Suite Francaise เป็นมรดกทางวรรณกรรมที่เพิ่งถูกค้นพบในกระเป๋าเสื้อผ้า เรื่องมีอยู่ว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Irene Nemirovsky ซึ่งเป็นชาวรัสเซียหนีสงครามกลางเมืองไปอยู่ฝรั่งเศส อิแรนน์ยึดอาชีพเป็นนักเขียน และมีผลงานเป็นที่รู้จักอันดีในยุคนั้นอย่างเช่นเรื่อง David Golder(นัยว่าเธอก็ประมาณ F. Scott Fitzgerald ของฝรั่งเศส)

พอเข้าสงครามโลกครั้งที่สอง พอปี 1940 ปารีสก็ถูกนาซียึด อิแรนน์กับครอบครัวก็เลยหนีไปอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆนอกปารีส แต่แล้วที่โน่นก็โดนเยอรมันคุมอีก ในระหว่างนั้นเอง อิแรนน์เลยใช้เวลาว่างเขียนนิยายเล่มใหม่ ตั้งใจจะให้มีทั้งหมดห้าตอน คล้ายกับว่าเป็น Suite เพลงบรรเลงชุดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยหลายๆองก์ (ภาษาดนตรีไทยเราเรียกลักษณนามของดนตรีว่า 'ตับ' รึเปล่า? ใครเรียนมาบอกหน่อยจิ๊)

องก์แรกชื่อว่า Storm in June หรือพายุมิถุนา เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1940 ตอนที่ชาวปารีสกำลังอพยพหนีนาซีออกจากเมืองกันอย่างวุ่นวาย โดยคนเขียนเล่าสลับไปมาระหว่างตัวละครหลายๆคนที่เหมือนเป็นตัวแทนจากครอบครัวต่างๆ บ้างก็จ๊ะเอ๋เจอกัน บ้างก็ไม่ (แบบเดียวกับ LOST หรือหนังอย่าง Babel แต่ไม่แจ่มแจ้งปานนั้น)

องก์ที่สองชื่อ Dolce อันนี้มาแนวบ้านๆหน่อย เหตุการณ์เกิดในหมู่บ้านเล็กๆที่ทหารเยอรมันเข้ายึดครองแล้ว ถ้าอารมณ์ขององก์แรกมาแบบจังหวะเร็วปั่นป่วน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายคาดการณ์ไม่ได้เหมือนพายุฤดูร้อน อารมณ์ขององก์ที่สองนี้ก็ช้าลง รีรอ และเข้าข่ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตรงกับชื่อองก์ Dolce ที่เป็นศัพท์ทางดนตรีแปลว่าหวานนุ่มละมุนละไม

เอนี่เวย์ เรารู้แค่เลาๆว่าองก์ที่สามคงจะชื่อ Captivity องก์ที่สี่คือ Battles และสุดท้ายอาจจะจบที่ Peace...นั่นเป็นสัญลักษณ์ของความหวังริบหรี่ที่เธอมี คนเขียนระบุไว้ในบันทึกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้นิยายเรื่องนี้จบยังไง เพราะอยู่ไม่ทันดู ดังนั้นคนรุ่นหลังก็เลยมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันเท่านี้แหละค่ะ เพราะอิแรนน์มีเชื้อยิว ในปี 1942 เธอก็ถูกจับส่งไปค่ายกักกันที่เอ๊าชวิตซ์ แล้วก็ตายที่นั่น (รมแก๊ส) สามปีก่อนจะได้เห็นฉากจบของสงคราม

50 กว่าปีต่อมา ลูกสาวของอิแรนน์นึกยังไงไม่รู้ ตัดสินใจหยิบสมุดบันทึกของแม่ออกมาอ่าน ตั้งใจว่าจะบริจาคให้พิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นสมบัติของชาติ ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะทำเพราะนึกว่าเป็นไดอารี่ประจำวัน เลยไม่ยอมอ่านเพราะมันเป็นความทรงจำที่โหดร้าย พออ่านแล้วก็พบว่ามันเป็นต้นฉบับนิยายสดๆร้อนๆ พร้อมด้วย outline และบันทึกความจำโน่นนี่ ก็เลยพยายามแกะรอยจนกระทั่งออกมาได้เป็นรูปเล่ม Suite Francaise อย่างนี้ในปี 2004

เสน่ห์อย่างหนึ่งของ Suite Francaise อยู่ที่ความสมจริงเพราะคนเขียนอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ ถ่ายทอดความรู้สึกที่เห็นออกมาในรูปของนิยาย และแทบไม่ได้พูดถึงสงคราม แทบจะไม่ได้นำเสนอด้านมืดของสงครามหรือทหารนาซีใจโหดเลยด้วย ตรงกันข้าม เหตุการณ์แย่ๆซวยๆในเรื่อง ความรู้สึกนึกคิดตัวละครบางครั้งกลับสะท้อนให้เห็นว่า พอถึงคราวจำเป็นต้องเอาตัวรอด คำว่าคนชาติเดียวกันก็ใช้ไม่ได้เลย เพราะคนชาติเดียวกันเองนี่แหละที่ทำร้ายกันเองได้มากกว่าคนชาติอื่นเสียอีก

แม้ว่าคนเขียนจะไม่มีโอกาสได้แก้ไขต้นฉบับ มีอะไรรั่วๆอยู่บ้าง อ่านแล้วไม่เต็มที่ในบางท่อน แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ ยังถือว่าเป็นหนังสือที่อ่านดีค่ะ บทบรรยายในบางตอนก็มีพลังและแสดงให้เห็นว่าของเขาดีจริงๆ

จขบ.อ่านฉบับแปลเพราะคงไม่มีปัญญาอ่านภาษาฝรั่งเศสรู้เรื่องหมด (ส่งคืนมาดามไปหมดแระ) แต่เชื่อว่าคนแปลทำหน้าที่ได้ดีมากๆแล้วล่ะ Suite Francaise เหมาะสำหรับผู้ที่อยากอ่านอะไรย้อนยุคนิดๆ ดราม่า สำนวนหรือสไตล์คลาสสิคๆ มีความเป็นยุโรปสูง และอารมณ์ในแบบที่นักเขียนรุ่นใหม่ทำเทียมเลียนแบบได้ยาก

*

อ่านจบไปนานแล้วแต่เพิ่งมาเขียน มึนๆหน่อย - -"

ไม่สบายอีกแล้ว...งี้ด

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ป่วยเป็นไรจ๊ะน้องฉาว หายไวๆน้า อากาศยิ่งมะค่อยดี

#1 By reafre on 2007-05-11 00:02

โอ้วไม่ ไม่ *ยกมือประกบหัวสะบัดหน้าไปมา* ความรู้ฝรั่งเศสหมดไปเมื่อก้าวออกจากห้องสอบเอ็นท์ กร๊ากกก

หายไวไว แข็งแรงๆ จ้ะพี่จ๋าาาาา *จรู๊ฟๆ*

#2 By jd459 on 2007-05-11 01:35

คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นเพื่อนในเอกฝรั่งเศสเอามาอ่านเป็นหนังสือนอกเวลา แต่เพราะเป็นภาษาฝรั่งเศสผมเลยไม่สนใจ (ถ้าเป็นรัสเซียคงสน เพราะเรียนภาษารัสเซียเป็นวิชาโทพอดีครับ)

Bless you! ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ
อึม ใช่จ๊ะ ถ้าเป็นเพลงไทยเรียกตับ

#4 By ~ หอมกรุ่น ~ on 2007-05-11 08:07


แล้วฉบับแปลนี้มีภาษาไทยไหมครับ
ให้มานั่งอ่านภาษาอังกฤษยามงานยุ่งนี่ขอบายจริงๆ

เก็บลง Wish List ก่อนละกัน
ขอบคุณครับ

#5 By AkE on 2007-05-11 12:53

ขอให้หายไวๆ นะคะ
จำได้ว่าเคยอ่านแวบๆ แต่อ่านไม่จบอ่ะค่ะ เพราะเจ้าของเขามาเอาคืนไปก่อน
เคยไปเปิดต้นฉบับภาษาฝรั่งเสส อ่านแล้วเหนื่อยเอาการ จำได้ว่าอ่านหน้าเดียว ...death

#6 By ~ Fan of the Hollywood ~ on 2007-05-12 14:42

ถึง คุณScarred Borough
เข้ามาแอบอ่านเอนทรี่ของคุณScarredได้สักพักแล้วครับ
ถ้าไม่รังเกียจขออนุญาตแอดลิงค์ไว้ได้ไหมครับ
รบกวนด้วยครับ

#7 By Old Mustang on 2007-05-13 13:31

ยังขยันอ่านเหมือนเดิมเลยมึง...

#8 By cadenzato on 2007-05-15 21:32

น่าอ่านๆ

#9 By Park (124.120.167.249 /unknown) on 2007-05-17 05:31