2007/Oct/05

*

In Which We Learn of the Man

จขบ.ว่าจะออกไปดูหนังเรื่อง Stardust ในเร็วๆนี้แหละ ตอนแรกก็เลยว่าจะรีวิวหนังสือควบคู่กัน ไปๆมาๆนึกเฮี้ยนยังไงไม่รู้ เกิดอยากเปลี่ยนใจ มาพูดถึงหนังสืออย่างเดียวก่อนก็ได้ (ใครจะทำไม ฮา)

Neil Gaiman (สะกดนามสกุลเค้าเป็นภาษาไทยไม่ถูก คิดว่า 'ไกแมน' นะ แต่พาลนึกว่าเป็นญาติกับปาร์แมนพิกล - -" ครั้นจะ 'เกย์แมน' หรือ 'เกมัน' ก็อ่ะอ๊างไปหน่อย) น่าจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการแฟนตาซียุคใหม่เลยเชียว แต่ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งในขวัญใจชาว geek ด้วย เพราะแกไม่ได้เขียนหนังสืออย่างเดียว แต่ยังเขียนการ์ตูนอย่าง Sandman (ที่อยากอ่าน...แต่ขี้เกียจซื้ออ่ะ ตั้ง 11 เล่ม) เขียนสคริปต์ให้หนังอะนิเมชั่นทุนไม่สูงเรื่อง Mirrormask (รู้สึกจะออกเป็นดีวีดีขายแผ่นละ 99 บาทได้มั้ง) เขียนสคริปต์ภาษาอังกฤษให้กับอะนิเมของญี่ปุ่นเรื่อง Princess Momonoke และเป็นเพื่อนกับ Susanna Clarke เจ้าของหนังสือแฟนตาซีพ่อมดแบบอังกรี๊ดอังกฤษโบราณเรื่อง Jonathan Strange and Mr. Norrell อีกต่างหาก

(สรุปว่าน้าวนเวียนอยู่รอบตัวเรา สมเป็นตัวพ่อของวงการจริงๆ - -")

ดูเหมือนว่า น้านีลมีงานออกมาสม่ำเสมอไม่เขียนหนังก็เขียนหนังสือ ล่าสุดดูเหมือนจะไปเขียนบท Adaptation ของเรื่อง Beowulf เวอร์ชั่นหนังของโรเบิร์ต เซเมคิส...มันจะออกมาดีม้ายยย

*

In Which the Star Has Come to Dust

มาถึงเรื่อง Stardust มั่ง เรื่องนี้เป็นนิยายขนาดสั้น โดยเวอร์ชั่นปกแข็งจะขายพร้อมภาพประกอบโดย Charles Vess ด้วย (ส่วนปกอ่อนก็เล่มแบนๆธรรมดา)

อันนี้ปก UK นะคะ ส่วนปก US จะเป็นอีกแบบนึง ตัวอย่างข้างในก็เป็นแบบนี้ไง (ไปแอบดูได้จาก amazon.com เน้อ) หมู่บ้าน Wall ก็หน้าตาเป็นแบบนี้เอง

อีกรูปนึง (แอบสะปอยนะเนี่ย นี่คือร้าน The Seventh Magpie)

ได้อารมณ์ Narnia ของ C.S. Lewis นิดๆเหมือนกันเนาะ

สรุปว่าใครอยากหาซื้อมาอ่าน แนะนำซื้อเวอร์ชั่นมีภาพประกอบจ๊ะ น่ารักดี แต่ถ้าเน้นขำๆก็ซื้อแบบปกภาพยนตร์ก็ได้ ตอนนี้ที่ Kinokuniya ขายถูกดี เล่มละสองร้อยก่าบาทเอง

*

In Which There Are Several Things to Talk About

สตาร์ดัสต์เป็นแฟนตาซีแบบเทพนิยาย เป็นคนละแบบกับลอร์ดออฟเดอะริงส์หรือนาร์เนีย ในขณะที่เรื่องของโทลคีนเราจะเรียกกันว่า High-Fantasy หรือแฟนตาซีไฮโซ (ไม่ใช่ละ) มีลักษณะเป็นมหากาพย์จริงจังโฮกๆ ตั้งโลกใบใหม่ขึ้นมาทั้งใบ มีเอลฟ์ออร์คเดินกันให้พล่าน อะไรอย่างงั้นน่ะ Stardust จะเป็นแฟนตาซีแบบที่เรียกกันว่า Fearie-Fantasy หรือ Folktale-Fantasy หรือกระทั่ง Pre-Tolkien Fantasy เขาก็เรียกกันแหละ

(ที่เป็น Pre-Tolkien ก็เพราะว่ามันกลับไปคารวะงานยุคก่อนการมาถึงของโทลคีน ฮา คนยุคก่อนๆเค้าไม่หมกมุ่นกับรายละเอียดเยอะแยะมหาศาลอย่างง้านนน)

สรุปได้ว่าอ่านสตาร์ดัสต์ก็เหมือนอ่านเทพนิยายเรื่องนึง มีเจ้าหญิง เจ้าชาย แม่มด เวทย์มนตร์ สัตว์วิเศษ แล้วก็ึคนธรรมดาที่ออกตามหาของสำคัญบางอย่างตามที่ใจมันขอมา แต่ถึงกระนั้น Stardust ก็จัดว่าเป็นนิทานผู้ใหญ่ (ซึ่งจริงๆแต่ดั้งเดิมมา นิทานเขาก็มีไว้ให้ผู้ใหญ่ใช้เม้าท์กันแหละจ๊ะ แต่ไม่รู้อีท่าไหน ผู้ใหญ่เอาไปกล่อมเด็กจนกลายเป็นเรื่องของเด็กไปซะงั้น) วิธีเล่าเรื่องหรือฉากติดเรทก็ไม่ต้องอ้อมค้อมให้ต้องตีความ

องค์ประกอบในเรื่องเป็นอะไรที่คนอ่านคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เช่น เรื่องเกิดในหมู่บ้านเล็กๆในชนบทอังกฤษ เหตุการณ์อยู่ในยุคควีนวิคตอเรียหรือช่วงกลางศตวรรษที่ 19 อีกฟากหนึ่งของกำแพงหมู่บ้านคือดินแดนของแฟรี่ ที่คนธรรมดาเค้าไม่ไปกันและไม่ได้เข้าไปได้ง่ายๆ แต่พระเอกมันก็ต้องมีเหตุและมีตัวช่วยจนกระทั่งหลุดเข้าไปในนั้นจนได้

ตัวละครทุกตัวที่โผล่ออกมาล้วนแล้วแต่มีบทบาทหรือหน้าที่ทำอะไรบางอย่างในเรื่อง (แล้วเรื่องราวก็จะคลี่คลายลงในตัวของมันเอง) เหมือนกับเทพนิยายส่วนใหญ่นั่นแหละ ที่ถ้ามีการเปิดตัวของวิเศษหรือบุคคลปริศนา ประเดี๋ยวของสิ่งนั้นหรือคนๆนั้นก็จะวกกลับมาจ๊ะเอ๋กับคนอ่านอีกครั้งในจังหวะเหมาะๆจนได้ เวลาอ่านแล้วเดาตามไปเรื่อยๆก็จะสนุกดีค่ะ

จขบ.เล่าเรื่องย่อไม่เก่ง เพราะงั้นขอข้ามดีกว่านะ ^^" เอาเป็นว่า Stardust มันเป็นเรื่องสั้นขนาดยาว (หรือนิยายขนาดสั้น วุ้ย งง) อ่านเพลินๆ เป็นเทพนิยายที่มีความเก๋และ irony ในตัวมันเอง อย่างพระเอก Tristran กับแม่นาง Yvaine ที่...มันรักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดูแนวๆ แถมพระเอกและนางเอกไม่เคยบอกรักกันแม้แต่ครั้งเดียว (นางเอกเป็น evening star ดาวประกายพรึกอารมณ์ไม่ดี งั้นเรียก 'อีเวร' ไปพลางๆก่อนละกัน)

อ้อ แถมเรื่องนี้ยัง anti-climax ด้วยจ๊ะ เอิ๊ก (หรือว่าจขบ.เผลออ่านข้ามไปเองหว่า เริ่มไม่แน่ใจ - -")

*

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เวอร์มีภาพประกอบเหมือนหนังสือนิทานเลยแฮะ ชอบ ๆ
ไว้ไปหาดูบ้าง อิอิ

ชอบหนังค่ะ สนุก เพลินดี
พระเอกหล่อได้ใจด้วย
#1  by  BeeJang At 2007-10-05 23:48, 
ที่ขำคือ ไกแมนเคยให้สัมภาษณ์ว่า เคยจินตนาการว่าตัวเองหลุดอยู่ไปโลกที่ไม่มี ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ แล้วตัวเค้าเองเลยแฮ้บลอร์ดไปขายในโลกนั้น แล้วบอกว่าตัวเองเป็นคนแต่ง 5555

บ้าดีอ่ะ

มิเรอ่มากถูกกว่านั้นอีก หาได้ตามกระบะ 19-39 จ้ะ

โชคดีที่มันออกเสียงว่า อีฟเว่น ไม่งั้นเราต้องเรียดนางเอกว่าอีเวรไปละ คริๆ

ปล. Charile Cox ขึ้นปก เอสไควร์ด้วยแฮะ
#2  by  gallantfoal At 2007-10-06 00:02, 
น่าดูจัง ส่วนตัวก็เป็นคนชอบแนวแฟนตาซีค่ะ
แต่ตอนเห็นโปสเตอร์ครั้งแรกเผลอ
ปล่อยพรืด เพราะนึกว่าพระเอกถือมีด
ที่ยังกับดาบที่ยังกะมีดทำครัวชะมัด
#3  by  STECHA ลา ล่า~ At 2007-10-06 00:09, 
เอะ ก๊อปประโยคที่แก้มาแปะแล้วมันซ้อนกัน กร๊าก = =:" รีบไปหน่อย...
หมายถึง "ขำพระเอกถือดาบที่เหมือนมีดทำครัวชะมัด" น่ะค่ะ ฮาๆๆ
#4  by  STECHA ลา ล่า~ At 2007-10-06 00:11, 
ตกลงมันสรุปว่างั้นๆ กร๊ากกกก

มะใช่แระ คุณพี่คงไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น หนูอ่านแล้วด่วนสรุปไปเอง คิดเองเออเองอยู่คนเดียว มะเกี่ยวใคร

(แล้วจด.ก็วิ่งหลบแฟนหนังสือเรื่องนี้ให้วุ่น เพราะพักนี้ปากพาจนมากๆ *กร๊ากๆ* ไม่ควรเสวนากับใครเลย)

#5  by  จด.*จรุ๊ฟส์* At 2007-10-06 00:20, 
เราไปดูมาแล้ว หนังยาวมาก ๆ เลย เหมือนได้ฟังนิทานก่อนนอน โรแมนติกพอสมควร สนุกดีนะ
#6  by  Momoji_Jung At 2007-10-06 02:05, 
พอ.มีหนังสือเวอชุ่นน้องชาร์ลีกับน้องอีเวรเป็นภาพประกอบ ซื้อมาแต่ปางใดไม่รุ

เมื่อวานหันไปเห็นน้องชาร์ลีบนปกเอสไคร์แบบตาสบตา ยืนอึ้งไปสามวิ แล้ว พอ.ก็เดินจากไป ไม่ได้อุดหนุนแต่อย่างใด
#7  by  PorOr At 2007-10-06 13:48, 
เพื่อนบอกมาว่าภาคหนังไม่ค่อยหนุก (แอบคิดว่าเค้าทำภาพไม่ค่อยสวยเหมือนกันตอนดูเทรลเลอร์ พอมีคนถามว่าไม่สวยยังไง ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันง่ะ ^^;) อ่านฉบับหนังสือที่พี่รีวิวแล้วน่าอ่านนะฮ้า
ตอนที่เห็นสลัดอากาศแอบนึกถึง The Edge Chronicles ชอบเรื่องนั้นมากเลย แต่ไม่ยักกะเคยเห็นคนอ่าน ^^; ว่าแล้วก็ไปรื้อมาอีกรอบดีกว่า
ภาพประกอบสวยจังค้า
#8  by  PLARIEX At 2007-10-06 20:07, 
ง่ะ
อีฟเว่น = อีเวร sad smile


เพิ่งรู้ว่าคนแต่งหนังสือเล่มนี้เป็นคนเขียนบทให้กับหนังเรื่อง Mirror Mask ด้วย ชอบเรื่องนี้มากๆเลยล่ะ

ได้ดูหนังStardustแล้วชอบมากๆเหมือนกัน
แต่ยังไม่เคยอ่านเวอร์ชั่นหนังสือ
ได้ยินมาว่า มันไม่โรแมนติกเท่าในหนังแล้วก็ตอนจบก็ไม่ได้ happy endingสุดๆแบบในหนังเหมือนกัน

แต่อ่านวิจารณ์หนังสือของจขบ.แล้วคิดว่าคงได้เอามาอ่านสักวัน
ที่จริงเมื่อคืนเพิ่งโหลดebookมาครบเซท(หนังสือของNeil Gaiman) ไว้ทำใจได้ค่อยเริ่มอ่าน เพราะตอนนี้กำลังชอบเวอร์ชั่นหนังมากๆ กลัวอ่านแล้วมันไม่เหมือนกันแล้วจะเสียอารมณ์
open-mounthed smile

#9  by  .;:melody:;. At 2007-10-31 15:51, 

<< Home