
นอนไม่หลับ รีวิวดีกว่า
อันเนื่องจากพี่อนทม.เอามาให้อ่านทั้งสองเล่มค่ะ (หาไม่ ฉันคงไปยืนอ่านที่ร้านหนังสือเอาน่ะ ก็หนังสือเล่มนิดเดียวเองนี่นา เผลอยืนอ่านจนจบได้อย่างไม่รู้ตัวเลยเชียว)
คิดว่ารีวิวได้ไม่ยาวนัก เลยเอาสองเล่มมารวมเป็นหนึ่งเอ็นทรีซะเลยเนี่ยแหละ
*
LITTLE HOUSE ON THE RIVER
ผลงานของคุณงามพรรณ เวชชาชีวะ คนที่แปลแฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนีไง (ยังอุตส่าห์จำได้อีกวุ้ย) คราวนี้มาเขียนเรื่องสั้นแบบเต็มๆของตัวเอง แล้วก็ได้รางวัลซีไรต์ไปละ ด้วยภาษาเรียบง่าย ลื่นไหลสละสลวย ตรงไปตรงมา ไม่ประดิษฐ์เกินจำเป็น มีมุขตลกสอดแทรกเป็นพักๆ และมาพร้อมกับแก่นเรื่องที่ชัดเจน จริงใจ ไม่มีพิษภัยแอบแฝง สมเป็นหนังสือเด็กที่กำลังโตค่ะ
หนังสือเล่มบ๊างบางเล่มนี้เป็นเรื่องของกะทิ อายุเก้าขวบ อยู่กับตา-ยายที่บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา (เมืองนนท์? เดาเอา) เรียนโรงเรียนรัฐบาล (เดาเอา) หิ้วปิ่นโตอาหารที่ยายทำให้ไปกินที่โรงเรียนทุกวัน อะไรบางอย่างทำให้เรารู้สึกว่าความสุขของกะทิจะพูดถึงชีวิตสงบเรียบง่ายของคนชนบท อาจจะด้วยภาษาที่ใช้หรือลักษณะการเปิดเรื่อง แต่จริงๆแล้วกลับไม่ใช่เลย เพียงแต่เป็นสภาพแวดล้อมที่หลีกหนีจากสังคมเมืองใหญ่ออกไปอยู่ไกลขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น (แต่นั่นก็ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความแตกต่างดีนะ คือคนเรามัก associate สังคมเมืองกับความวุ่นวาย ไฮเทค เยอะแยะ แต่ในเรื่องนี้มันก็ใกล้กทม.นิดเดียว แต่อารมณ์มัน constrast กันไปเลย)
โดยรวมแล้วความสุขของกะทิเป็นหนังสือที่พูดถึงความรัก สายใยผูกพันของคนในครอบครัว ความสูญเสีย การเผชิญหน้า การยอมรับความจริง และการตัดสินใจด้วยตัวเอง
เรื่องแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ โดยมี 'บ้าน' เป็นแกนหลักทั้งหมด เริ่มจากบ้านริมคลอง ไปถึงบ้านชายทะเล และจบตรงที่บ้านกลางเมือง ซึ่ง 'บ้าน' ก็รับหน้าที่เป็นหนึ่งในแก่นของเรื่องด้วยค่ะ ความสัมพันธ์และสายใยของครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในเรื่อง เป็นหนึ่งในองค์ประกอบความสุขของกะทิ
โดยส่วนตัว ฉันว่าลักษณะของกะทิในเรื่องออกจะโตเกินวัยไปหน่อยเมื่อรับรู้ความจริงเกี่ยวกับพ่อและแม่ (คือไม่คิดว่าเด็กเก้าขวบจะเก๊ตจริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น) ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของผู้เขียนรึเปล่า ที่อาจจะอยากให้คนอ่านวัยอื่นได้อ่านด้วย ก็เลยต้องปรับความคิดของกะทิให้โตขึ้นมาหน่อย
สรุปว่าก็ดีสมรางวัลที่ได้รับค่ะ
*
THE CITY OF LOST CHILDREN

ฉันชอบลายเส้น ฉันชอบการนำเสนอ มันดูมีเอกลักษณ์เอามากๆ แต่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเนื้อเรื่องมันยังรั่วๆอยู่สักหน่อย (หรือเพราะฉันเป็นเด็กแนวอื่น เลยยังไม่เข้าถึงแนวนี้...อันนี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ)
ไม่อยากเปรียบเทียบ แต่คนเขียนคำนิยมหนังสืออย่างคุณ'ปราย พันแสงเป็นคนเบิกทางไว้เองว่าถั่วงอกกับหัวไฟสามารถเอาไปวางคู่กับ The Melancholy Death of Oyster Boy and Other Stories ของทิม เบอร์ตันได้อย่างสง่างาม ดังนั้นเลยขอเปรียบมั่งนะ
อาจจะเพราะฉันเลิฟๆป๋าทิม ฉันจึงคิดว่ามรณกรรมสุดระทมของเด็กชายหอยนางรมนั้นมีแง่มุมแปลกใหม่ๆ่เปรี้ยวๆที่ชวนสะกิดใจ ยิงใส่ผู้อ่านอย่างรุนแรงกว่า อ่านถึงบรรทัดสุดท้ายแล้วนิ่งไปพร้อมกับคำอุทานในหัวว่า 'แม่ง ทำไปได้' ในขณะที่ถั่วงอกกับหัวไฟไม่มีอะไรใหม่ เด็กกำพร้ากับหมาหนึ่งตัว คนหนึ่งเป็นกำพร้ามือใหม่ อีกคนกำพร้าระดับเทพ เรื่องเล่าผ่านมุมมองของถั่วงอกผู้อ่อนต่อโลก เปรียบเหมือนความดีงามที่ยังไม่ปนเปื้อนของเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง เรามองเห็นถั่วงอกเฝ้าดูพฤติกรรมโจ๋ๆของหัวไฟ (ที่ในภาษามนุษย์บนโลกแห่งความเป็นจริงคงเรียกว่าไอ้เด็กเหลือขอ) จนกลายเป็นมิตรภาพของเพื่อนแบบแกนๆ
สิ่งต่างๆเหล่านั้นทำให้ภาพดูเพลิดเพลินอย่างยิ่ง แต่กลับอ่านไม่สนุกเท่าดูภาพ มันอาจจะไม่ใช่แนวฉันก็ได้ แต่ฉันว่ามันเยิ่นเย้อแล้วก็ไม่ค่อยจำเป็น
อย่างไรก็ตาม เมื่อกี้ ฉันบอกว่าบางที psychology ของกะทิก็ดูโตเกินวัยทำให้เรื่องไม่สมจริงไปนิดหน่อย แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับหัวไฟ เขาอาจจะเถื่อนถ่อย แต่เรามองเห็นความเป็นเด็กของเขาได้อยู่ตลอด
นึกยังไงไม่รู้ฉันถึงได้เอาความสุขของกะทิมารีวิวคู่กับ Beansprout and Firehead แต่นึกไปนึกมา มันก็เหมาะดีเหมือนกันนะ เป็นหนังสือขั้วตรงข้าม และอ้างอิงถึงสถาบันครอบครัวเหมือนๆกัน กะทิโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวดีมีฐานะ ในขณะที่ถั่วงอกกับหัวไฟต้องปากกัดตีนถีบกันพอตัว
ฉันอ่านเล่มนี้จบแล้ว นึกอยากให้สมองของหัวไฟโตไวๆ แล้วลดทอนความโกรธเกรี้ยวในตัวลงบ้าง แบบว่ามันหดหู่หัวจุยเมื่อคิดไปว่าถ้าหัวไฟมันโตแต่ตัวละก็นะ มันต้องเป็น angry old man แบบในเรื่อง Look Back in Anger ที่น้าเคนเนธ บรานาห์แกเอาแต่โกรธแล้วก็พาลไปหมดทุกอย่าง เพราะชีวิตมันบาัดโซ้บ...เลยเอาไปลงกับคนและสิ่งต่างๆรอบข้าง
เพราะถ้าสมองของหัวไฟไม่โตพอที่จะให้ยอมรับและอภัยแล้วละก็นะ ไม่ว่าจะความซื่อสัตย์ของบุบบิบหรือความเอ๋อของถั่วงอกก็ช่วยอะไำรไม่ได้ (เผลอๆพาลจะซวยอีกต่างหาก) ฉันยังไม่อยากให้หัวไฟเป็นฮีโร่ของถั่วงอกไปตลอดนี่หว่า มันเท่จนน่าสมเพช
อนึ่ง เขาว่า '1 ใน 7 ของเด็กไทยเป็นเด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้งและเด็กเร่ร่อน'
ฉันเคยบอกตัวเองว่ากูเกลียดเด็ก ก็เหมือนคนส่วนใหญ่โดยทั่วไปที่บอกว่ากูไม่ใช่นางงาม แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ฉันก็พบว่าฉันเกลียดบุปพการีมันมากกว่า เชื่อว่าทุกคนก็คงค้นพบอย่างเดียวกัน
ชิมิเคอะ
THE UNSLEEP SHEEP
ถ้าอ่านรีวิวจบแล้วมึนๆ อนุญาตให้โทษจขบ.ได้ มันง่วงนะ แต่มันเจือกนอนไม่หลับ =.=
ลองเปิดผ่านๆเหมือนกันแต่ไม่จี๊ด เลยไม่หยิบ (ซะงั้น)