(book review) Arthur&George ขอเอาชื่อเชอร์ล็อค โฮล์มส์เป็นเดิมพัน
posted on 02 Mar 2007 20:42 by vendetta in BereftBook
*
Beginnings
- เป็นรีวิวดองๆ ว่าจะเขียนตั้งนานแล้วแต่ลืมทุกทีเลย
- น่าจะมีสปอยเลอร์นิดหน่อย
- เหตุการณ์ในหนังสือเคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ มีใส่สีโรยผักชีราดแป้งพอมันส์ๆ แต่ก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่าคนเขียนเขาใส่ไปเยอะแค่ไหน พึงอ่านด้วยความระมัดระวัง
*
Beginning with an Ending
Arthur & George เป็นหนังสือที่ขึ้นต้นมาน่าเบื่อมากมาย แต่พอผ่านไปได้ช่วงหนึ่งละสนุกดีทีเดียว จากชื่อเรื่องพบว่ามีคาแรกเตอร์หลักอยู่สองคนที่เกิดในยุคเดียวกันแต่มีชีวิตที่แตกต่าง
อาร์เธอร์ในที่นี้คือ Arthur Conan Doyle คนอังกฤษเชื้อสกอตต์และไอริช ฐานะดี ต่อมาเรียนจนเป็นหมอและกลายเป็นนักเขียนที่ดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ทำคลอด Sherlock Holmes มากับมือ (ชนิดที่ว่าถ้าไม่มีเซอร์อาร์เธอร์สักคน การ์ตูนโคตรยืดอย่างโคนันคงไม่ถือกำเนิด กร๊าก) เป็นนักกีฬาตัวยง สังคมให้การยกย่องนับถือว่าเท่สุดๆ
ส่วนอีกคนก็คือ George Edalji ลูกครึ่งสก๊อต-อินเดียน พื้นฐานครอบครัวไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ยากจน พ่อเป็นพระนิกายแองกลิกัน (Anglican Church - คริสตศาสนานิกายหลักในประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 16 ด้วยความอยากหย่าเมียใจจะขาดของเฮนรีที่ 8) คุณแม่เป็นแม่บ้านธรรมดา ครอบครัวนี้เคร่งศาสนามาก (จนอาจจะเหมือนเรื่องตลกเพราะชาร์ปูร์จี พ่อของจอร์จไม่ใช่ฝรั่งเลยสักกะติ๊ด ต้องชื่นชมในระบบเผยแพร่ศาสนาของยุคจักรวรรดินิยมจริงๆจ๊ะ) จอร์จเกิดที่อังกฤษและได้รับการศึกษาเลี้ยงดูมาแบบอังกฤษแท้ๆ แต่สังคมก็ไม่ได้มองเขาแบบนั้นสักเท่าไหร่ด้วยความที่เป็นลูกครึ่งอินเดีย ไม่หล่ออีกต่างหาก
อย่างที่บอกไปว่า นิยายเรื่องนี้เขียนจากคดีจริงๆที่เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 เป็นคดีความที่รู้จักกันว่า The Great Wryley Outrages เมื่อชาวบ้านพบศพวัวและม้าหลายตัวถูกฆ่าคว้านท้องอย่างทารุณ
ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของแก๊งค์สิบแปดมงกุฎเป็นแน่แท้ จึงตรงเข้าจับกุมจอร์จโทษฐานที่เกิดมาหน้าตาแปลกๆ สงสัยไว้ก่อนว่าจะเป็นฆาตกรใจทราม แล้วค่อยไปหาหลักฐานเอาความกันทีหลัง
จอร์จถูกนำตัวไปขึ้นศาลและดำเนินคดี ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงและต้องติดคุกอยู่สามปี แต่ออกมาแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตบัดซบเหลือคณา เพราะเคยเป็นทนายความอยู่ดีๆ ต้องมากลายเป็นคนคุกไปซะงั้น
ในระหว่างนั้นเอง เชอร์ล็อค โฮล์มส์ติดภารกิจอยู่กับมอริอาตี้ (a.k.a จะบอกว่าเขียนจบแล้วแหละ) ทั่นเซอร์อาร์เธอร์จึงเกิดอาการว่างจัด ความที่เพิ่งเสียภรรยาคนแรกไป เมื่อเห็นข่าวก็ฟันธงทันทีว่า คดีนี้มีเงื่อนงำอยู่ตั้งหลายอย่าง ขอเอาชื่อตัวเองเป็นเดิมพัน พิสูจน์ให้จงได้ว่าจอร์จ ไอดัลจีเป็นผู้บริสุทธิ์
*
Ending with a Beginning
พูดถึงธีมก่อนนะ Arthur and George เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีประเด็นโลกแตกร่วมสมัย เห็นได้อย่างชัดแจ้ง- What it means to be 'British' - ยังไงถึงจะบริติ๊ด
เนื่องจากเป็นวรรณกรรมที่เล่าย้อนกลับไปในยุควิคตอเรียน อันเป็นยุคที่จักรวรรดิอังกฤษเฟื่องฟู (แม้ว่าช่วงปลายยุคจะเริ่มห่อเหี่ยวและตกต่ำลงเรื่อยๆนับแต่นั้น) ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามนี้ (ในแวดวงวรรณกรรมถามกันมาน๊านนานแล้วตั้งแต่มีจักรวรรดิ จนมันล่มจมไปแล้วก็ยังถามกันไม่จบไม่สิ้น) ประเด็นเรื่องชาติและความแตกต่างด้านเผ่าพันธุ์ถือเป็นประเด็นหลักในเรื่อง หนังสือสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นนี้มีมาแต่โบราณและปัจจุบันก็ยังคงอยู่
อะไรคือตัวตัดสินว่าคนๆหนึ่งเป็นชาวอังกฤษ เพราะอย่างจอร์จเอง แม้หน้าตาและสีผิวจะไม่ใช่อังกรี๊ดอังกฤษ แต่ความคิดและการศึกษา สภาพแวดล้อมที่เขาเห็นมาแต่อ้อนแต่ออกมันก็คือสังคมอังกฤษแท้ๆ เขานึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอินเดียเป็นยังไง
- Nationality vs. Identity - ฉันเป็นใครละนี่
มาพร้อมกันยกเซต คำถามอะไรก็ไม่รู้น่าชวนปวดหัว เชื้อชาติเป็นหนึ่งในสิ่งที่บอกถึงตัวตนของแต่ละบุคคลหรือไม่ (ไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคไหนก็มีแต่คนสับสนในตัวเองเนาะ) อะไรคือความแตกต่างระหว่างเซอร์อาร์เธอร์ที่เป็นลูกครึ่งสก๊อตต์-ไอริช กับจอร์จที่เป็นอินเดียน-สก๊อตต์ แล้วการเป็นอังกฤษแท้ๆทำให้การมีตัวตนในสังคมชัดเจนขึ้นหรือไม่? (มีแต่คำถาม เพราะเราไม่ตอบ ซะงั้น) นี่ก็ฮิตอีกเหมือนกัน
- Racism - เหยียดมันเข้าไป
จอร์จไม่เข้าพวกกับคนอื่นๆมาตั้งแต่เด็ก คนอ่านก็รู้สึกได้ทั้งที่ยังไม่ได้อ่านถึงบรรยายรูปพรรณสัณฐาน แต่คนอื่นๆก็มองว่าเขาแตกต่างจากชาวบ้าน เมื่อโตขึ้น ก็มีจดหมายนิรนามส่งมารังควานอยู่ตลอด แค่สีผิวไม่เหมือนคนอื่นก็ถือเป็นความผิดไปแล้ว ซึ่งความแตกต่างเป็นที่มาของความไม่ไว้วางใจ การปิดกั้นจิตใจไม่เปิดกว้างยอมรับความแตกต่างนั้นแต่โดยดี
- Upbringing - สอนกันให้ดี
หนังสือแสดงภาพความแตกต่างของคนสองคนที่สภาพความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน และเหมือนจะสะท้อนว่าอุปนิสัยเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูด้วยนะ เป็น nature vs. nurture (ธรรมชาติปะทะการบ่มเลี้ยง) ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะเลือกเดินทางไหนและเป็นอย่างไร
- Role of Media - สื่อมีบทบาท
สมัยนั้นมีหนังสือพิมพ์แล้ว และต้องถือว่าดวงจอร์จยังเฮงอยู่บ้าง เพราะไม่งั้นท่านเซอร์อาร์เธอร์ก็คงไม่รู้เรื่อง แล้วเขาก็อาจจะหมดอนาคต ไม่มีทางกู้ชื่อเสียง ทำมาหากินอะไรไม่ได้อีกเลย สื่อเป็นตัวเชื่อมโยงความช่วยเหลือให้เดินทางมาถึง
สื่อจะใช้ไปในทางดีหรือเลวก็ได้ เป็นได้ทั้งคุณทั้งโทษ อย่างอาร์เธอร์เองก็ใช้สื่อนี่แหละเรียกร้องความสนใจจากผู้คน กระพือเรื่องที่น่าจะจบไปแล้วให้ดังขึ้นมาใหม่ เขาลงทุนเขียนคอลัมน์สาธยายคดีให้ประชาชนรับรู้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางการจ่ายค่าเสียเวลาสามปีให้กับจอร์จ
- Acceptance - โอกาสน่ะให้กันได้มั้ย
เขาว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม เลยต้องพยายามทำตัวให้สังคมยอมรับ อาร์เธอร์เป็นที่นับหน้าถือตาทางสังคมทั้งที่จริงๆแล้วแอบเป็นคนขวางโลก (ตอนที่ได้เสนอชื่อให้เป็น Knight ก็ตั้งท่าจะปฏิเสธ) ความแตกต่างของคนทั้งสองอยู่ที่ คนหนึ่งมีพร้อมอยู่แล้วเลยอยากจะแปลกแยกแอบแนว ในขณะที่อีกคนนั้นไม่ได้อยากจะแนวเลย แต่ดันเกิดมาแปลกแยกได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หนังสือสื่อว่าหากมีความสามารถ สักวันก็ต้องได้รับการยอมรับจากคงหมู่มาก อาร์เธอร์ได้รับการยอมรับและก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งสูง (เกินสถานะจริงๆตามสภาพที่เกิด) เพราะมีความสามารถอันเป็นลักษณะเฉพาะ จอร์จก็เป็นทนายความที่ดีและเป็นคนดี ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งไม่ไว้ใจเพราะใช้เชื้อชาติเป็นตัวตัดสิน แต่คนอีกกลุ่มก็ไว้ใจเขาที่ความสามารถเหมือนกัน
นอกจากนี้ หนังสือยังพูดถึงการให้โอกาสในการกลับเข้าสู่สังคมด้วย เช่นในเรื่องที่อาร์เธอร์มอบโอกาสให้จอร์จกลับเข้าสู่สังคม ทำให้ประชาคมยอมรับการมีอยู่ของจอร์จ
- Spiritualism / Faith - ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ในเรื่องพูดถึงศาสนาและความเชื่ออยู่หลายครั้ง ถึงขั้นจับตัวละครมานั่งถกกันแบบซึ่งๆหน้าเลยทีเดียว จอร์จเองมีพ่อเป็นพระ บ้านก็เคร่ง แต่โชคชะตาเล่นตลกจนเกิดความสงสัยในพระเจ้าอยู่เสมอ ส่วนอาร์เธอร์ท่านล้ำหน้าไปแล้ว ดูเป็นคนหัวคิดสมัยใหม่มากๆ(ในยุคนั้น) แต่ในขณะเดียวกันก็นำเสนอแนวคิดทางจิตวิญญาณ (จริงๆก็แอบบ้าคุณไสยฯนั่นเอง แต่มันอธิบายยากจัง ยาวด้วย)
นอกจากนี้ยังมีประเด็นความอยุติธรรมที่ชนชั้นล่างได้รับ (ท่านเปาฯอยู่ไหน) การตั้งแง่ตั้งแต่ยังไม่มีหลักฐาน (หวาดระแวงไปเอง) การด่วนสรุปจากสิ่งที่เห็นในระดับพื้นผิว (ตื่นตูมไปก่อน)
อีกจุดที่สำคัญคือการให้อภัย (Possibility of Forgiveness) เพราะบางครั้ง (ที่แปลว่าบ่อยๆ) คนเราก็มักจะเฮโลตามๆกันโดยไม่ทันคิดนั่นแหละ แต่ผู้ที่กลายเป็นเหยื่อสังคมล่ะ จะสามารถให้อภัยมันได้รึเปล่า
Ending
Arthur&George เป็นหนังสือที่อ่านสนุกดี ผู้เขียนใส่ใจกับรายละเอียดเป็นอย่างดี และตีแผ่คาแรกเตอร์แต่ละตัวอย่างรอบคอบ (ความเห็นส่วนตัว) ไม่ตัดสินชี้ชัดลงไปว่าใครดีหรือเลวหรือนิสัยใจคอเป็นยังไง แต่ให้ผู้อ่านไปตัดสินกันเอง ทำให้ตัวละครแต่ละตัวมีสีสันและมีบทบาทชัดเจนน่าติดตามไปหมด ไม่เฉพาะแต่อาร์เธอร์กับจอร์จเท่านั้น
อีกแง่หนึ่งก็เหมือนกำลังอ่านคดีใหม่ของเชอร์ล็อค โฮล์มส์เลยค่ะ (ผู้ช่วยท่านเซอร์ก็กลายเป็นวัตสันอย่างจงใจ) แต่เป็นโฮล์มส์ที่หนักหน่วง ดราม่า ตั้งข้อสงสัยมากมายจนพาลจะเพลียใจเอาได้ง่ายๆเหมือนกัน
ข้อเสียข้อนึงที่นึกออกเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ มันเล่นหลายประเด็นเกินไปค่ะ และแต่ละประเด็นก็ไม่ไ้ด้มีอะไรใหม่ๆ ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่ก็ยังให้รายละเอียดกับทุกประเด็นมากๆแบบจับยัดใส่ปากตัวละคร แถลงการณ์กันเลย ไปๆมาๆมันเลยกลืนๆกันไปหมดทุกอย่าง ทำให้พลังคอสโม (ไม่ใช่ละ) ที่ควรจะแผ่ซ่านออกมาจากหนังสือที่ควรจะหนักแน่นเมื่อเล่นกับประเด็นอย่างนี้ลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าเสียดาย
55+ สู้ CSI ไม่ได้เหรอฮะ น่า

ขอถามนิดว่าเนื้อเรื่องถ้าชั่งน้ำหนักความดราม่ากับแนวสืบสวนอันไหนหนักกว่ากันจ๊ะ? สนใจเน้
ปล.น้องสาวอัพบล๊ฮกหลายบล๊อกแต่มันไม่ขึ้น alert ในหน้า home ของเพ่ล่ะ *ตกข่าวเสียจุย*
#1 By reafre on 2007-03-02 22:51