[movie] The Pursuit of Happyness
posted on 24 Feb 2007 15:51 by vendetta in FeverishFilm
OF WORNING
- มีสะปอยเล่อนิดหน่อยค่ะ (แต่มันก็เป็นหนังเดาได้ ถ้าไม่ติดใจนักก็อ่านล่าย)
*
OF HAPPYNESS
The Pursuit of Happyness เป็นเรื่องของคริส การ์ดเนอร์ คนผิวดำชาวใต้ คุณพ่อลูกหนึ่งที่สู้ชีวิตสังคมเมืองจนรวยได้ในที่สุด พล็อตก็มีเท่านี้แหละค่ะ เป็นลอดลายมังกรฉบับอเมริกัน (ที่วุ่นวายน้อยกว่า ด้วยสภาพสังคมที่ต่างกัน) ส่วนขั้นตอนการต่อสู้ของเขาคงไปดูต่อเอาเองในหนัง
หนังเรื่องนี้สร้างโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงแม้ว่ารายละเอียดจะถูกตัดออกไปมั่ง บางเรื่องก็ไม่จริงมั่ง (อย่างเช่นจริงๆแล้วคริสมีลูกสาวด้วยอีกคน แต่ครั้นจะใส่เข้ามาในหนังอาจดูยั้วเยี้ยเกินไป...มั้ง) แต่รวมๆแล้วมันก็คือการไล่ตามความฝันสไตล์อเมริกัน หรือ American Dream ที่พิเศษกว่าเดิม ตรงที่นักล่าฝันคราวนี้เป็นคนดำ หาใช่คนขาวในคอนเสปต์เดิมๆของ American Dream อีกต่อไป
สรุปว่าเป็นหนังที่อเมริกั๊น อเมริกัน แต่ใช่ว่ามันไม่ดี เพราะมันก็สะท้อนถึงแนวคิดและการดำเนินชีวิตแบบบ้านเขา เราก็ได้แต่ดูเพลินๆละจ๊ะ
-
Rags-to-Riches
"from rags to riches" เป็นวลีที่หมายถึงการกลายสภาพจากผ้าขี้ริ้วเป็นเศรษฐี จากนางซินฯไปเป็นเจ้าหญิง คริส การ์ดเนอร์พระเอกในเรื่องก็อยู่ในประเภทนี้เช่นเดียวกัน
ว่ากันว่าเรื่องของชนชั้นล่างที่ฝ่าฟันด้วยลำแข้งจนประสบความสำเร็จได้มักทำให้คนทั่วไป"อิน"ได้ง่าย (เพราะคนเราก็เอ็นจอยกับความลำบากของคนอื่น? o.O') จะยิ่งอินเป็นพิเศษในสังคมที่ระยะห่างในแต่ละชนชั้นไม่ได้ต่างกันมาก ใครๆก็ยกระดับตัวเองได้ถ้ามีความพยายามและได้รับโอกาส การแบ่งคลาสระหว่างไฮโซของแท้กับไฮซ้อทำเทียมมีอยู่น้อย (ยกตัวอย่างเช่นอเมริกาที่เต็มไปด้วยเศรษฐีเกิดใหม่ โดยเฉพาะยุคหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 1930 ที่คนส่วนใหญ่ในประเทศแทบจะต้องก่อร่างสร้างตัวกันใหม่หมด)
-
We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness.
หนึ่งใน quote ยอดฮิตตลอดกาลนี้อยู่ในคำประกาศอิสรภาพปี 1776 (หมายถึงของพวกฝาหรั่งนะ จะหมายถึงพระนเรศในเมืองแครงก็หาไม่) โธมัส เจฟเฟอร์สัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งอเมริการะบุไว้ว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน และมีสิทธิที่ได้รับจากพระเจ้าและใครก็มิอาจลิดรอนได้ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นประกอบไปด้วย สิทธิในการดำเนินชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข
The Declaration of Independence ก็เหมือนเอกสารในตำนาน เป็นหนึ่งในมายาคติ (เพิ่งไปเห็นมาว่าภาษาไทยของคำว่า Myth คือมายาคติเลยตื่นเต้ลลลขอลองใช้มั่งดิ) เป็นรากฐานทางสังคมและที่มาของ American Dream หนังดราม่าหลายๆเรื่องก็ใช้ธีมประเภทนี้ มันเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างและเร็วเพราะเชื่อกันว่ามันอยู่ในจิตสำนึกอยู่แล้ว (หมายถึงทางอเมริกาเป็นหลักนะ ก็มันเป็นมหรสพของบ้านเขานี่...)
-
The American Dream
มาถึงตัวหลักซะที American Dream มาพร้อมกับทุนนิยม (Capitalism) ค่ะ มองอย่างผิวๆแล้วมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการ "ต้องรวย" เหมือนอย่างในเรื่อง The Pursuit of Happyness เราก็เห็นว่าคริสเลือกงานที่ทำแล้วรวย ต้องรวยก่อนแล้วความสุขจึงจะตามมา
คนส่วนหนึ่งชอบพูดว่าความสุขอยู่ที่ใจ แต่ถ้าเป็นคนมีครอบครัว สุขใจอย่างเดียวไม่ช่วยให้ลูกมีข้าวกินหรือมีบ้านอยู่ สรุปว่าขั้นตอนการแสวงหาความสุขต้องใช้เงินเป็นส่วนประกอบ ไม่มีเลยก็อยู่ไม่ได้
เนื้อแท้ของ American Dream ไม่ได้เลวร้ายและไม่ได้หมายถึงเงินเท่านั้น มันสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในสังคมอุดมคติต่างหาก (ว่าแล้วก็แอบเห็นด้วยกับคริสที่ว่าโธมัส เจฟเฟอร์สันแกเป็นพวก'ติสท์แตก) ความฝันว่าทุกคนเท่าเทียมกัน มีโอกาสแสวงหาความสุข มีความสามารถแค่ไหนก็ได้รับแค่นั้น ทำงานหนักเท่าไหนก็จะไดรับผลตอบแทนเท่านั้น สังคมยอมรับในตัวตนที่เป็น ฯลฯ ที่สำคัญต้องเป็นคนมีมโนสำนึกดี รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วย เก๋จะตายยย...
แต่สังคมโตเร็ว คนเยอะ การแข่งขันสูง ความเข้าใจต่ำ อะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะกลายเป็นโทษ ความฝันจึงเน่าเฟะเละเทะในที่สุด เช่นเดียวกับระบบทุนนิยมที่โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้เลวร้าย ที่มันแย่เพราะแตะเข้าครั้งหนึ่งแล้วถอนตัวลำบาก ไม่รู้จักพอ มัน corrupt คนอ่ะ
(โปรดดูหรืออ่าน The Great Gatsby ประกอบ เรื่องนั้นมีสัญลักษณ์ถึงการล่มสลายของ American Dream ค่ะ สุดท้ายสิ่งที่ควรมอบความสุขกลับทำลายทั้งชีวิตและความสุข)
อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมยุคหลังๆมาเริ่มเปลี่ยนทัศนคติใหม่กันบ้างแล้ว โดยมอง American Dream เสียใหม่ว่าเป็นชีวิตที่เต็มที่สมบูรณ์รู้้ลิมิตตัวเอง
ซึ่งเมืองไทยเราฮิตมาพักใหญ่ๆแล้วนั่นคือการอยู่อย่างพอเพียงนั่นเอง (เห็นมั้ยว่าการแสวงหาของเิกินตัวหรือทำอะไรล้นๆน่ะมันเอ้าท์แล้น เดี๋ยวนี้เขาชอบอะไรพอดีๆกันฮ่ะ)
-
The Glory of God and the Obtainment of Success
ในตอนต้น (ที่อ่านมาถึงตรงนี้คงลืมไปหมดแระ) ฉันบอกว่าความพิเศษของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่มันเป็นชีวิตของคนดำที่ตามรอย American Dream บ้าง ทั้งนี้เพราะคอนเสปต์แต่ดั้งเดิมมีที่มาจากคนขาวที่อพยพกันมาจากอังกฤษน่ะสิ
ชาวอังกฤษที่ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ที่อเมริกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 มีหลายกลุ่ม บางกลุ่มไปทำงาน (เอาน่ะ สมัยนั้นเห็นอเมริกาเป็นซาอุฯ) บางกลุ่มหนีการเมือง หนีหนี้ เยอะแยะไปหมด
กลุ่มที่ใหญ่มากอีกกลุ่มคือพวกโปรเตสแตนท์แบบ Puritans ที่อพยพมาด้วยเรื่องศาสนา พิวริทันส์เป็นโปรเตสแตนท์ประเภทเครียดๆ ถ้าพิมพ์ละคงยาวมั่กๆ เอาเป็นว่าหลักๆคือพระเจ้ามีอำนาจเหนือทุกสิ่ง พิวริทันส์ไม่ขำ จะเชื่อในเรื่องของการทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ค่าของบุคคล คนรวยมีฐานะความเป็นอยู่ดีก็เพราะพระเจ้าเลือกมาแล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงต้องขยันทำให้มีมากยิ่งขึ้นไปอีก เป็นการขอบคุณพระเจ้าไปในตัว ชาติหน้าจะได้เฮงๆอีก ส่วนคนจนก็จนเพราะขี้เกียจ (อาจจะขี้เกียจมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ชาตินี้พระเจ้าเลยลงโทษให้ไม่มีกิน)
เมื่อมีมากก็ต้องแสดงออกมากด้วย (จับจ่ายใช้สอยให้มาก ทำบุญทำทานเสริมบารมีเข้าไป) เพื่อให้รู้ว่าพระเจ้าเลือกเรา
สรุปแล้วมันก็คือระบบทุนนิยมกลายๆนั่นแหละ เป็นกลไกตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพราะความเชื่อ เมื่อประกอบกันหลายๆอย่างเข้าก็เลยกลายเป็นสังคมอย่างทุกวันนี้ไป คือ...ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันค่ะ ความเชื่อทางศาสนา - สังคมแบบ Individualism (ตัวใครตัวมัน ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแหละ) - Capitalism - American Dream
(นี่เป็นหนึ่งในทฤษฎีทางประวัติศาสตร์นะคะ แต่รับรู้กันแพร่หลาย)
*
OF BEING HAPPIE
ทุกเช้าคริสจะไปส่งลูกที่เนิร์สเซอรี่ ที่กำแพงข้างๆโรงเรียนมีคำว่า Happiness ที่สะกดแบบผิดๆ แรกๆเขาก็ติดใจกับมัน แต่หลังๆดูเหมือนจะชอบมันขึ้นมา (คาดว่ามันคงเก๋ดีเวลาเป็นชื่อหนังสือหรือชื่อหนัง...ซึ่งก็จริง)
หลังเลิกงานคริสพยายามจะมารับลูกชายให้ทันทุกวัน และเมื่อเดินผ่านกำแพงที่มีคำว่า Happyness ก็หมายความว่ากำลังจะได้เจอลูก ดังนั้นจะสะกดคำว่า "ความสุข" ยังไงก็ได้ความหมายอย่างเดียวกัน นั่นคือความสุขของคนเป็นพ่อ
วิล สมิธเล่นหนังได้! (ชอบฉาก 5 เหรียญ ทำหน้าจะร้องไห้ ทำไมกรูซวยอย่างงี้ฟร้า ได้สมจริงมากๆ) ลูกชายน่ารักดี แต่ชื่อยาวไปหน่อยนะ เอิ๊ก
ต้องไม่พลาด ตั้งนาฬิกาปลุก 55+ ขอบคุณ จขบ. ฮะ

แต่คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่าน่าดู
ปล. มุกทำงานที่ IBS (international bible society) น่ะค่ะ สองอาทิตย์ที่ผ่านมาที่นี่อ่าน OT ไปเกินครึ่งแล้วมั้ง
#1 By มุก on 2007-02-24 16:34