เอ็นทรีล่างเพิ่งพูดถึงหนังสือเรื่องนี้ไปแหม่บๆเน้อ (แบบไม่สะปอย จิ้มๆดูได้)
หนังมันหลั่นล้าดีนะคะ ผูกเรื่องง่ายๆ จบก็ง่าย พระเอกนางเอกหน้าตาดี นักแสดงสมทบก็ปล่อยมุขกันไป มีแอคชั่นผจญภัยพอตื่นตา แต่รวมๆแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ว้าวอ่ะ เรียกว่าดูแบบสนุกจริงๆ เดินออกจากโรงแล้วอาจจะลืมไปเลยก็ได้ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่นอีก
จะว่าเป็นความผิดเราเองก็ได้(ว่ะ)ที่เสือกเคยอ่านหนังสือมาแล้ว และดันชอบเอกลักษณ์ของคนเขียน รวมถึงวิธีการเล่าเรื่องและสไตล์ 'เทพนิยาย practical' แบบในหนังสือมาก ก็เลยดูหนังไป จิกทิ้งหัวตัวเองไปด้วย - -"
ต่อจากนี้ SPOILER แหลกเลยนะจ๊ะ ทั้งเนื้อหาจากในหนังสือและจากในหนังด้วย
*
In Which Everything Is Freakin'ly Easy
แง้...ทำไมต้องทำให้มันง่ายขึ้นด้วยฟระคะ
ทำไมต้องให้มันหลั่นล้ารักกันๆตลอดกัลปาวสานขนาดนั้นด้วยยย หนังมันขาดเสน่ห์ของความเป็น fairy tale ในรูปแบบเก่าๆที่ดำเนินเรื่องเป็นปริศนา แล้วค่อยๆคลี่คลายไปเป็นทอดๆ แบบที่ชอบมีเรื่องของ "จังหวะ" หรือ "ความบังเอิญ" เข้ามาเกี่ยวข้อง ประมาณว่า ถ้าไม่ทำอย่างงี้ เรื่องนี้ก็จะไม่เกิด หรือพระเอกอาจจะตายคามือแม่มดไปแล้วถ้าไม่เผอิญโชคดีกระทันหันเพราะคุณความดีที่เคยทำไว้ในอดีตส่งผลมาถึงตอนนี้พอดี รวมทั้งมีคติสอนใจเล็กๆในการกระทำต่างๆเหล่านั้น (เรื่องที่เราคิดว่าเล็กน้อย บางทีอาจส่งผลสำคัญกับเราหรือลูกหลานของเราก็ได้ในอนาคต) หนังเฉลยทุกอย่าง แบไต๋ในกำมือออกมากองตรงหน้าคนดูหมดเลยตั้งแต่ต้น
เขาทำให้ Stardust เข้าใจง่ายขึ้นเวลาเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ คงจะอารมณ์เดียวกับเวลาที่ดิสนีย์เอานิทานไปแปลงมั้งนะ (แม้ว่าจะไม่เรท G เน้นคนดูเป็นเด็กหน่อมแน้มขนาดนั้นก็เหอะ แต่มันก็จะเน้นวิจิตรร่าเริงเป็นหลัก ในแง่หนึ่งมันก็ดี แต่อีกแง่มันก็เหมือนอะไรบางอย่างมันหายไป...ราวกับว่าสุดท้ายแล้ว ผู้ใหญ่ก็ยังชอบที่จะถูกหลอกแบบเด็กๆอยู่ดี เอิ๊ก)
พอทำให้ทุกอย่างมันง่ายต่อการเข้าใจแล้ว รายละเอียดต่างๆมันก็เลยพลอยหายไปด้วย (หันไปให้พื้นที่และเวลากับดาราดังๆแทนดีกว่า ว่างั้น) เป็นต้นว่า จู่ๆพ่อพระเอกก็เลยนึกอยากหลอกยามเฝ้ากำแพงมันได้ง่ายๆอย่างงั้น ปิ๊งแม่พระเอกในแดนแฟรี่ แล้วนางแม่ก็เฉลยกับคนดูทันทีที่เจอหน้าว่าเดี๊ยนไม่ได้ทาสธรรมดาแต่เป็นเจ้าหญิงถูกจับมานะฮ้า (ดังนั้น เดี๋ยวปั๊มลูกปุ๊บ พระเอกก็เป็นเชื้อพระวงศ์ปั๊บ หาใช่คนธรรมดาอย่างที่มันเนิร์ดแตกอยู่อย่างนี้ไม่ - -" แหม...ขอคนดูสงสัยด้วยตัวเองสักพักนึงหน่อยก็ไม่ได้ เชอะ)
แล้วเค้าก็ทำให้เรื่องมันง่ายต่อไปอีกด้วยการให้พระเอกจุดเทียนแล้วพุ่งปรี๊ดไปคว้าดาวกันเลย เร็วดี (อันนี้เราก็เข้าใจนะว่าให้เดินเรื่องฉับไวน่ะดีแล้ว แต่มันไว...อิ๊บอ๋ายเลยอ่ะจิ) ไม่ต้องปฏิบัติภารกิจอื่นให้เสียเวลา รีบไปหาแคลร์ เดนส์เลยดีกว่า
(ในบท พระเอกต้องงมโข่งกลางป่าใหญ่จนบังเอิญเจอผู้มีพระคุณลึกลับ ที่บังเอิญว่าตัวพ่อพระเอกเคยช่วยเขาไว้ในอดีต มาถึงตอนนี้เขาก็เลยช่วยพระเอกเป็นการตอบแทน เห็นมั้ย? กรรมดีตามทันเป็นวงกลม)
ยูนิคอร์นในเรื่องก็โผล่มาง่ายๆ เกิดอยากเป็นฮีโร่ช่วยสาวขึ้นมาซะงั้น (แล้วพอหมดเวลาขึ้นจอแล้วก็ตายง่ายโคตร จขบ.เสียจัยยย) ในหนังสือ ยูนิคอร์นกำลังจะถูกสิงโตฆ่าเอา แม่นางอีเวรขอให้พระเอกช่วย ทริสทรันแกเลยก็ใช้ความเป็นเด็กมีการศึกษาช่วยยูนิคอร์นไว้ได้ ฮา (ผู้มีพระคุณลึกลับคนนั้นเค้าบอกว่าในดินแดนแฟรี่ พวก Nursery Rhymes แอบมีประโยชน์น่ะ)
แบบว่า...ตัวหนังเปลี่ยนจากดินแดนแห่งเทพนิยายทั้งหมด (Faerie) ให้กลายเป็นแค่ฮอกวอร์ตส์น่ะ (หรืออาณาจักรสตอร์มโฮลด์ในเรื่อง) ทั้งที่แฟรี่มันควรจะเป็นเหมือนอีกมิติหนึ่ง ที่ที่คนประหลาด สัตว์วิเศษ เวทย์มนตร์ จินตนาการสารพัดที่มีอยู่จริงไม่ได้ในโลกนี้อาศัยอยู่ โอเคอ่ะ เพื่อความสะดวกในการเล่าเรื่อง แต่บรรยากาศของสถานที่มันเลยดูธรรมดาๆไงไม่รู้วุ้ย - -" ได้อารมณ์เหมือนเดินอยู่แถวบ้านมากกว่าเข้าไปในโลกเวทย์มนตร์ เพราะนอกจากมียูนิคอร์นโผล่มาตัวนึงแป๊บๆ แม่มดฝูงนึง และผีพี่น้องที่ฮาสุดแระในเรื่อง มันก็เหมือนหนังเลิฟๆนอตติ้งฮิลล์จูงมือกันเดินพิกล
*
In Which Characters Are Impractically Defined
หนังทำให้ตัวละครต่างๆใน Stardust แบนแต๊ดแต๋ไปหมดเลย
ฉันว่าเสน่ห์อย่างนึงของนิยายเรื่องนี้คือความ practical ของตัวละครและการกระทำหลายๆอย่างในเรื่องนี่แหละ มันเลยเป็นนิทานของผู้ผ่านโลกมาหลายปี ไม่ได้มองอะไรเป็นดำกับขาว Stardust มันไม่หลอกตัวเองว่าทุกคนเป็นคนดีกันไปหมด แล้วคนเลวก็ไม่ได้เลวไปซะหมดด้วย มันก็มีเหตุมีผลของมัน
ดันสแตน พ่อพระเอกไม่ได้ครองตัวเป็นโสด (หลังจากเสียความบริสุทธิ์ให้แม่ของพระเอกไปแล้วในคืนนั้น ฮา) ตรงกันข้าม ดันสแตนก็ลงเอยแต่งงานกับผู้หญิงธรรมดาๆคนนึงในหมู่บ้าน ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักแม่พระเอก แต่มันเป็นความรักที่ต่างฝ่ายต่างพบว่ามันเหมือนไฟลุกขึ้นมาวูบนึงแล้วก็มอดลงมากกว่า อย่างไรก็ตาม คนอ่านได้เรียนรู้ต่อมาว่าเดซี่เป็นภรรยาและแม่เลี้ยงที่ดีมากคนหนึ่ง (อาจจะดีกว่าอูน่า ที่เป็นแม่แท้ๆของทริสทรันเองเสียอีก เพราะสถานการณ์ไม่อำนวยให้อูน่าเลี้ยงลูกได้ดี)
วิคตอเรีย ฟอร์เรสเตอร์ไม่ใช่แบบเน้! ชีไม่ใช่นังผมบลอนด์ในรร.ไฮสกูลนะ - -" ไม่รู้ว่าคนทำหนังเขาคิดว่าควรจะมียัยผมทองหัวกลวงสักคนไว้ในเรื่องหรืออย่างไร วิคตอเรียในต้นฉบับไม่ได้ทำ flirt กับทริสทรันเพราะหวังหลอกใช้หรืออยากแต่งงานกับคนที่รวยกว่า แต่ที่ไม่สนใจทริสทรันเลยก็เพราะตัวเองแอบรักคนอื่นอยู่เหมือนกัน และมองว่าพระเอกกำลังหลงมากกว่ารัก
มาถึงทริสทรันบ้าง พระเอกเองไม่ได้อยากเด่นดังหรืออยากเป็นกษัตริย์เลย (อารมณ์มันคงเหมือนโฟรโดน่ะ แบบ...จะให้ไปผจญภัยเรอะ? อ่ะ ได้ๆ แต่จบแล้วขอกลับไปนอนบ้านนะ อยากปลูกผักปลูกหญ้ากินมากกว่าออกว่าราชการ) ฉากสุดท้ายในหนังที่ทริสทรันขึ้นครองราชย์โดยมีอีเวรเป็นพระราชินีมันโคตรจะ "เหมารวม" เอามากๆ เพราะความสุขและทางเลือกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การได้เป็นใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องใฝ่ฝันซะหน่อย
ที่สำคัญ...มันยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลยยย
ในหนังสือ ทริสทรันให้เลดี้อูน่าเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ส่วนตัวเองและยีฟเว่นออกเที่ยวตะลอนทัวร์ (เป็นพวกชอบแบ๊คแพค ทำตัวโทรมๆ) ในแง่หนึ่ง เขาเห็นว่าแม่เป็นเจ้าหญิงตกยากมานาน ได้กลับไปเป็นใหญ่ดูแลบ้านเมืองก็ถือเป็น reward อย่างหนึ่ง อีกประการคือ ทริสทรันไม่สนิทกับแม่แท้ๆ และเจอกันไม่เท่าไหร่ก็พอรู้ว่ารสนิยมไม่เหมือนกัน ดังนั้น สู้ให้แม่ปกครองเองไปเลยโดยอ้างว่าตัวเองจะไปเที่ยวดีกว่าจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน
หนังทำให้อุปลักษณะของเจ้าชายเซปติมัสเป็นผู้ร้ายมากขึ้น ถึงขนาดว่านอกจากจะอยากครองบัลลังก์แล้วยังอยากเป็นอมตะอีก ออกแนวโหดทมิฬไปโน่นแน่ะ (นีล ไกแมนบรรยายว่าเขาเป็นคนที่มีดวงตาว่างเปล่า ส่วนไพรมัส พี่คนโตมีดวงตาช่างระแวดระวังภัย) ส่วนที่ว่าทำไมต้องฆ่าพี่น้อง เค้าว่ามันเป็นประเพณีของสตอร์มโฮลด์อยู่แล้ว เพราะพวกนี้อายุยืนยาวกว่าคนธรรมดา ถ้าอยากเป็นกษัตริย์เสียเองก็ต้องฆ่าพี่น้องที่เหลือให้หมด ไม่ผิดกฎหมายแต่ประการใด
สุดท้ายมาถึงตัวนางเอก ยีฟเว่นเค้าไม่แบ๊วๆสารภาพรักหรืออกหักหน้าเหม่ออะไรแบบนั้นน่ะ - -" แต่โอเค้ๆ มันเป็นหนังรักโรแมนติก อภินิหารรักดาวตกนี่นา
*
In Which There Are Some Other Things to be Criticised
หนังเพิ่มบทให้กัปตันเชคสเปียร์และเรือเหาะ ก็ดีๆ แต่มันเน้นฮาเป็นหลักจนเหมือนพระเอกนางเอกไม่ได้ผจญภัยอะไรมากมายเลยเนาะ เฮฮาไปวันๆแล้วไปยัดฉากต่อสู้ที่เยิ่นเย้อชะมัดกับสามแม่มดแทน
โดยส่วนตัวจขบ.รับฉากพระ-นางกอดรวมพลังฉายแสงฆ่าเจ๊มอร์เวนเน็กไม่ค่อยได้ (เห็นแม่มดเป็นเซลล์มะเร็งรึไงยะ - -') คงเพราะจขบ.ชอบแบบ anti-climax อย่างในหนังสือมากกว่า รู้สึกว่ามันกวนตีนแต่ได้อารมณ์นิท๊านนิทาน จริงใจดีอ่ะ
ในหนังสือ มอร์เวนเน็กมาตามฆ่าเพื่อเอาหัวใจของยีฟเว่น แต่เมื่อเจอตัวแม่นางดาวตก ยีฟเว่นก็ดันบอกว่า สายไปแล้วเจ๊ เอาหัวใจหนูไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะหัวใจหนูมีคนจองแล้ว (my heart is no longer mine เสียใจด้วยนะ อั๊ง) ว่าแล้วก็ส่งจูบให้มอร์เวนเน็ก อวยพรขอให้โชคดี หาข้อแก้ตัวกับน้องๆแม่มดอีกสองคนได้สำเร็จในการต้องกลับไปมือเปล่า
อ่านแล้วเออ...ดีว่ะ ชอบๆ ก็ถ้าไม่มีประโยชน์แล้วจะสู้กันไปทำไมล่ะ เสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ
อีกจุดนึงที่ไม่ชอบเลยคือการให้คนจากโลกภายนอกมาร่วมงานครองราชย์ของทริสทรันและยีฟเว่นที่สตอร์มโฮลด์ด้วย มันว้อทเดอะฟ้ากกกมากๆค่ะ ถ้าใครๆก็ข้ามฟากมาได้แล้วทำไมถึงต้องเฝ้าตั้งแต่แรกวะ?! แล้วโลกของ Faerie มันจะไปสลักสำคัญอะไรอีก
การให้มียามเฝ้ากำแพงแค่คนเดียวตลอด 24 ชม.ก็สิ้นคิดอีกเหมือนกัน มันขำๆดีก็จริง แต่มันไม่ practical เลย ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น "เรื่องที่แต่งขึ้น" ไปหมดเลยง่ะ เรามองว่าหมู่บ้านวอลล์ในอังกฤษจะเป็นตัวแทนของการมีอยู่จริง กำแพงแทนสัญลักษณ์ของเส้นคั่นระหว่างความจริงกับจิตนาการ และช่องว่างในกำแพงนั้นคือทางเชื่อมไปสู่โลกแห่งจินตนาการ ที่นานๆจะอนุญาตให้มีการเข้า-ออกที (ทุกๆ 9 ปีในวันแรงงานแห่งชาติถือเป็นวันหยุด ไม่มีการเฝ้าประตู และอนุญาตให้คนจากฟากนี้ไปช้อปปิ้งตลาดนัดของพวกแฟรี่ได้) และไม่ใช่ว่าทุกคนจะไปได้ไกล มันต้องเป็นคนที่มี 'ซัมติง' เท่านั้นจึงจะได้ออกผจญภัยน่ะ
จุดสุดท้ายที่ไม่ชอบคือการที่เทียนไขบาบิโลนสามารถพาดาวตกกลับไปอยู่บนฟ้าได้ตามเดิม เพราะในความจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เรามีแต่ดาวตก ไม่เคยมีดาวที่ลอยกลับขึ้นไปอยู่บนฟ้าได้ ดังนั้น ฉากจบของหนังจึงทำร้ายจิตใจจขบ.มั่กๆ มันกลายเป็น happily ever after ได้ไงอ่า...(อาร์เวนยังไม่ได้สิทธิ์นี้เลยนะยะ!)
จขบ.ชอบการเล่าเรื่องอย่างไม่เสแสร้งของน้านีลแกมากกว่า ว่าถึงแม้สุดท้ายความตายจะพรากใครคนใดคนหนึ่งไป แต่พวกเขาก็เคยอยู่กันอย่างมีความสุข ทั้งคู่ไม่มีลูก (ก็มันจะเป็นไปได้ไงเนาะ ได้ข่าวว่าฝ่ายหญิงเป็นดาวตก ส่วนฝ่ายชายเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-แฟรี่ หูแหลมข้างเดียว) ยีฟเว่นยังไม่ตายง่ายๆ ก็เลยขึ้นครองราชย์ต่อเป็นเลดี้แห่งสตอร์มโฮลด์ และทุกคืนก็จะขึ้นไปบนหอคอย มองดูพี่น้องที่ยังอยู่บนฟ้า จบ...มันเหมือนจบแบบที่ใครคนหนึ่งต้องซวยๆ กึ่งเสียสละ แต่ก็จะทำไงได้ใช่มะ ชีวิตก็แบบนี้
พอหนังเอามาดัดแปลงใหม่ มันเลยไม่ใช่เทพนิยายผู้ใหญ่แบบนี้อีกแล้ว แต่เป็นเทพนิยายที่พยายามหลอกตัวเองแบบเล่นอะไรง่ายๆไปซะงั้น (เหมือนไม่อยากให้คนคิดมาก แค่จบแฮปปี้ก็ดีแล้วน่า)
จริงง่ะ?
*
ETA : ปล. จขบ.ชอบความตลกเิริงร่าของฉบับภาพยนตร์นะคะ อย่าเข้าใจผิด ชอบเลยแหละ จขบ.แค่อยากให้มันคงประเด็นๆเดิมๆที่เคยมีในหนังสือไว้บ้างเท่านั้นเิอง มันน่าเสียดายที่คนเราจะนึกถึงความสนุกเพียงอย่างเดียวจนลืมไปว่าเราสามารถแฝงแง่มุมอื่นๆไปพร้อมกับความสนุกได้ด้วย
)