เนื่องจากข่าวออกมาว่า ATONEMENT ฉบับหนังได้รับรางวัล Golden Globe สาขาภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยมไปแล้ว (ปีนี้ไม่มีประกาศรางวัลทางทีวีนะจ๊ะ เพราะนักเขียนยังตบตีกันไม่เลิกเลย) จขบ.เลยถือโอกาสบ้าพลัง ขอพูดถึงหนังสือเรื่องนี้หน่อยก็ละกัน
เอ็นทรีนี้พยายามจะไม่ติดสะปอยล์ (แต่ยาวหน่อยนะ ใครอ่านไหวก็อ่านจ๊ะ กร๊ากกก) คาดว่ายังไงหนังเรื่องนี้ก็เข้าโรงฉายแน่ๆ ถ้าสนใจก็ไปดูกันๆ
*
Does our education prepare us for such atrocities?
คำว่า ATONEMENT แปลว่าการไถ่โทษ แก้ไขในสิ่งที่พลาดพลั้งไปแล้ว (แต่ชื่อไทยน่าจะประมาณ "ขอโทษนะ แต่นู๋มันโง่ววว...")
ATONEMENT แบ่งออกเป็นสามส่วน องก์แรกสุดเกิดขึ้นในปี 1935 (สี่ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) ที่บ้านของตระกูลทัลลิส ครอบครัวนี้เป็นชนชั้นกลางแต่รวยมากๆ มีลูกสามคน คนโตคือเจ๊ซี เซซิเลีย พี่สาวที่เรียนเคมบริดจ์มา แต่ตามประสาผู้หญิงสมัยนั้นก็ไม่ค่อยมีอะไรทำ คนกลางคือเลออน เป็นพี่ชายที่ไม่ค่อยได้เรื่อง ส่วนลูกสาวคนสุดท้องชื่อไบรโอนี่ อายุสิบสาม กำลังหมกมุ่นแต่งบทละครเวทีเพื่อเตรียมการแสดงต้อนรับพี่ชายกลับบ้าน
พระเอกของเรื่องคือ Robbie Turner เป็นลูกคนใช้อายุพอๆกับนางเอกก็เลยโตมาด้วยกัน พ่อนางเอกส่งเสียให้เรียนจนจบเคมบริดจ์เหมือนนางเอกเลย ร็อบบี้ก็ตั้งใจว่าจะเป็นหมอ เข้าข่ายดอกฟ้ากับหมาวัดระดับมาตรฐานมากๆ (...แล้วเคียร่าเป็นอะไรกับพระเอกแซ่นี้นะ ทั้ง Will ทั้ง Robbie ยาจกเหมือนกันอีกต่างหาก เอิ๊ก)
ใครๆ (คนอ่าน) ก็รู้ตั้งแต่เห็นหน้าปกแล้วแหละว่าเขาและเธอรักกัน แต่คนในเรื่องไม่รู้หรอก และหายนะทั้งหมดที่กำลังจะตามมาก็เกิดจากความแก่แดด (แต่เจตนาดีนะ) ของเด็กคนเดียว ประมาณว่าถ้าไบรโอนี่ไม่ใช่สาวน้อยใสซื่อ คงโดนยำตีนไปแล้วแน่ๆ ตอแหลซะขนาดนี้ - -"
ถึงแม้ว่าไบรโอนี่จะไม่ใช่คนทำผิดซะทีเดียว แต่ก็เป็นตัวการหลักที่ทำให้เขาและเธอพรากจากกัน องก์ที่สองของเรื่องจึงเกิดขึ้นเพราะโศกนาฏกรรมบังใจ หลายปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ชีวิตของร็อบบี้และเจ๊ซีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากว่าที่ด๊อกเตอร์ ร็อบบี้ก็ต้องไปเป็นพลทหารกระจอกๆ ถูกส่งไปสงคราม ส่วนเจ๊ซีก็หันหลังให้ครอบครัว ผันตัวไปเป็นนางฟลอเรนซ์ ไนติงเกลซะเลย ทั้งสองหมั่นเพียรส่งจดหมาย รักกันมั่นคงสุดๆแต่เวลาและช่วงชีวิตที่สูญหายไปแล้วเพราะเหตุการณ์บัดซบในอดีตล่ะ ไม่มีใครรู้ว่าทำยังไงถึงจะแก้ไขมันได้
อย่างไรก็ตาม พอไบรโอนี่โตขึ้นก็เริ่มเข้าใจว่าทำอะไรลงไปแล้วมันผิดมากขนาดไหน และถึงแม้ว่ามันจะสายไปโขแล้ว แต่ไบรโอนี่ก็อยากไถ่โทษในสิ่งที่เสร่อทำลงไป ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
เกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนี้ ร็อบบี้กับเซซิเลียจะแฮปปี้เอ็นดิ้งกันหรือไม่ ไบรโอนี่จะทำอย่างไรเพื่อ 'atone' หรือก็คือชดใช้ความผิดที่ก่อไว้ โปรดติดตามกันเองจ๊ะ
*
But there would be time, for this tragedy was bound to bring them closer.
ในองก์แรกของหนังสือ คนเขียนเซตฉากและเหตุการณ์ทั้งหมดไว้จนแทบจะไม่ต่างกับละครเวที ตัวละครที่โผล่มาในแต่ละฉากก็กลายสภาพไปเป็นนักแสดง ในขณะที่ไบรโอนี่เองก็กำลังแต่งละครเวทีอยู่ด้วยชื่อเรื่อง The Trials of Arabella กลายเป็นการบอกนัยๆว่าเรื่องนี้เป็นนิยายซ้อนนิยายอยู่ในที ไบรโอนี่เป็นเด็กช่างจินตนาการ ฟุ้งซ่านเล็กๆ และบางครั้งจินตนาการนั้นก็มาจากการเอาความจริงไปต่อยอดเอาเอง ไม่ก็หาเหตุผลให้กับจินตนาการของตัวเองมากเกินไปจนเอาเหมารวมมันไปว่าเป็นความจริง
องก์แรกของเรื่องมีการใช้ลางบอกเหตุอย่างสม่ำเสมอเพื่อส่อเค้าเรื่องร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น (แบบเดียวกับละครเวที) อย่างตัวบ้านที่อึดอัด บรรยากาศไม่ชอบมาพากล อากาศที่ร้อนโคตรๆ แจกันโบราณของสำคัญของตระกูลที่เดี๋ยวก็จะมีคนทำให้มันบิ่น รวมไปถึงบทละคร The Trials of Arabella ของไบรโอนี่ก็ทำท่าว่าจะล่ม
ตัวละครสำคัญที่กุมความลับและล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ ATONEMENT ก็คือไบรโอนี่ ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะไม่ได้เล่าผ่านสายตาของไบรโอนี่ทั้งหมด แต่คนอ่านก็รู้จักตัวละครอื่นๆทั้งร็อบบี้และเจ๊ซี รวมทั้งบ้านของตระกูลทัลลิสผ่านสายตาของไบรโอนี่เป็นส่วนใหญ่ (และตัวบ้านเองก็กลายเป็นตัวละครตัวหนึ่งของเรื่องด้วยเช่นกัน) และหนังสือก็ทำให้คนอ่านรู้สึกว่ามีไบรโอนี่คนเดียวนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงเรื่องราวทุกอย่างได้ มีตั้งหลายครั้งหลายหนที่ "ถ้า" ไบรโอนี่เลือกเดินทางอื่นแทน เหตุการณ์อาจจะพลิกร้ายกลายเป็นดี (ไม่ก็เสมอตัว) ได้ แน่นอนว่าชีไม่เลือก เพราะไบรโอนี่เลือกก็ทำในสิ่งที่กลไกความคิดแบบเด็กฟุ้งซ่านคิด ว่านี่แหละดีที่สุดแล้วสำหรับทุกคน
แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของเด็กแค่คนเดียวหรอกนะ ความเลิ่นเล่อของร็อบบี้ ความเพ้อเจ้อของเซซิเลีย แล้วก็ความประสาทแดกของผู้ใหญ่ในเรื่องเองก็ทำให้เหตุลุกลามไปใหญ่โตอย่างไม่น่าให้อภัยด้วย
องก์แรกใช้เวลากว่าครึ่งเล่มของหนังสือกว่าจะมาถึงไคล์แมกซ์ ซึ่งคนเขียนละเลงฝีมือซะหมดจด บทบรรยายตั้งแต่ต้นเรื่องบิ้วท์อารมณ์คนอ่านมาอย่างยาวเหยียดก็จริง แต่ไม่ได้เสียเวลาเกินจำเป็น ทั้งที่มีลางบอกเหตุหลายแหล่ และเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในไม่ช้า แต่เมื่อมาถึงจุดพีค มันก็ไม่แป้ก เสียฟอร์ม หรือกลายเป็น anti-climax แต่อย่างใด
คงเพราะประเด็นของเรื่องที่แท้จริง (Atonement) ไม่ได้อยู่ที่ไคลแมกซ์เลย มันรอคนอ่านอยู่ที่บทส่งท้ายโน่นแน่ะ
*
In the nightmare of the dark, all dogs of Europe bark.
องก์ที่สองเปิดตัวในขณะที่ร็อบบี้กำลังหาทางรอดในสงคราม คนอ่านแทบไม่ได้เจอกับเซซิเลียเลย ยกเว้นผ่านความรู้สึกของร็อบบี้และจดหมายที่เจ๊ซีเขียนมาหา
คนเขียนบรรยายถึงสภาพทหารและผลพวงจากสงครามไว้เยอะเลย เยอะจนน่าเอะใจ เพราะจะว่าไปมันไม่ใช่ประเด็นของเนื้อเรื่องสักเท่าไหร่ แต่มองอีกมุมได้ว่า คำบอกเล่าของคนเขียนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องโดยตรงนี้เป็นการสะท้อนความในใจที่มีต่อสงคราม เป็นการบอกความในใจอย่างอ้อมๆ (เพราะถ้าเขียนนิยายสงครามตรงๆอาจจะไม่รุ่งและไม่ได้รับความสนใจก็ได้ ดังนั้น การสอดไส้ทำเนียนเป็นพล็อตรองไปน่าจะเวิร์คและเข้าถึงคนอ่านในระดับที่กว้างขวางกว่า)
ตอนที่จขบ.ชอบเป็นพิเศษคือตอนที่ร็อบบี้นอนคิดๆไปว่าถ้าเจอไบรโอนี่ที่ตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะพูดว่าให้อภัยแล้วได้รึเปล่า ไบรโอนี่ยังเด็กอยู่ตอนที่ทำผิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กอายุสิบสามทุกคนจะทำความผิดด้วยการทำลายชีวิตผู้ใหญ่สองคนด้วยความไม่รู้ มันเหมือนกับว่า คำว่า "ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด" น่ะ มันยอมรับกันได้ และใช้ได้จริงๆหรือไม่
องก์ที่สามย้ายไปโฟกัสที่ไบรโอนี่ หลายปีผ่านไปเธอก็ย้ายออกจากบ้าน ไปทำงานเป็นนางพยาบาลแบบเดียวกับพี่สาว เคยเขียนนิยายไปส่งสำนักพิมพ์แต่ก็ถูกตีกลับมาพร้อมจดหมายวิจารณ์ยาวหลายหน้า (จดหมายวิจารณ์นี้เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของเรื่องด้วย) พร้อมความรู้สึกผิดยังตามหลอกหลอนเนืองๆ
ในแง่หนึ่ง คนอ่านถูกทำให้เข้าใจว่าไบรโอนี่ต้องการไถ่โทษความผิดตัวเองด้วยการละทิ้งความฝัน (เรียนเคมบริดจ์แบบพี่และแต่งนิยาย) หันมาอุทิศตัวช่วยเหลือทหารบาดเจ็บในช่วงสงครามโลกแทน แต่เมื่ออ่านๆไป คำเฉลยจะค่อยๆปรากฎออกมาเองว่า ATONEMENT ในที่นี้มาในอีกรูปแบบหนึ่ง
*
How can a novelist achieve atonement when, with one's absolute power of deciding outcomes, one is also God?
บทสรุปส่งท้ายเหมือนย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น แต่บรรยากาศเปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป ตัวบ้านของตระกูลทัลลิสก็เปลี่ยนบุคลิกไปด้วยเช่นกัน แม้กระทั่งแจกันโบราณที่เคยบิ่นก็ยังแตกไปแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไปเกือบหมด เหตุการณ์ผ่านไปอีกหลายสิบปี มีการหักมุมเล็กน้อย แบบที่ตอบไม่ได้และบอกไม่ถูกว่าตกลงแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้จบแฮปปี้เอ็นดิ้งหรือเปล่า
แต่โดยส่วนตัว จขบ.ว่า Ian McEwan คนเขียนนำเสนอบทสรุปของเรื่องราวได้ดีมากๆนะ
คนเขียนใช้ภาษาสละสลวยแต่ไม่เว่อร์เกินงาม ผูกเรื่องขมวดปมเข้าหากันอย่างกลมกลืนและน่าอ่านชนิดหาตัวจับยาก (ถ้าเทียบกับป้าแอนนี่ พรูซ์ที่เขียน The Shipping News นั่นนะ...หนังสือน้าเอียนละเมียดละไม แถมยังอ่านง่ายกว่าเย้อเย้อ) เขาว่ากันว่า น้าเอียนเป็นหนึ่งในนักเขียนระดับเทพของวงการวรรณกรรมอังกฤษสมัยนี้ ซึ่งก็เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงจ๊ะ
ส่วนจะได้รางวัลออสการ์มั้ย อันนี้ก็ไม่รู้แฮะ เท่าที่ดูจากตัวอย่างหนังก็เห็นว่าเคารพต้นฉบับพอสมควร แต่ยังไม่ได้ดูทั้งเรื่องก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน (จขบ.ว่า casting เหมาะดีฮ่ะ เฉพาะหน้าตาเคียร่าก็เหมาะที่จะเป็นเซซิเลียแล้วแหละ ส่วนเจมส์ แมคอะวอยก็เหมาะกับบทร็อบบี้เหมือนกัน)
เอนี่เวย์ จขบ.ว่า ATONEMENT กับ The English Patient มันต่างกันโขอยู่นะ - -" ทีเก็งผลรางวัลออสการ์ส่วนใหญ่บอกว่ามันเหมือนกันคงเพราะมีพูดถึงนางพยาบาล ทหาร รักระหว่างสงครามโลกเหมือนกันมั้ง
คนไข้ชาวอังกฤษฉบับนิยายเองก็มีอะไรลึกซึ้งกว่าหนังค่ะ ไม่ได้มีแต่ประเด็นความรักเพียงอย่างเดียว (ขนาดหนังทำออกมายาวตั้ง 3 ชม.แล้วก็เหอะ)
สรุปว่า ถ้ามีเวลา อยากหาหนังสือดีๆอ่านสักเล่ม มีความอดทนในระดับหนึ่ง ชอบละเลียดเก็บรายละเอียด (เพราะเรื่องนี้มันเน้นรายละเอียดน่ะ ไม่ได้เน้นเดินเรื่องไวๆ) และรู้ตัวว่าภาษาอังกฤษพอจะไหว แนะนำ ATONEMENT ไปอ่านเล่นจ๊ะ ถ้าชอบเรื่องดราม่าๆสไตล์นี้นะ ถ้าไม่ชอบก็อย่าไปอ่านเชียว
อ้อ สำหรับผู้ที่อยากให้จขบ.เพ้อเจ้อเพิ่มขึ้นอีกหน่อย (เพื่อ?!) จขบ.ว่า ATONEMENT มีกลิ่น To the Lighthouse ของ Virginia Woolf นิดๆค่ะ พล็อตไม่คล้ายหรอกนะ คาแรกเตอร์ก็ไม่เหมือน แต่อารมณ์ที่ได้จากการอ่านมันใกล้เคียงกัน (จขบ.ก็ฟุ้งซ่านได้อีก) เหมือนงานคารวะอาจารย์ยังไงไม่รู้
*
ส่วนคนจูนเปียโน อ่านแล้วมาบอกด้วยละกันค่ะว่ามันสนุกมั้ย โดยส่วนตัวเรายังไม่อยากอ่านอ่ะ อ่าน synopsis แล้วมันคล้ายๆ Heart of Darkness หน่อยๆ ชอบ Heart of Darkness ค่ะ (แต่รอบเดียวก็เกินพอแระ) ไม่อยากอ่านอะไรที่มันคล้ายๆกันซ้ำอีกรอบ