เคยรีวิวหนังสือชุดนี้ไปหนนึงแล้ว จิ้มอ่านที่นี่จ๊ะ (เป็นเล่มแรกที่รีวิวลง exteen เลยแหละฮ่ะ)
*
Into this wild abyss and wary fiend,
1. ตั้งแต่เห็นโฆษณาหนัง เราก็แอบสงสัยแล้วล่ะว่า ทำไมถึงเอาแต่โฆษณา The Golden Compass ซะตะบี้ตะบัน แทบไม่เน้นถึงความเป็น "ไตรภาค" และความที่มันเป็นแค่ภาคแรกของเรื่องราวทั้งหมดเท่าไหร่เลย (ทำอย่างกะเป็นลางว่ามันจะไม่มีภาคต่อซะงั้นแหละ)
พอไปดูหนัง ยิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีก เพราะกระทั่งไตเติ้ลเปิดเรื่อง ก็ยังมีแค่คำว่า The Golden Compass ราวกับเค้าตั้งใจปั้นให้มันเป็นหนังสะแตนอะโลนม้วนเดียวจบ อย่างกับไม่อยากให้มันเกี่ยวข้องอะไรกับ His Dark Materials
จะดีเหรอ - -"
มันมีสาเหตุนะที่เรื่องนี้ใช้ชื่อว่า His Dark Materials ไม่ได้ชื่อ The Adventures of Lyra and Pantalaimon
2. The Golden Compass ไม่ใช่แฟนตาซีต่อต้านพระเจ้า The Fellowship of the Ring ยังไม่ใช่หนังแฟนตาซีสงครามสักกะหน่อย แล้ว The Golden Compass จะใช่แฟนตาซีต่อต้านพระเจ้าได้ไง
มันอาจจะ "ใช่" ในอนาคต ในภาคต่อไป แต่ตอนนี้...มันยังไม่ถึงเวลาหนิ (แต่เพ่ทีมงานฯเล่นโป๊เปลือยพล็อตให้คนดูซะก่อนตั้งแต่ภาคแรกอย่างงี้ แล้วภาคสองกับสามที่เนื้อหามันเปิดเผยโจ่งแจ้งกันสุดๆ เค้าจะจัดการยังไงล่ะนี่ - -")
The Golden Compass เกี่ยวข้องกับ "แก่น" ของเรื่องนี้น้อยที่สุดแล้ว มันเป็นภาคแรกซึ่งผู้เขียนตั้งใจให้เราเข้าไปในโลกของไลรา รู้จักกับไลราและคาแรกเตอร์ต่างๆให้ลึกซึ้งสักหน่อยมากกว่าจะเดินตรงเข้าหาประเด็นทันที(แบบดำๆมึนๆ)
ไม่รู้ทีมงานลืมไปรึเปล่าว่า His Dark Materials มีสามภาคนะ และภาคหนึ่งมันมีไว้สำหรับสร้าง fanbase ใครเค้าใช้ให้ยัดข้อมูลเยอะแยะจนแทบจะไม่มีเวลาได้รู้จักกับตัวละครจริงๆจังๆกัน (มีดาราดีๆอยู่ในมือแท้ๆ ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ช่างแซร้ดดด)
3. จขบ.ก็ยังยืนยันอยู่นะว่าจุดเด่นข้อหนึ่งของ Philip Pullman คนเขียนเรื่องนี้คือ Characterisation และหนังสือชุดนี้มีการสร้างตัวละครที่โดดเด่นมาก...จนน่าเสียดายที่ตั้งแต่ภาคแรกก็ถูกเอาไปทำแบนๆบนแผ่นฟิล์ม (เอาเวลาหนังไปขยายอะไรก็ไม่รู้)
*
Stood on the brink of hell and looked a while,
- จขบ.โวยวาย แต่ก็ว่าจะไปดูอีกรอบ เอาขำๆ กลัวมันเจ๊งแล้วพาลจะไม่ได้งบสร้างต่อ (ก็เล่นซะโดนเสียงวิจารณ์ถล่มน่าดู)
- สรุปว่าคนเขียนบทสอบตกมากมาย
- มันจะเร่งกีบรีบจ้ำตามควายไปไหน - -"
- เอาเงินค่าทำ CG ไปหาสัตว์จริงๆมาฝึกเข้าฉากอาจจะดีกว่า
- แต่มันก็สวยดีนะ
- คนออกแบบฉาก+ชุดดี (ขอเปลี่ยนแค่ทรงผมป้านิคเหอะ ทรงนี้ดูลำบากจัง)
- สเตลมาเรียอ้วนท้วนสมบูรณ์จัง T___T แม่เสือดาวหิมะของเดี๊ยน
- แพนน่ารัก หมีก็น่ารัก น้องไลราสอบผ่าน ป้านิคมีพุง พี่เครกมาเดินเล่น ปู่คริสโตเฟอร์ ลีมานั่งเฉยๆ (เพื่อให้รู้ว่าเป็นหนังแฟนตาซีและปู่เป็นผู้ร้าย ฮา)
- เอวา กรีนเหมาะเป็นเซราฟินามากๆค่ะ แต่คนเขียนบทช่างร้ายกาจ...เง้อ
- ทำไมต้องเปลี่ยนชื่อของ Iofur Raknison ให้กลายเป็นแร็กนาร์ด้วย (ทำไมคิดว่าคนดูโง่ววว...Iorek กับ Iofur มันคล้ายกันตรงไหนวะ?!)
- ไม่รู้มันเป็นเทรนด์นับแต่ LOTR มาหรืออย่างไร หนังแฟนตาซีเดี๋ยวนี้ถึงชอบมีอารัมภบท (เกือบๆจะเป็นกฎเหล็ก Once upon a time ไปแล้ว) บางเรื่องมันก็เวิร์คนะ เช่นในกรณีของ Stardust ที่คุมโทนแบบนิทานไปเลย
แต่ HDM มันไม่เห็นจำเป็นต้องใส่อารัมภบทอธิบายเยอะแยะเลยนี่นาว่าโลกนี้มันเป็นอย่างไร มีภูติแล้วยังไง ถ้าคนเล่าเรื่องเก่งพอ เดี๋ยวคนดูก็เก็ทเองแหละ (มาดูหนังแฟนตาซี เห็นคนมีสัตว์พูดได้เดินตามต้อยๆมันก็ไม่ทำให้งงขึ้นมาอีกเท่าไหร่หรอกม้างง) ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนโดนป้อนข้อมูลแบบจับยัดๆบังคับกลืนจังวุ้ย
- ไม่น่าตัดจบตรงนั้นเลย เสียดายยย...(ถ้าจบที่บทสุดท้ายเลยน่าจะน่าสนใจกว่านี้ อันนี้อ่อนไปหน่อย)
*
Pondering his voyage. . .
1. The Theme Thing
จขบ.มองว่าแก่นของ The Golden Compass จริงๆแล้วไม่ใช่การต่อต้าน The Authority นะ ก็อย่างที่โวยวายไปแหละว่ามันยังไม่ถึงเวลา ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่องถึงได้ดูเฟดๆ แว้บไปแว้บมา ไม่มีใครแข็งแรงพอที่จะคุมฉากได้เลย ทุกคนราวกับเป็นตัวประกอบไปหมด ออกมาพูดคนละประโยคสองประโยคเพื่อให้เรื่องราวดำเนินต่อไปได้แล้วจากไป
(จากที่เรื่องมันลงตัวของมันเองอยู่ดีๆ ก็ดันหยิบจับประเด็นโน่นนี่เข้ามายัดใส่จนอะไรๆมันไม่สัมพันธ์กันไปเสียแล้ว)
ก่อนจะไปถึงจุดนั้นได้ เราควรได้พบกับการเดินทางของไลราจากเด็กไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ก่อน...จะดีมั้ย? ซึ่ง The Golden Compass เป็น stage แรกของการเดินทางผจญภัย (และเมื่อถึงภาคสุดท้าย The Amber Spyglass ชีก็จะได้กลายเป็น The Transformer โดยสมบูรณ์...ไม่ใช่ละ) ภาคแรกมันมีเรื่องที่ต้องเล่าอยู่แล้ว มีเวลาและวิธีมากมายสำหรับสร้างมิติของคาแรกเตอร์ และรายละเอียดที่คนดูควรได้เก็บเอง ไม่ควรจะให้ทีมงานจับยัดๆบังคับกลืนแบบนี้เลย
(อนึ่ง ให้เซราฟินา เพคคาลาเหาะมาจ๊ะเอ๋ในมุมมืดเป็นระยะๆแบบนี้ โกรธมว้ากกก...)
2. The Daddy Issue
นี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่...เค้าเลือกที่จะตัดออก (เพราะไรไม่รู้)
His Dark Materials มีประเด็นความสัมพันธ์พ่อ-ลูกร้าวฉานอยู่หลายคู่ ซึ่งคิดได้สองกรณี กรณีที่หนึ่ง พูลแมนนำลักษณะ Archetype ของตัวเอกในแฟนตาซีทั่วไปมาใช้ (เป็นเด็กกำพร้า ไม่ก็ห่างพ่อเหินแม่ ปากกัดตีนถีบโตมาได้เอง อยากออกจากถิ่นที่ตนอยู่เพื่อกระทำภารกิจผจญภัยในโลกกว้าง ฯลฯ) ไลราก็เป็นดังเช่นตัวเอกในนิทานหรือนิยายแฟนตาซีโดยส่วนใหญ่คือ พ่อเป็นบุคคลคลุมเครือ ดูอยู่ห่างๆ ช่วยได้มั่งไม่ได้มั่ง บ้างก็มาเพื่อเป็นศัตรูหรือทำให้ลูกซวยโคตร (เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิทยา และถ้าจะเอาชนะตัวเองได้ ก็ต้อง Atonement with the Father ให้ได้ก่อน) ซึ่งประเด็นเรื่องพ่อนี้จะมีโผล่มาตลอดทั้งสามภาค
ในหนัง เพราะอยากใส่บทให้แดเนียล เครกมากๆหน่อยรึเปล่าหว่า ทำไมมันดูอบอุ่นแบบแอบๆ - -" (อัสเรียลน่าจะ stern กว่านี้อ่ะ)
ส่วนกรณีที่สอง...เพราะเรื่องนี้มี The Father อยู่น่ะสิ (ไม่เล่าล่ะนะ)
ที่บอกว่าเค้าตัดออกไปแหงๆเลยเพราะยอเฟอร์ รักนิสัน (หรือราชาแร็กนาร์ หมีขาวแพนเซอร์บียอร์นในหนัง) จริงๆแล้วเป็นลูกทรพี ฆ่าพ่อตัวเองเพื่อขึ้นปกครองเป็นราชาเสียเอง ละทิ้งรากเหง้าด้วยการแสวงหาสิ่งของที่ไม่ใช่ของเผ่าพันธุ์ตน อยากจะมีอารยธรรมอย่างมนุษย์ มองอีกนัยหนึ่งก็ละทิ้งความภาคภูมิใจในผ่าพันธุ์ตน รู้สึกว่าของเดิมที่เรามีมันด้อยกว่าเค้า เลยทำทุกวิถีทางเพื่อให้รู้สึกว่าทัดเทียม (ยอเฟอร์ไม่ใช่แค่อยากมีเดม่อน แต่รับเอาสิ่งของและวัฒนธรรมมาใช้ด้วย...)
3. ลืม - -"
ไว้คิดออกค่อยมาพิมพ์ต่อจ๊ะ
*