2007/Jun/05

WARNING

SPOILER ALERT!

เล่มที่จขบ.อ่านเป็นภาษาอังกฤษนะคะ ยังไม่เห็นฉบับแปลไทย (จะว่าไปก็ยังไม่เคยเห็นหนังสือของ Christopher Priest แปลเป็นไทยเลยสักเล่ม...สงสัยรอจขบ.ประเดิม กร๊ากกก)

ใครที่คิดจะอ่านหนังสือ อย่าเพิ่งอ่านรีวิวนะจ๊ะ เดี๋ยวหมดกัน (ไม่กลัวสะปอยล์ก็ไม่ควรอ่านเน้อ มันงงได้ไม่เหมือนกันนะเออ)

ส่วนใครที่คิดว่าคงไม่อ่านแหงๆล่ะเล่มนี้ อ่านต่อได้โลดๆจ๊ะ เผื่อจะโดนสะปอย

*

WHAT'S IT ALL ABOUT

สืบเนื่องจากจขบ.ดูหนังเรื่อง The Prestige นี่ไปนานแล้ว แต่ดูไปรอบเดียว รีวิวหนังก็เขียนไปแล้วแบบมั่วๆเมาๆ วันหนึ่งเกิดรู้สึกสงสัยใคร่พิสูจน์เลยไปถอยหนังสือมานั่งอ่านมันซะให้รู้แล้วรู้รอด

มาทวนความหลังกันอีกครั้งดีกว่า เรื่องราวหลักของ The Prestige เป็นการแหย่กันไปหมกมุ่นกันมาของนักมายากลอังกฤษสองคนในช่วงปลายยุควิคตอเรียน อัลเฟร็ด บอร์เด้น (ในหนังคือ Christian Bale) กับโรเบิร์ต แองเจียร์ (Hugh Jackman) หนังเปิดเรื่องมาด้วยการอธิบายว่ามายากลนั้นประกอบไปด้วย 3 องก์ หนึ่งคือ The Pledge สองคือ The Turn และส่วนสุดท้ายที่จะทำให้คนดูฮือฮาๆเรียกว่า The Prestige

ในส่วนของหนังสือนั้น เรื่องราวหลักยังเหมือนเดิม หากแต่มีเรื่องรองเข้ามาด้วย หนังสือแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยเริ่มจากรุ่นหลาน (ตอนอ่านก็งงเหมือนกัน อะไรวะ โผล่มาก็มีหลานกันเลย เอิ๊ก) จากนั้นก็ย้อนกลับไปในบันทึกมายากลของอัลเฟร็ด บอร์เด้น ไดอารีส่วนตัวของโรเบิร์ต แองเจียร์ ก่อนบทส่งท้ายที่อยู่ในยุคปัจจุบัน

เปิดเรื่องมาจากปากคำของแอนดรูว์ เวสต์ลีย์ หลานชายของอัลเฟร็ด บอร์เด้น กับความรู้สึกลึกๆที่เชื่อมาตลอดว่าตัวเองมีฝาแฝด (ซึ่งคนอ่านจะไม่รู้หรอกว่ามันหลอนไปเองรึเปล่าจนกระทั่งอ่านจบ)

แอนดรูว์พบกับเคท แองเจียร์ หลานสาวของโรเบิร์ต ที่ติดต่อมาว่าเธอมีอะไรจะให้เขาอ่าน เคทเองก็แปลกๆหน่อย เธอว่าตอนเด็กๆเคยเห็นฉากฆาตกรรม แล้วก็เชื่อว่าไหนๆก็ฤกษ์ยามงามดี เราเป็นหลานของสองตระกูลขมิ้นกับปูนออกปานนี้ มาไขปริศนาให้กระจ่างกันเหอะ

แล้วเรื่องราวก็สานต่อจากตรงนั้นค่ะ ไม่ต่างจากในหนังเท่าไหร่ (ยกเว้นรายละเอียดปลีกย่อยบางส่วน) ทั้งสองนักมายากลง่องแง่งรังแกกันมาตลอด โดยอัลเฟร็ดนั้นเสมือนตัวแทนของคนเก่งโดยกำเนิด แม้จะเกิดมาต้อยต่ำ ในขณะที่โรเบิร์ตเป็นขั้วตรงข้าม เป็นคนมีคลาส ที่ฉลาดขยันฝึกจนเก่ง

ตามในหนัง อัลเฟร็ดมีกลเด็ดเล่นง่ายคือ The New Transported Man ที่พี่แอ๊งฯหมกมุ่นด้วยม้ากกก...ในหนังสือเล่นกับตรงนี้หลายครั้งจนคนอ่านเลิกเดาไปเลยทีเดียว เช่น แองเจียร์เชื่อว่าอัลเฟร็ดต้องมีฝาแฝดแน่ๆ ไม่งั้นจะเล่นได้ไง เนียนออกปานนี้ แล้วคนเขียนก็อำพี่แอ๊งฯได้หน้าตาเฉยว่าไม่จริ๊งไม่จริง อัลเฟร็ดมีคนเดียว เอาสาแหรกโคตรบ้านมันมาตรวจดูเลยก็ได้ บลาๆๆ (ซึ่งถ้าคนได้ดูหนังแล้วก็ค่อนข้างมั่นนะว่าเขาแพ๊คมาเป็นคู่จริงๆ มีพี่แอ๊งฯโดนคนเขียนหลอกไปตามลำพัง)

ทนไม่ได้หนักๆเข้า โรเบิร์ตเลยไปอเมริกาเพื่อติดต่อนิโคลา เทสล่า นักฟิสิกส์ชื่อดัง คู่ปรับของลุงหลอดไฟเอดิสัน (โดยเทสล่านั้นดังอยู่แล้ว เคยเดินสายไปลอนดอนด้วย) จนกระทั่งเจรจาซื้อ-ขายสินค้าสำเร็จ ก็เอาสินค้าที่ได้จากเทสล่าไปออกแบบกลใหม่ชื่อว่า In A Flash เอาให้ไฉไลกว่า The New Transported Man ไปเล้ย

หลังจากนี้ หนังสือเป็นส่วนที่ต่างไปจากหนังค่ะ ในหนังอุปกรณ์ไฟฟ้าของเทสล่าจะก๊อปปี้สสารต้นแบบออกมาอย่างก๊ะใช้สูตรลัดโคลนนิ่ง เพื่อจะได้ใช้ประเด็นนั้นสร้าง sup plot ขึ้นมาเป็นการแก้แค้นครั้งสุดท้ายระหว่างอัลเฟร็ดและแองเจียร์ ในขณะที่ในหนังสือผูกปมไว้หลายทบ และไดอารีของแองเจียร์เองก็หมกเม็ด ทำให้หนังกับหนังสือจบไม่เหมือนกัลล์

เอนี่เวย์ ยังไม่ขอเล่าตอนจบละกันเน้อ เดี๋ยวมีเกรียนอ่านภาษาไทยไม่แตกฉานโผล่มาโวยวาย กร๊าก

*

THEMES

เรามาว่ากันเรื่องธีมหรือประเด็นของเรื่องกันดีกั่ว เคยพูดไปแล้วหนนึงตอนรีวิวหนังแต่ยังไม่เต็มที่เท่าไหร่ อันนี้เป็นการเติมเต็มให้สมบูรณ์ขึ้น

Rivalry : ต้องสู้จึงจะชนะ

อันที่จริง ประเด็นนี้ฉันชอบที่หนังนำเสนอมากกว่าค่ะ คงเพราะมันเห็นภาพชัดเจนกว่าและเท่กว่าที่หนังสือนำเสนอเป็นไหนๆ (แต่ก็คงต้องให้เครดิตเจ้าของบทประพันธ์ที่คิดออกมาได้) ทั้งแง่ของบทรับ-บทส่ง ความสมดุลของตัวละคร เหมือนการแข่งขันหวดลูกสักหลาดระดับเทพที่ไร้ภราดรภาพ (มาจากไหนเนี่ย)

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าสรุปแล้วใครเป็นผู้ชนะ แล้วใครเป็นพระเอก ในเรื่องนี้ไม่มีใครเลวโดยกำเนิด มีแต่คนหมกมุ่นจนเกินเหตุ ส่วนที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของเรื่องคือตัวละครที่มีมิติจากการทะเลาะ พยายามเอาชนะกันของผู้ชายสองคน จนชาวบ้านพลอยเดือดร้อนไปด้วย (ที่เอาเข้าจริงก็ช่างไร้สาระและงี่เง่าจัง อารมณ์คนอ่านอาจจะคล้ายว่าเป็นเฮอร์ไมโอนีตอนรอนกับแฮร์รี่งอนกัน ฮา)

Obsession&Secrets : หมกมุ่นแอนด์หมกเม็ด

เขียนไปเยอะแล้วกับประเด็นนี้ เพราะความหมกมุ่นเป็นแรงขับอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองคนนี้ (แม้ในหนังสือจะโฟกัสไปที่แองเจียร์มากกว่า)

Nature vs. Man-made : ธรรมชาติกับทำเทียม

อย่างที่บอกไปว่านอกจากอัลเฟร็ดจะเป็นคนมีพรสวรรค์อยู่แล้ว ยังมีโอกาสที่ธรรมชาติ(พระเจ้า ดินฟ้า วาลาร์ เดอะฟอร์ซ เลือกเอาสักอย่างจ๊ะ) ให้มาใช้ยังชีพได้อย่างเหมาเจาะ ในขณะที่แองเจียร์ อืมม์...จะว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ก็ไม่ใช่นะ แต่ต้องอาศัยพรแสวงมากกว่าหน่อย ด้วยความทะเยอทะยาน อารมณ์อยากจะทำให้ได้อย่างเขาแต่ต้องออกมาดีกว่า ก็เลยเสะหาวิธีการอย่างมนุษย์ จนออกมาในเชิงท้าทายอำนาจของธรรมชาติ

Clash of Class : รากหญ้าก็มีหัวใจ ไฮโซก็โทรมได้

อัลเฟร็ดเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ในขณะที่แองเจียร์มีเชื้อสายขุนนางเก่า มีศักดิ์เป็นเอิร์ลแต่บังเอิญว่าไม่รวย (มีปัญหามรดก - แต่ในตอนท้ายของหนังและหนังสือ ปัญหาก็ได้คลี่คลายไปจ๊ะ) ทั้งสองชนชั้นต้องปากกัดตีนถีบเหมือนๆกัน เพียงแต่ในยามที่มีฐานะ อัลเฟร็ดก็จะเป็นพวกเศรษฐีเงินใหม่ ในขณะที่แองเจียร์เป็นผู้ดีเก่า มีช่องทางอยู่ได้

ในหนังสือ แอนดรูว์ ผู้เป็นหลานอัลเฟร็ดและเป็นเงาตัวแทนของชนชั้นกรรมาชีพในปัจจุบันได้พบกับเคท ผู้เป็นหลานแองเจียร์และเป็นเงาของผู้ดีกินเงินเก่าในอดีต เส้นคั่นเรื่องชนชั้นเบาบางลงจนเกือบจะครือๆกัน แอนดรูว์มีชีวิตอยู่ชิลๆ เด็กกำพร้า ปากกัดตีนถีบแต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ในขณะที่เคทอยู่อย่างสมถะ สถานะความเป็นอยู่ไม่ได้หรูหรา มีก็แค่อดีตที่ตามหลอกหลอนเท่านั้นเอง

Spiritualism : ผีหลอกวิญญาณหลอน

หนังตัดธีมนี้ออกไป เพื่อชงความเข้มข้นให้เหมาะสมกับความเป็นภาพยนตร์ ส่วนในหนังสือ Spiritualism เป็นหนึ่งในธีมหลักที่เหมือนจะขาดไปไม่ได้เลย

(ต้องอย่าลืมด้วยว่า เรื่องราวและบรรยากาศอยู่ในยุควิคตอเรียนอย่างแรงงง ซึ่งประเด็นจิตวิญญาณเป็นอะไรที่ฮิตมั่กๆ ประหนึ่งไอติมกับเฟรนช์ฟรายเลยทีเดียวเชียว)

Body vs. Soul : กายเนื้อกับจิต

อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างกายหยาบกับจิต? (งงล่ะซี้...ตกลงมันเป็นหนังผีนี่เอง ฮา)

หลักๆก็ประมาณเนี้ย ขี้เกียจพิมพ์ละ ยาววว

*

CREATION

คนเขียน เจ้าของไอเดียเรื่องนี้คือ Christopher Priest ผู้มีชื่อในวงการใส่ไฟวิทยา Sci-fi/Fantasy อยู่แล้ว นิยายของปู่เค้าจะสไตล์ประมาณนี้ล่ะค่ะ มีทั้งความเป็นดราม่า และความเป็นแฟนตาซี แบ่งๆกันไป ช่างสงสัยว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความลวง จขบ.อ่านหนังสือของลุงพรีสต์จบไปอีกเล่มแล้วคือ The Affirmation (ที่ว่าจะรีวิวต่อในเอ็นทรีหน้า) ก็พบว่าเจ๋งจริงไม่แพ้ The Prestige เลยจ๊ะ

นักเขียนคนนี้ใช้ภาษาไม่หวือหวา อ่านง่าย ตรงไปตรงมา (แต่สร้างความสับสนให้คนอ่านได้ด้วยตัวของมันเอง เอิ๊ก)

จบฮ่ะ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เรื่องนี้อ่ะนะ หนังโรงก็ไม่ได้ดู หนังแผ่น(แท้)ก็ไม่ได้ซื้อ ท่านน้องชายไปสอยแผ่นกุ๊กกู๋มาจากห้างแถวบ้าน ดูไปด้วยความมึนๆ ลุ้นๆ จนใกล้จบ ปรากฏว่า...แผ่นค้าง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจแผ่นกุ๊กกู๋ กรรมสนอง...

แต่ก็ไม่คิดจะไปหาแผ่นอื่นมาดูใหม่หรอกนะ เอิ๊กๆ
#1  by  PorOr At 2007-06-06 02:03, 
ลืมๆ เห็นด้วยกับท่อน Rivalry สุดๆ บ๊าบ้าเนอะ
#2  by  PorOr At 2007-06-06 02:06, 
เอ่อ อยากอ่านอ่ะ ท่าจะดี
จริงๆอยากรู้ตอนจบ แต่ถ้าตั้งใจจะอ่านก็ไม่ควรถามชิมิ เอิ๊ก
#3  by  Asplera At 2007-06-06 04:47, 
ได้ดูหนังเรื่องนี้ ความที่ชอบมายากลเป็นทุนเดิม หนังสนุก เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังที่แบบว่า มายากลเป็นแบบนี้เร้อออ กับเป็นความอยากเอาชนะ ความอยากแก้แค้นของคนเรา เรื่องมันถึงมาได้ขั้นนี้ ถ้ามีเวอร์ชั่นภาษาไทยก็ดีสิน้อ อยากลองอ่านจังอ่า ภาษาปะกิตมะหวาย กัวตายกลางทาง...
#4  by  ★InSilence★ At 2007-06-06 08:59, 
ได้ดูแต่หนังค่ะ (ครั้งเดียวไม่ดูอีกเลย)
น่ากลัวยังไงก็ไม่รู้อ่า รู้สึกมันโหดทั้งๆเลือดก็ไม่ได้ท่วมจอหรืออะไร
#5  by  มุก At 2007-06-06 09:39, 
อะเน๊ะ จบไม่เหมือนกันเหรอคะ แบบนี้ก็ต้องอ่านน่ะสิ
ชอบหนังนะ รู้สึกว่ามันเจ๋งดี
อ่านที่ review หนังสือ ก็รู้สึกว่าน่าอ่านดีจัง
ภาษาไม่หวือหวายิ่งดีใหญ่ เพราะกลัวอ่านไม่รู้เรื่อง เอิ๊กกก

.. หันมองกองหนังสือดอง ถอนใจ จะซื้อหนังสือใหม่มาเพิ่มอีกแระ ..
#6  by  BeeJang At 2007-06-06 10:14, 
ซื้อแผ่นมาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ดูซักที อ่าน review ของ วดต. จบ สงกะสัยต้องไปคุ้ยมาดูซะแร้น
#7  by  ontm At 2007-06-06 21:17, 
สงสัยต้องไปสอยมาลองเอง ดูล่ะครับงานนี้ ^^
#8  by  Park (124.120.159.124 /unknown) At 2007-06-07 10:10, 
ได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนกัน จำได้ว่า เปิดดูไปสามรอบ(ก๊ากเค้าชอบอะ)
ชอบมากเลย
ชอบตอนที่พี่เบลชอบพูดคนเดียวแล้วอยู่ๆก็ อ้าว มันไม่ได้พูดคนเดียวนี้หว่า พี่หิวหนูก็หล๊อหล่อลากไส้ มีความสุ๊ ข (นี้แกดูผู้ชายหรือดูสาระขอหนังฟะ)
#9  by  **geek~gone~wild** At 2007-06-09 09:15, 

<< Home