WARNING

- มีสปอยล์ ถ้าอ่านรีวิวอันนี้ก่อนไปดูอาจทำให้หนังน่าเบื่อขึ้นนะ

*

THE FALLING TOWER

Babel เป็นหอคอย เป็นออริจินัลของโตเกียวทาวเวอร์ในการ์ตูน Tokyo Babylon (ยังพยายามจะโยง...) เขาว่าสมัยก่อนมนุษย์เราเป็นพวกเดียวกันและพูดจาภาษาเดียวกัน แต่เพราะมนุษย์ทะเยอทะยานและไฮเปอร์จึงสร้างๆๆหอคอยนี้ให้สูงขึ้นๆๆจะได้ไปถึงสวรรค์ พระเจ้าไม่ปลื้ม ก็เลยสาปลงมา ผู้คนก็พูดจาคนละภาษา สื่อสารกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไป หอคอยเป็นหมัน และมนุษย์แตกคอกัน จนทุกวันนี้ก็กลายมาเป็นปัญหาเชื้อชาติเหยียดผิวเกลียดเผ่าพันธุ์ ทั้งหมดเพราะเราไม่เข้าใจกัน

หนังถูกเล่าโดยแบ่งออกเป็นส่วนๆ คือ

เหตุการณ์ในโมรอคโค :

- แยกย่อยลงไปอีกสองส่วนได้แก่ ครอบครัวคนพื้นเมืองครอบครัวหนึ่งที่มีลูกชายสองคน พ่อซื้อปืนไรเฟิลมาหนึ่งกระบอกกับกระสุนสำรองอีกสามร้อยนัด จุดประสงค์คือให้ลูกชายทั้งสองไว้ยิงหมาไนที่จะมากินแพะ

อีกส่วนคือคู่สามี-ภรรยาชาวอเมริกัน น้า Brad กับป้า Cate ที่มาเที่ยวทัวร์สมานฉันท์แบบกล้ำกลืนฝืนทน มาเที่ยวแบบไม่แฮปปี้ด้วยกันทั้งคู่

เหตุการณ์ในอเมริกา/เม๊กซิโก :

- ป้าเอมิเลียเป็นต่างด้าวทำงานในอเมริกามานานละ เลี้ยงลูกให้ครอบครัวชาวอเมริกันครอบครัวหนึ่ง ตัวคุณผู้ชาย/คุณผู้หญิงไปเที่ยว ป้าเอมิเลียมีเหตุจำเป็นต้องกลับเม๊กซิโกเพื่อไปงานแต่งงานของลูกชาย บอกเจ้านายล่วงหน้าแล้วนะ แต่บังเอิญเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค เจ้านายก็เลยไม่ยอมให้ลางานเด็ดขาด เพราะหาคนมาดูแลลูกๆแทนไม่ได้

ป้าเอมิเลียไม่รู้จะทำยังไงดี ก็เลยตัดสินใจพาลูกๆของเจ้านายไปด้วยซะเลย ตั้งใจว่าไปแค่วันเดียวเดี๋ยวค่ำๆก็กลับ หลานชายขับรถมารับ-ส่ง ท่าทางไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เหตุการณ์ในญี่ปุ่น :

- ชิเอโกะเป็นสาวใบ้และหูหนวก แม่ตาย ไม่ลงรอยกับพ่อที่ทำงานหนัก จึงเกิดเป็นอาการเฝ้าโหยหาความรักความเมตตาและเรียกร้องความสนใจในสังคมที่ได้ชื่อว่าผู้คนคับคั่งแต่กลับเป็นปิดกั้นที่สุดในโลกสังคมหนึ่ง

เผินๆแล้ว ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกันเลย แต่แน่นอนว่ามี โดยทั้งหมดเกิดจากกระสุนหนึ่งนัดถ้วน ตามมาด้วยการคาดเดาที่เลยเถิด ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในเพื่อนร่วมโลก ซัมติงประมาณที่ชื่อภาษาไทยของหนังพยายามให้คำอธิบายแบบเบลอๆว่า อาชญากรรม / ความหวัง / ความสูญเสีย...

คอนเสปต์มันก็ประมาณนี้แล ที่เหลือไปติดตามกันเองนะเคอะ

*

ONLY CONNECT. . .

ขอแยกเป็นข้อๆละกัน ง่ายดี

Consequences of Action - เราทุกคนเป็นญาติกัน

ฉันว่ามันเป็นหนังที่มีสโคปกว้าง เล่นกับประเด็นมนุษยชาติกันเลย มันสะท้อนให้เห็นถึงปฏิกริยาลูกโซ่ว่าทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลของมัน การกระทำหนึ่งจะเป็นผลกระทบไปสู่อีกการกระทำต่อๆมา และทำให้นึกถึงทฤษฎีความสัมพันธ์หกระดับ (Six Degrees of Seperation) ที่ว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกกลมๆใบนี้สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมดด้วยความสัมพันธ์เพียงหกขั้นเท่านั้น แต่ในหกขั้นนี้เราอาจจะได้พบเจอพูดคุยแค่กับคนที่อยู่ในระดับหนึ่ง และไม่มีโอกาสเจอคนในระดับอื่นๆเลยก็ตาม

Disconnection / Miscommunication - เราไม่เข้าใจกัน

ธีมหลักของเรื่องคือการสื่อสารที่ผิดพลาดในรูปแบบต่างๆ เช่น ปัญหาของคู่น้าแบรดกับป้าเคทเกิดจากการไม่จับเ่ข่้าคุยกัน (มัวแต่เล่นมิวสิค Wall in your heart อยู่ด้าย...) ดังที่น้าแบรดบอกเป็นนัยๆว่าตอนที่เกิดปัญหา "นั้น" ขึ้น แกเลือกที่จะหนี ไม่เชื่อมต่อกับครอบครัว แล้วก็ลากเมียมาเที่ยวทัวร์ในจังหวะที่ไม่เหมาะเอาซะเลย จนกระทั่งป้าเคทโดนยิงและเรื่องราวเลยเถิดไปใหญ่โต

ชิเอโกะก็มีปัญหาในการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลก มีปัญหาในการเข้าหาผู้คนเพราะเธอพูดไม่ได้และไม่ได้ยินเสียง แถมด้วยอารมณ์วัยรุ่นพลุ่งพล่าน แล้วแม่ก็เพิ่งตาย ทั้งที่การกระทำของเธอเป็นการส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ตัวผู้ส่งสารเองก็ตัดสาย พ่อของชิเอโกะเข้าถึงตัวลูกไม่ได้เพราะเธอ shut in พยายามตัดขาดจากพ่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอายุและเพศที่แตกต่างกัน ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ดังเช่นที่ชิเอโกะทำภาษามือใส่ว่า แม่ยังเข้าใจหนูมากกว่าพ่อเลย

Concealment of Truth - เราไม่บอกกัน

การปกปิดความจริงไม่ได้หมายถึงการโกหกนะ แต่อาจแปลได้ว่าไม่ทำใจยอมรับมัน พยายามหนีความจริงด้วยวิธีการต่างๆซึ่งนั่นไม่ใช่วิธีการรับมือกับผลที่เกิดขึ้นที่ถูกต้อง ในเรื่องน้าแบรดทำใจไม่ได้เรื่องลูก เด็กพี่น้องโมรอคโค ไม่กล้าบอกความจริงกับพ่อแม่เรื่องปืน ชิเอโกะและพ่อที่เป็นทุกข์กับความตายของแม่ เอมิเลียที่จูงเด็กๆไปพึ่งพาเพื่อนที่เป็นพี่เลี้ยงด็กเหมือนกัน แทนความคิดว่าจะโกหก จะดีกว่ารึเปล่าถ้าลองให้เพื่อนบอกเจ้านายไปตรงๆและขอความช่วยเหลือดีๆว่าขอฝากวันนึงนะ และซานติอาโก้ที่ตั้งแง่กับตำรวจจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

เมื่อความจริงปรากฎ ในบางกรณีก็สายไปเสียแล้ว เช่นถ้าทำใจได้เร็วกว่านี้และคุยกันมากกว่านี้ี้ ป้าเคทก็อาจจะไม่ซวย ถ้าเด็กชาวโมรอคโครีบสารภาพแต่เนิ่นๆ (และถ้าข่าวที่กระจายตัวออกไปถึงครอบครัวนั้นไม่ได้บิดเบือนความจริงจนทำให้คนรับสารแตกตื่นเสียจริตกันไป) ปัญหาก็อาจจะไม่ลุกลาม

Isolation / The Question of Selfishness - เราแล้งน้ำใจกัน

หนังบอกว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปัญหามาจากความเอาตัวเองเป็นที่ตั้งและไม่ฟังคนอื่น

น้าแบรดเอง ดูเผินๆเหมือนเป็นคนธรรมดาปกติที่อยู่ในภาวะสิ้นหวังและสับสน แต่ในบางการกระทำมันก็สะื้ท้อนให้เห็นว่าอเมริกาเป็นสังคมตัวใครตัวมัน คิดถึงแต่ตนเองเป็นใหญ่ และส่วนหนึ่งก็เกิดจากนิสัยของคนนี่แหละ จู่ๆน้าแกก็ทิ้งลูกไว้กับพี่เลี้ยง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าในช่วงนั้นเอมิเลียจะต้องไปงานแต่งลูกชายที่เม๊กซิโก

ป้าเคทโดนยิง เรเชลพี่สาวก็รู้ข่าวแล้ว แต่กลับคิดว่า่เรื่องของตัวสำคัญกว่า บอกปัดว่าไม่ว่าง มาดูหลานแทนเอมิเลียไม่ได้ (ทั้งที่จากโทรศัพท์มีการบอกเป็นนัยว่าตอนแรกตกลงกันแล้วว่าจะมา) ดังนั้นแบรดจึงต้องขอร้องแกมสั่งบังคับและเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบทุเรศๆว่า เดี๋ยวออกเงินจัดงานให้ลูกชายเอมิเลียใหม่ โดยไม่คิดถึงจิตใจของอีกฝ่ายเลย

ผู้โดยสารคนอื่นๆบนรถทัวร์ บางคนเห็นแก่ความสบายของตัวเองและมัวแต่ี่หวาดระแวงคนพื้นเมือง (ประมาณว่ายังไงๆกูก็จะไม่อยู่ละนะ) บางคนเลือกเป็นไทยมุงอย่างเดียว (ประมาณว่ากูแค่ขอเสือก ส่วนจะตายก็เรื่องของมึง) มีบ้างที่หยิบยื่นกำลังใจ มีคนพูดขึ้นมาว่า "I'm coming with you" แต่แล้วก็โดนอีกคนรั้งแขนไว้ไม่ให้เข้าไปยุ่ง ในขณะเดียวกัน ผู้รับก็ไม่ได้สนใจ มัวแต่ว้าวุ่นกับเรื่องของตัวโดยถือว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์คับขัน ไม่ว่างจะหันไปขอบคุณหรืออะไร

ถ้า Lost in Translation นำเสนอความเหงาแบบน้อยนิดมหาศาล (minimalism) Babel ก็นำเสนอความเคว้งคว้างของสังคมใหญ่แบบสาดใส่ได้อีก ความแปลกแยกโดดเดี่ยวเห็นได้ชัดในตัวของชิเอโกะ ในทุกๆที่ที่เธอไป ในความวุ่นวายที่ไม่ไ้ด้ยิน ชิเอโกะไม่เปิดใจให้กับโลก แต่เลือกที่จะอยู่กับตัวเอง ทำให้ปมไม่คลี่คลาย

ซานติอาโก้เองก็เลือกที่จะเอา่ตัวรอดเองคนเดียว ไม่ฟังคำทัดทานของคนอื่น จนเกือบทำให้เกิดเป็นโศกนาฏกรรม

A Matter of Reliance - เราไว้ใจกันได้มั้ย

(เริ่มง่วง - -")

สืบเนื่องมาจากข้อบนๆ การสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ต่างฝ่ายต่างพูดไม่มีใครฟัง ไม่ปล่อยวาง ความแปลกแยกทางเผ่าพันธุ์และภาษาก็ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายๆและบ่อยๆ เพราะเป็นคนละประเทศ วิธีจัดการก็ไม่เหมือนกัน ก็เลยตั้งแง่ใส่่กัน ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า จนบางทีก็สายเกินแก้

Innocence of Children - เราสอนเด็กกันผิดๆรึเปล่า

เด็กๆในเรื่องต้องเผชิญกับความรุนแรง ความตายและความเจ็บปวดที่ผู้ใหญ่เป็นคนก่อทั้งหมด โดยที่ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใหญ่เองนั่นแหละ ความเลินเล่อของผู้ปกครองเป็นผลให้เด็กๆต้องซวยแบบจำยอม

(แต่ในกรณีของยุสเซฟ...ชื่อนี้รึเปล่า? ฉันว่ามันก็เป็นไอ้เด็กเปรตจริงๆ - -")

ในตอบจบขึ้นเครดิตมาว่า ผู้กำกับอุทิศเรื่องนี้ให้กับลูกๆผู้เป็นเหมือนแสงสว่างในความมืด (หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ) ประหนึ่งต้องการจะบอกว่า เด็กๆคือความหวังของมวลมนุษยชาติ ช่วยกันดูแลให้ีดีหน่อย อย่าปล่อยวัวหายแล้วล้อมคอก เพราะไม่้ว่าโลกนี้จะเน่าแค่ไหน ก็ยังพอแก้ไขได้

"Yet Hope Remains" - แต่ความหวังยัง(พอ)มี

ถ้าจะมองว่ามันซวยสุดๆแล้ว อะไรจะซวยได้มากไปกว่านี้อีก มันก็ไม่เชิงซะทีเดียวนะ เพราะท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายก็ยังพอมีแสงรำไรอยู่้บ้าง ฉากสุดท้ายของตัวละครแต่ละตัวในเรื่องมีความหวังแฝงอยู่ด้วย ถ้าจะมองว่าการที่ไกด์ท้องถิ่นพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้นคือน้ำใจในฐานะมนุษย์ ยายแก่ๆที่พูดกันคนละภาษาก็ช่วยในแบบของยาย เอมิเลียที่ผ่านการซวยถึงขีดสุดถูกเนรเทศกลับประเทศ แต่ก็ไม่โดนตั้งข้อหาลักพาเด็กข้ามชายแดน (ถ้าจะมองว่านั่นเป็นค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่ำได้รับ) และอย่างน้อยก็ยังมีลูกชาย และอาจได้สร้างครอบครัวใหม่

ส่วนที่ชัดทีุ่สุดคงเป็นชิเอโกะกับฉากสุดท้ายที่ระเบียง ที่ดูเหมือนสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์แบบเด็กแรกเกิดกับความรักของผู้ให้กำเนิด การทิ้งเกราะทั้งหมดและเปิดใจยอมรับ

ถ้าจะมองว่ากระสุนนัดนั้นจะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ณ อีกซีกโลกปางตาย แต่กระสุนนัดเดียวกันก็ช่วยชีวิตเด็กผู้หญิงที่อยู่อีกซีกโลกไว้เหมือนกัน เพราะถ้าไม่ได้ปืนกระบอกนั้น ตำรวจคนนั้นก็คงไม่ได้มาหาชิเอโกะและให้ความช่วยเหลือด้วยการรับฟังและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เธอสื่อสารออกมา

และประการสุดท้าย Babel ส่งสารมาว่า โลกมันบัดซบก็จริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนเลว คนดีก็มีนะ ทางที่ดี ตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท อย่าให้คนดีตกเป็นเหยื่อได้ก็ดี

ซ้าธุ

*

OVERALL

นักแสดงฝีมือดีมากๆทุกคน (ป้าเคทกับกาเอลบทน้อยยย...แต่เอาเหอะ เรื่องมันยิ่งใหญ่) การดำเนินเรื่องแอบน่าเบื่อ ประกอบกับแพ้หนังภาพไม่นิ่ง (ยังดีว่าเรื่องนี้มีไม่เยอะ ไม่หนักเหมือนหนังของลาส วอน เทียร์ที่ดูทีไรกลับมาป่วยทู้กที - -") เลยไม่อินได้อย่างเต็มที่

สกอร์ไม่ถูกใจ (แต่ปีนี้ก็ไม่ถูกใจสกอร์หนังเรื่องไหนสักเรื่อง ช่างน่าเศร้า T___T)

สรุปว่า่เป็นหนังที่น่าสนใจค่ะ ฉันว่ามันมีสารที่ดี

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แน่ใจว่ายังไงก็คงไม่ได้ไปดูหนังโรงแน่นอน
เลยอ่านรีวิวซะหมด
เป็นคนที่รีวิวหนังเก่งจังค่ะ
ในที่นี้หมายถึง ดูแล้วได้อะไร ตีความเยอะ
อ่านจบแล้วก็คิดว่าหนังน่าสนใจดีค่ะ
ขอบคุณที่รีวิวให้ฟังนะคะ

#1 By mikan on 2007-02-19 04:38

อ่านแล้วแอบง่วงตอนครึ่งทาง (อ้าวๆ -"-)
ถ้าไปดูเองคงไม่สามารถตีความออกมาได้เป็นชุดๆแบบนี้แน่ค่ะ แต่ชอบตอนเกริ่นว่ามนุษย์เคยพูดภาษาเดียวกันมาก่อน เพราะงั้นเรามาเปิดใจกันเต๊อะ >3< จุ๊บๆ (?) และก็ชอบตรงที่ว่าไม่ว่าโลกนี้จะเน่าแค่ไหน ก็ยังมีทางแก้ค่ะ อืมมม ทราบซึ้ง

#2 By ■ TamaRPG ■ on 2007-02-19 09:07

แต่ผมชอบ Score นะครับ
อาจจะเพราะเข้าทางในแนวที่ผมชอบก็ได้

#3 By AkE on 2007-02-19 10:03

จริงค่ะ ง่วงเล็กน้อย
แต่เป็นหนังที่โอเคมาก ๆ เลยนะ

เห็นด้วยว่าเด็กยุสเซฟอะไรนั่นน่ะ เปรตจริง ๆ

#4 By BeeJang on 2007-02-19 10:18

เรากลับว่ายุสเซฟไม่ใช่เด็กเปรตนะ

เรามองว่าเรื่องนี้ทุกคนเป็น "เหยื่อ" ของ ignorant น่ะ พ่อเองก็ฉลาดน้อย ไม่ได้อบรมสั่งสอนลูกให้ดีตามประสาคนจนที่ตัวเองก็ด้อยปัญญา ลูก (แม่ง) ก็ซนตามประสาเด็ก และแม้จะแข่งขันชิงเชิงกันกับพี่ชาย แต่เอาเข้าจริงแล้วในใจมันไม่ได้เป็นคนเลวเลย

เหมือนกันกับชิเอโกะ เรากลับไม่ได้มองว่าชิเอโกะไม่ได้เปิดใจนะ เธอพยายามแล้วที่จะตะโกนกรีดร้องในแบบของเธอว่า "มาสนใจฉันหน่อย" ด้วยพฤติกรรมแหกคอกต่างๆ พยายามทำตัวให้เป็นที่ยอมรับในเพียกรุ๊ป (ซึ่งการต่อต้านพ่อแม่ก็เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้เพื่อนยอมรับเหมือนกัน)

ชักยาว.. เดี๋ยวไปเขียนเป็นของตัวเองก็ด๊ะ

#5 By D.M. on 2007-02-19 10:46

^
^

ไม่ได้บอกว่ามันเลวซะหน่อย แต่มันเป็นไอ้เด็กเวรน่ะ อาจจะเวรเพราะ ignorance ของพ่อแม่ด้วยส่วนหนึ่ง แต่โดยส่วนตัวเราไม่เชื่อว่าการเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียวจะหล่อหลอมพฤติกรรมเด็กคนหนึ่งจนสมบูรณ์ สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติก็สอนตัวมันเองด้วย เหมือนคนๆหนึ่งก็มีทางเลือกที่จะตามฝูง (อ่ะ แบบพี่มัน) หรือแหกคอก (แบบน้องมัน ที่่ซ่าส์ๆหน่อย)

ชิเอโกะเองก็เหมือนกัน มันเป็นการส่งเสียงเรียกร้องความสนใจนั่นแหละจ๊ะ แต่อยากจะ่มองอย่างยุติธรรมว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสนใจเลย เพราะตัวพ่อมีสิทธิเลือกที่จะ ignore ได้มากกว่านี้อีก (ลองคิดว่าถ้าเป็นป้าเคทที่ฆ่าตัวตาย แล้วลูกๆที่เป็นวัยรุ่นเป็นคนเจอศพ คนอย่างแบรดอาจจะเตลิด ทิ้งลูกไปช่วงนึงเลยก็ได้ เหมือนฉากตอนต้นที่ลูกสาวนอนไม่หลับเพราะกลัวจะเป็นอย่างน้่องที่ตายไป มันก็ทำให้เห็นถึงความเพิกเฉยของพ่อแม่นะว่า อ้าว แล้วพ่อแม่ทำไมเจือกไปเที่ยวเอาตอนนี้ฟระ ลูกๆก็ trauma เหมือนกันนิ เพียงแต่มันยังเด็ก ไม่เหมือนชิเอโกะที่กำลังเป็นวัยรุ่น วัยที่กำลังแสวงหาเอกลักษณ์พอดี)

กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างไม่รู้วิธีเข้้าหากัน เป็น Generation/Gender Gap ชีเองก็ใช่ว่าจะ่เปิดใจ (อาจจะอยากแต่ไม่รู้วิธีการ เลยใช้วิธีแหกคอกแทน) พ่อเองก็อาจจะยังพยายามไม่มากพอ

ยาวอีกแระอ่ะ

#6 By vendetta on 2007-02-19 11:25

อืม เหมือนจะเป็นหนังที่เล่าเรื่องความต่างเชื้อชาติของมนุษย์ การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ทั้งเรื่องภาษาชนชาติ และเรื่องครอบครัว รวมทั้งแฝงเรื่องความน่ากลัวของอาวุธปืน ฟังดูเลวร้ายเนาะ แต่ชอบที่ตอนจบออกจะมองโลกในแง่ดีหน่อย ประมาณว่ายังมีความหวังอยู่นะ

#7 By *cinnamoroll on 2007-02-19 20:49

อ่ะ ไปดูมาแล้วเหงอ เป็นญาติกับหนังคณะลอร์ดนี่เอง there's still hope! (แถไปเรื่อยอ่ะเดี๊ยน)

พอ.นั่งดูชอลิ้วเฮียงรับตรุษจีนเกือบทั้งวันเลยอ่ะ เอิ๊กๆ รุ่นท่านลุงเจิ้งเลยนะ

#8 By PorOr on 2007-02-19 21:40

ฮือออ อยากไปดู แต่ ไม่มีเวลาเลย พยายามจะไปดูพรุ่งนี้หลังเลิกงาน แต่... จะได้ดูไหมเนี่ยเรา ดันติดเกมออนไลน์ซะอีก trickster มันวางยาฉานนนนนน

#9 By kurumi on 2007-02-19 21:47

อ่า น่าดูนะเคิ๊บบบบ

*ต้องลอง*

555+

#10 By MiYaBiMiRu on 2007-02-20 21:24


แบบนี้ต้องไปดูให้ได้แล้วล่ะครับ

จริงๆผมกะรอไปดูแค่ 2 เรื่องคือ Charlotte's Web กับ The Persuit of Happiness แบบว่า แอบลุ้นให้ เฮียแกได้ ขึ้นไปรับวันจันทร์ นี้น่ะฮะ

#11 By Parkja (124.120.174.191 /unknown) on 2007-02-23 23:42

น่าสนใจแฮะคะ สงสัยต้องไปหามาดูอ่ะ
list หนังเพียบ แต่ไอ้ที่หามาดูได้ไม่ได้อยู่ใน list เรยวุ้ย

#12 By reafre on 2007-03-02 23:14

กำลังตั้งต้นดูวันนี้เลยครับ
แต่ดูเจอเด็กทำยื้บๆเบชั่น แล้วตกใจ...

#13 By โก๋สิจ๊ะ on 2007-03-03 00:35