่งคือเหตุการณ์ ณ บัดนาว สองคือเหตุการณ์ยุคจาโคเบียน (ยุคของคิงเจมส์ ศต.ที่ 17 สมัยที่เชคสเปียร์ยังอยู่) และสามคือเหตุการณ์ในยุคต้นศต.ที่ 20 โดยในทั้งสามยุคก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวดองคล้องแขนกันนัวเนียให้มึนไปเร้ยยย

: เรื่องราวเริ่มต้นจากไฟไหม้โรงละคร The Globe ในสมัยอดีต พลิกหน้าต่อมา เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ปัจจุบัน The Globe ถูกสร้างใหม่เลียนแบบของเดิม และกำลังจะเปิดแสดงเรื่อง Hamlet แต่แล้วเหตุการณ์ซ้ำซากก็บังเกิด โรงละครไฟไหม้อีกแล้ว ณ วันของเดือนเดียวกันในอดีตเป๊ะเด๊ะ แต่คราวนี้มีคนตาย เป็นเพื่อนนางเอก (ผู้ซึ่งก่อนตายได้มาหานางเอกและฝากฝังปริศนาลับให้นางเอกไปตามล้างตามเช็ดกันต่อไป) ตายปริศนาแบบตัวละครหนึ่งใน Hamlet ด้วยยย การวิ่งไล่จับข้ามโลกหลายทวีปจึงเริ่มต้นขึ้น

: เอาเข้าจริง จขบ.ว่าไอเดียนิยายไล่ล่าสมบัติหอกสุดขอบฟ้าเนี่ย เวิร์คนะเออ เพราะตัวตนของ "วิลเลียม เชคสเปียร์" ก็เป็นเรื่องลึกลับ มี hoax อำสนั่น มีบทละครที่หายไป แถมยังมีฉากฆาตกรรมมากมายหลายวิธีให้เลือกสรร (กระทั่งคณะพันธมิตรแห่งเชคสเปียร์ก็มีอีก) ครบสูตรสำเร็จขั้นสุดยอด เรียกว่าวัตถุดิบพร้อม ถ้าเขียนนิยายออกมาดีๆ...ก็คงดีน่ะสิ

: แต่ในกรณีที่ผู้อ่านไม่อินกับ Shakespeare เลยและตั้งใจจะหานิยายระทึกมันส์ๆอ่านฆ่าเวลา นิยายเล่มนี้อาจจะทำให้ท่านเซ็งโฮกจนอยากเหวี่ยงทิ้งเชียวค่ะ (เพราะส่วนวิ่งหนีฆาตกรอ้อมเหมืองสามพันไมล์นั้นมัน...มันน่าเบื่อมว้ากกก)

: แดน บราวน์แห่ง Da Vinci Code และ Angels and Demons อาจจะฉลาดในการหยิบทุกอย่างมาเขย่าๆรวมกัน โยนโน่นใส่นั่นลงไปให้หนุกหนาน แต่เค้าจับข้อมูลในระดับพื้นผิว (โดยผสมจินตนาเกินเข้าไปเนียนๆ) เน้นติดสปีดให้นิยายมากกว่า ส่วนเจนนิเฟอร์ ลี คาร์เรลแห่ง Interred With Their Bones นี้เป็น Shakespeare geek ระดับด๊อกเตอร์จากฮาร์วาร์ดเชียวนั่น (โปรดตรองดูเองว่ามันจะขนาดไหน...)

: จขบ.อยากจะยืนยันว่าข้อมูลคนเขียนปึ้กมาก (อ่านแล้วรู้สึกได้ว่าไม่รักกันจริงเขียนไม่ได้นะนี่) แต่พยายามเขียนให้คนธรรมดาที่ไม่มีแบ็คกราวน์ใดๆได้อ่านรู้เรื่องด้วย อาจจะเพราะการตลาดค้ำคอ ต้องอ้างอิงสไตล์ของ Da Vinci Code ด้วยมั้งคะ (กับดักทางจิตใจชัดๆ) เลยไม่ได้ลงเล่นในระดับลึกๆหน่อย (มันก็มีบ้าง บางจุดจขบ.อ่านแล้วก็ฮือฮาๆตามประสา geek ตัวน้อยนิดผู้ไม่ประสีประสา ฮา แต่บางจุดมันธรรมดาเกินไปจริงๆนะ แล้วก็อธิบายอยู่นั่นแหละ คนอ่านโลภและใจร้อนค่ะ ไหนๆนักวิชาการมาเขียนนิยายทั้งที ก็อยากได้อะไรที่มันเจ๋งเปรี้ยงๆกว่านี้อ่า)

สิ่งที่คนเขียนทำก็เป็นการเอาสิ่งที่มีถกเถียงวนเวียนอยู่ในแวดวงคนรักเชคสเปียร์มานานละมารวบรวมให้เป็นนิยาย เพิ่มแอ็คชั่นวิ่งไล่จับฆ่ากันตายเข้าไปให้ระทึก...เพียงแต่ไอ้ส่วนระทึกนี่แหละที่ห่วย ซะงั้น ไม่น่าเลย

: แต่ถ้าชอบเชคสเปียร์อยู่แล้ว (โดยไม่ได้เป็น geek ระดับสูง...เพราะถ้าท่านเป็น Shakespeare geek ล่ะก็ ท่านจะเบื่อมันเกินกว่าจะอ่านได้จบ - -") จขบ.ว่าก็น่าสนใจดีนะคะ ข้ามส่วน thriller ปัจจุบันไปเลยก็ได้ กร๊าก มันโคตรเซ็งจิตเลยค่ะประชาชน Interred With Their Bones เหมือนหนังสือรวม theory อย่างย่อๆพอเป็นไอเดียเกี่ยวกับเชคสเปียร์ อ่านไปก็ไม่ถึงกับเสียดายเวลา

*

Friends, Romans, countrymen, lend me your ears;
I come to bury Caesar, not to praise him.
The evil that men do lives after them;
The good is oft interred with their bones;
So let it be with Caesar. The noble Brutus
Hath told you Caesar was ambitious:
If it were so, it is a grievous fault;
And grievously hath Caesar answer'd it.
Here, under leave of Brutus and the rest, -
For Brutus is an honourable man;
So are they all, all honourable men, -
Come I to speak in Caesar's funeral.
He was my friend, faithful and just to me:
But Brutus says he was ambitious;
And Brutus is an honourable man.

มากล่าวถึงชื่อเรื่อง Interred With Their Bones มาจากบทพูดป๊อปๆอันที่สามสิบเจ็ดล้าน จากเรื่อง Julius Ceasar เขาบอกว่าความชั่วมันอยู่ทนตามคน แต่ความดีกลับไม่ยืนยาว พอตายแล้วก็โดนฝังลงหลุมไปด้วย

เป็น quote ที่ฟังดูเท่แบบลักลั่นย้อนแย้ง กล่าวคือในฉากนี้ หลังจากที่บรูตัสทรยศและฆ่าซีซาร์ที่เป็นเพื่อนรัก มาร์ก แอนโธนีก็รับอาสาพูดหน้าศพต่อหน้าประชาชนชาวโรมัน เขาเกริ่นเสียดิบดีว่าไม่ได้จะมาสรรเสริญซีซาร์หรอกนะ บรูตัสบอกว่าจำเป็นต้องฆ่าซีซาร์เพราะซีซาร์ทะเยอทะยาน (Not I loved Ceasar less, but I loved Rome more. คำอธิบายสุดตรีนแบบนักการเมือง) แม้ว่าการหักหลังฆ่าเพื่อนของบรูตัสก็ไม่ได้เลวน้อยไปกว่าความทะเยอทะยานของซีซาร์ แต่บรูตัสก็เป็นคนดีมีคุณธรรม (มาร์ก แอนโธนีแดกดันมาก) ในความเห็นของมาร์ก แอนโธนี จูเลียส ซีซาร์เป็นเพื่อนที่ดีและรักความยุติธรรม ไม่ควรต้องมาตายฉ่อยๆแบบนี้เลย แต่บรูตัสบอกว่าเขาทะเยอทะยาน (สมควรโดนลอบกัด) แล้วบรูตัสก็เป็นคนดีมีคุณธรรม (ที่ลอบกัดเพื่อน)

เพราะบรูตัสกุมอำนาจแล้ว จะลุกขึ้นมาด่าตรงๆก็ไม่ได้ จะเข้าข้างซีซาร์มากไปก็ไม่เหมาะ มาร์ก แอนโธนีก็เลยต้องลักลั่นย้อนแย้งแบบนี้แล

*

SPOILER

ตัวโตๆ เดาว่าหลายคนคงขี้เกียจอ่านนิยาย แต่อยากรู้ว่ามันจะพูดถึงอะไร จขบ.จัดให้ (อยู่ในโหมดพร่ำเพรื่อ)

ท่านจะได้พบกับ :

1. บทละครที่หายไป

เชคสเปียร์มี lost plays อยู่อย่างเป็นทางการทั้งหมดสองเรื่อง โดยมีหลักฐานว่าคณะละคร King's Men เคยจัดแสดงมาแล้ว มีชื่อเรื่องแต่สคริปต์หายไปหมด หนึ่งคือ Love's Labour's Wonne (หรือ Love's Labour's Won ตามการสะกดแบบสมัยนี้) ที่ว่าน่าจะเป็นภาคต่อของ Love's Labour's Lost (หรืออาจจะเป็นแค่ไตเติ้ลสำรองที่เคยคิดไว้แต่เปลี่ยนใจในตอนท้าย)

บทละครที่หายไปอีกเรื่อง ที่เป็นขุมทรัพย์มหาสนุกของโลกแห่งเชคสเปียร์ (ก็เว่อร์กันเข้าไป) มีชื่อว่า Cardenio หรือ The History of Cardenio ซึ่งเป็นเรื่องของตัวละครย่อยจากเรื่อง Don Quixote อีกที (เป็นฟิกซ้อนฟิก ฮา) คาร์เดนิโอเป็นเรื่องท้ายๆของเชคสเปียร์แล้ว แต่ยังไม่มีใครสรุปได้ว่าเชคสเปียร์เขียนเองหรือจับมือกับทายาทอสูรแบบร่วมกันเขียน หรือที่ฮากว่านั้นคือแกอาจจะไม่ได้แตะเลยสักกะตัว แค่โดนการตลาดเอาชื่อไปใช้

2. เชคสเปียร์คือใคร

บางคนจะพอเคยได้อ่านหรือได้ยินทฤษฎีสมคบคิดชิ้นหนึ่งที่ฮิตมากๆในวงการ (อะไร - -") นั่นคือ นายวิลเลียม เชคสเปียร์ที่เป็นคนบ้านๆ แต่งงานกับเมียที่แก่กว่า ไปหาแสงสีในเมืองกรุง จนมารุ่งเป็นนักเขียนภาษาเทพคนนั้นน่ะ แท้จริงแล้วไม่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ (หรือมี แต่โดนสวมรอย) เพราะผลงานทั้งหมดของเชคสเปียร์มันไฮโซเกินกว่าที่คนธรรมดาบ้านน๊อกบ้านนอกอย่างนั้นก็กลั่นออกมาได้ เชคสเปียร์จึงน่าจะเป็นเพียงนามแฝงของใครสักคนที่ดูดีมีการชาติตระกูล (อย่างน้อยต้องเคยอยู่เมืองนอก รู้ภูมิศาสตร์ยุโรป เพราะบทละครหลายเรื่องจัดฉากตามนั้น และเชคสเปียร์ก็ไม่ได้มีเพื่อนชื่อกูเกิ้ล) แต่ต้องการปกปิดสถานะของตัวเองซะมากกว่า

กลุ่มคนที่ยึดมั่นว่าบ้านนอกก็เทพได้(ว้อย) เราเรียกว่า Stratfordians ตามถิ่นเกิดของเชคสเปียร์ (Stratford-upon-Avon) อย่างไรก็ตาม มีคนดังๆในโลกนี้มากมายที่เห็นตรงข้าม หรือที่เรียกกันว่าเหล่า anti-stratfordians (มีตั้งแต่ซิกมุนด์ ฟรอยด์, มาร์ก ทเวน, ชาร์ลส์ ดิกเค่นส์, นีชเช่ ฯลฯ แต่ละนามล้วนฉลาดล้ำทั้งนั้น จะว่าไป...เราควรเห็นด้วยกะคนฉลาดนะ กร๊ากกก) ผู้ท้าชิงเจ้าของนามแฝงเชคสเปียร์ก็มีมากหลาย เช่น

เซอร์ฟรานซิส เบคอน -

นักเขียน นักการเมือง นักปรัชญาที่โด่งดังอยู่ในหนังสือวิทย์ม.ต้น เพราะเป็นผู้คิดค้นระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ o.O (ที่ต้องแบ่งเป็นขั้นๆ ตั้งสมมติฐาน อะไรนั่นแหละ) คนนี้เป็นผู้ท้าชิงติดอันดับต้นๆมานาน แม้ว่าจะไม่ลงตัว อันเนื่องจากสไตล์งานเขียนที่ไม่เหมือนกันเลย (แต่ว่ากันว่าเบค่อนหนุนหลังสมาคมลับอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นมีชื่อว่ากลุ่ม Speare-shakers ด้วยล่ะ ฮ่า)

คริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ -

นักเขียนรุ่นพี่ของเชคสเปียร์ ดังมาก่อนและดับไปก่อน บทละครเรื่องหนึ่งของเขาที่โด่งดังอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นคือ Faustus ที่อิงมาจาก Faust ของเยอรมัน เกี่ยวกับผู้ชายที่ขายวิญญานให้ปีศาจ เรื่องของมาร์โลว์จะออกแนวโม้ซะมาก มีข่าวลือเช่นว่าเขาเป็นสปายของพระราชินี และไม่ได้ตายจริงตอนที่ถูกแทงตายในโรงเตี๊ยม แต่แกล้งตายเพื่อแฝงตัวไปสืบราชการลับให้ควีนที่สเปน แล้วก็กลับมาเขียนละครในนามของเชคสเปียร์ - -" (ลือกันไปได้ไกลมว้ากกก)

เอิร์ลแห่งอ๊อกซฟอร์ด -

หรือเอ็ดเวิร์ด เดอ เวียร์ คนนี้เพิ่งจะฮือฮาได้ไม่นาน (กล่าวคือไม่ถึงร้อยปี) นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะโปรไฟล์ดูดีแต่อายุไม่ผ่าน (ตายก่อนจะได้เขียนละครยุคหลังๆอย่าง Macbeth ซะอีก) แต่ชาว Oxfordian ก็เชื่อกันอย่างจริงจังและหาหลักฐานมาโต้กลับได้เรื่อยๆ เอ็ดเวิร์ด เดอ เวียร์คนนี้เคยอยู่อิตาลีมาก่อน ล้วนแต่เป็นเมืองที่เชคสเปียร์ใช้เป็นฉากในละครทั้งสิ้น ที่น่าสนใจคือละครหลายๆเรื่องก็ดันไปคล้ายกับชีวิตเค้าอย่างละนิดละหน่อยด้วย

ควีนเอลิซาเบธ -

...อันนี้ขำละ เขาว่ากันว่ารูปเหมือนจะคล้ายๆกัน ฮา

ความลึกลับน่าสงสัยของเชคสเปียร์ยังมีต่อ เช่น ไม่มีจดหมายเขียนโต้ตอบทั่วๆไปกับใครภายใต้ชื่อวิลเลียม เชคสเปียร์อยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว (ความสามารถทางภาษาระดับนี้ โทรศัพท์ก็ไม่มี ธุรกิจก็รัดตัวซะ เพ่ไม่คิดจะส่งพิราบม้าเร็วไปหาใครมั่งเรอะ?) ในพินัยกรรมก็ไม่ได้พูดถึงงานเขียนที่ยังไม่เสร็จหรืองานเก่าๆที่ยังไม่ได้ผ่านสิทธิ์ให้ทางคณะละคร (สมัยนั้นบทละครถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคณะ คนเขียนได้เงินส่วนแบ่งแต่ไม่เกี่ยวเรื่องตีพิมพ์รวมเล่ม ในกรณีของเชคสเปียร์ก็ล่ำซำขนาดถือหุ้นโรงละคร The Globe เลยแหละ) ไม่มีระบุว่ามีหนังสือที่เป็นเจ้าของและต้องการยกให้ใครบ้าง (ยุคนั้นหนังสือมันแพงอยู่นะ และคนเขียนหนังสือได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้จะไม่พูดถึงผลงานตัวเองเลยรึก็จะกระไรอยู่ ขนาดเลโอนาร์โด ดา วินชียังระบุในพินัยกรรมให้เรียบร้อยเลยว่าจะยกไดอารีหรือกระดาษทดเลขอะไรให้ใคร)

3. The Sonnets

จขบ.ว่าความพยายามของคนเขียนที่เอาตัวละครทั้งสามใน Sonnets ของเชคสเปียร์มาโยงด้วยทำให้การปะติดปะต่อเรื่องราวมันเละเทะยังไงชอบกลอยู่ The Dark Lady กับ The Fair Youth เป็นตัวละครลึกลับในกลอน (ควรเรียก sonnets ว่าไร เพลงยาว?) ชีมืดเป็นตัวแทนของตัณหา ส่วนหนุ่มน้อยโฉมงามเป็นตัวแทนของ platonic love รักในอุดมคติที่ไม่ได้ครอบครอง เมื่อรวมตัวละครทั้งสองเข้ากับผู้แต่งแล้วก็กลายเป็นรักสามเส้าเราสับสน (ใน sonnets มีตัวละครอีกหนึ่งคือ The Rival Poet เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด แต่นิยายไม่ได้หยิบมาใช้)

เป็นไปได้ว่าเชคสเปียร์จะเป็นพวกเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ความที่ไม่มีหลักฐานว่ามีหนังสือสักเล่มในครอบครองเลย ทำให้น่าสงสัยอีกนั่นแหละว่าแล้วที่ผ่านมาเพ่ใช้อะไรเรียน เพ่อ่านหนังสือมั่งมั้ย - -" นอกจากนี้ คนว่างงานทั้งหลายเคยคำนวณดูว่าการจะเป็นนักเขียนระดับท่านเขย่าหอกจะต้องรู้คำศัพท์ต่างๆมากเป็นหมื่นๆคำเชียวนะ

แต่แต๊แต่ ถ้าเป็นอัจฉริยะจริงก็อาจทำได้ ชาว stratfordian ให้เหตุผลว่าอันที่จริง นักเขียนในยุคสมัยนั้นก็ไม่ได้เห็นพ้องว่าเชคสเปียร์เก่งโคตรๆหรือภาษาไฮโซสุดยอด (อีกนัยหนึ่งเค้าว่าเป็นเกรียนเทพ...) พรสวรรค์ส่วนตัวและความโชคดีเป็นพิเศษก็อาจทำให้ฮอตขึ้นมาได้ ข้อสังกตอีกอย่างคือเชคสเปียร์โชคดีจัด ได้คนรวยอุปการะไวมาก (ถ้าเทียบกับนักเขียนโลว์คลาสรุ่นเดียวกันที่กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาได้ต้องใช้เวลานานโข) ราวกับมีการสมสู่ เอ๊ย สมรู้ร่วมคิดบางอย่างเกิดขึ้น

(รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวตนของเชคสเปียร์ที่เค้าไล่ล่าถกเถียงกัน ลองกูกลิ้งคำว่า Shakespeare authorship ก็ได้จ๊ะ มีเป็นล้าน)

*

ร้อนนน นี่หรือคืออากาศ

ยังไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือเลย

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
นอกจากจะจัดการหนังสือจบไปแล้ว ยังรีวิวแล้วด้วย
ตรงข้ามกับทางนี้เลย...ยังไม่ได้อ่านแต่ซื้อเพิ่มมาอีกแล้ว งานนี้คงได้มีการหยิกเอาเล่มสำรองขึ้นมาสับแน่ๆsad smile

เพิ่งรู้ว่าตาเชคสเปียร์มีความลึกลับน่าสนใจแบบนี้นี่เอง พี่แกถึงได้อมตะ

ปล.บอกว่าจะหาร้านรองเท้าให้แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าคุณ vendetta หาได้แล้วหรือยัง ถ้าหาได้แล้วขอเปลี่ยนมาช่วยอย่างอื่นแทนแล้วกัน
#1  by  W-mira-S At 2008-03-30 22:57, 
ไม่เคยสนใจอะไรในชีวิตท่านเขย่าหอกเลยครับ
เห็นเขาร่ำลือกันว่าภาษาเทพเกินตัว ซ้ำไม่แต่งใส่ไฟหรือแฟนตาสี่ซักเรื่อง(แหงหละ) ว่าแล้วก็เลยไม่สนsad smile
#2  by  house At 2008-03-31 09:37, 
(รีบเลื่อนลงมาไม่อ่านสปอย)รีวิวดูน่าอ่านมากเลยค่ะ ขอบคุณที่แนะนำนะคะ เดี๋ยวไปตามหาก่อน ออกมานานหรือยังเนี่ย
#3  by  chihaya At 2008-03-31 11:55, 
อ่านต้นๆ แล้วยังตัดสินใจมะถูกแฮะว่าจะอ่านดีเปล่า เลยข้ามๆ ตรงสปอยล์ไปก่อนละกันนุ
#4  by  LMJ (58.9.15.217) At 2008-03-31 18:52, 
อ่านแล้วท่าทางมันน่าสนใจตรงชื่อบล๊อกเนี่ยแหละกร๊ากกก อืมมม ไม่ค่อยรู้เรื่องลุงเขย่าหอกเท่าไร ถ้าอ่านจะเข้าใจไหมนี่?
#5  by  reafre (58.9.147.65) At 2008-04-03 16:47, 
เพิ่งนึกได้ เลยแวะมาบอกคุณ house ข้างบนนิดนึง ท่านเขย่าหอกก็เคยเขียนแฟนตาสี่นุคะ A Midsummer Night's Dream ไง หนุกดีนะ
#6  by  LMJ (58.9.20.46) At 2008-04-09 13:51, 

<< Home