2007/Jan/19

เมื่อวันก่อนโน้นนเผลอกดผิดค่ะ (เลยกลายเป็นบล็อกลึกลับ ขึ้นดาวส้มว่าอัพแต่อ่านไม่ได้ซะเลย กร๊ากก) แทนที่จะกด Save as Draft ดันปล่อยตัวปล่อยใจไปจิ้ม Publish ซะอย่างนั้น - -" ก็เอ็นทรีมันยาวง่ะ คนเราก็พลาดกันด้ายยย...

เอนี่เวย์ ในที่สุดก็ได้อัพแล้น แม้จะเป็นเรื่องของปีที่แล้วก็เหอะ

ปีที่แล้วหาที่ถูกใจสุดๆไม่ค่อยมี ชะรอยฝีมือเราจะตกจึงเลือกหนังสือได้ไม่ถูกโฉลกกัน หรือไม่...เราก็ดวงตก - -" อ้อ แต่ที่แน่ๆรู้ว่าปีที่แล้วอ่านหนังสือของวินทร์ เลียววาริณไปเยอะมากเลย ขี้เกียจนับว่าตกลงเมื่อปีที่แล้วอ่านไปกี่เล่ม รู้แต่ว่าน้อยกว่าปีก่อนอยู่เป็นสิบ (สงสัยเอาเวลาไปคอสหมด กร๊าก) บางเล่มได้รีวิวเต็มๆไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ขี้เกียจพิมพ์ยาวๆ เลยขอสรุปสั้นๆทีเดียวในนี้ดีกว่าเนาะ

*

THE RETIRING READ LIST

ROSS KING - Michelangelo and the Pope's Ceiling

: รีวิวไปหนนึงสั้นๆในเอ็นทรีนี้

C.S.LEWIS - Out Of the Silent Planet (The Cosmic Trilogy)

: บอกกันตรงๆว่าฉันชอบชื่อหนังสือเล่มนี้มากกก...คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักลุงซี.เอส.ลูอิสจากนาร์เนีย เมืองในตู้เสื้อผ้า แต่จริงๆแล้วลูอิสก็เคยเขียนนิยายไซไฟฯกะเขาด้วยเหมือนกัน ไตรภาคไซไฟฯชุดนี้มีหลายชื่ออย่างไม่เป็นทางการ บ้างเรียกว่า Cosmic Trilogy ไม่ก็ Ransom Trilogy เพราะพระเอกชื่อเอลวิน แรนซัม

เล่มแรกที่ฉันอ่านจบไปคือ Out of the Silent Planet (ดวงดาวที่เงียบสงัดนั้นก็หมายถึงโลกของเรานั่นเอง) เขียนขึ้นในปี 1938 ภาคสองชื่อ Perelandra เป็นการเดินทางสู่ดาวศุกร์ และสุดท้ายคือ That Hideous Strength คาดว่าเป็นเล่มที่ห่วยที่สุด เพราะคนอ่านด่ากันตรึม (ซวยจริงๆ)

สำหรับผู้ที่รู้จักลุงลูอิสอยู่บ้าง จะรู้ว่าลูอิสกับเจ.อาร์.อาร์.โทลคีน คนเขียนเรื่อง Lord of the Rings เขาซี้กันมานานแระ ในหนังสือชุดนี้ก็มีมุขวงในแฝงอยู่ด้วยค่ะ พระเอกของเรื่องเป็นศาสตราจารย์สาขาปรัชญาที่มีนิสัยเหมือนโทลคีนเลยแหละ (ประมาณว่าแซวกันเองโคตรๆ) ลุงคนเขียนเองก็สารภาพว่าได้แรงบันดาลใจมานั่งเขียนเรื่องนี้เพราะได้ถกประเด็นกับคุณเพื่อน แล้วก็ตกลงกันว่าเราจะเขียนหนังสือกันคนละเล่มล่ะนะแก...ทางฝ่ายลูอิสคลอดออกมาเป็น Cosmic Trilogy ส่วนโทลคีนตั้งใจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางข้ามห้วงเวลา แต่ดันเขียนไม่จบ (คุณลุงเค้าเป็นจอมรายละเอียดน่ะ ไอเดียทั้งหมดอยู่ในเล่ม Lost Road and Other Writings ที่น่าสนใจมากๆ แต่อะไรก็ไม่รู้ยั้วเยี้ยๆ - -")

กลับมาที่ Out Of the Silent Planet ก่อนๆ พระเอกถูกลักพาตัวไปดาวที่ชื่อ Malacandra ค่ะ (เราจะได้รู้ทีหลังว่ามันคือดาวอังดาร) หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร อ่านพอได้ แต่ไม่ค่อยสนุกมากๆ (อารมณ์เหมือนอ่านนาร์เนีย ฉันใดฉันนั้น) ด้วยความที่ลุงแกก็มุขเยอะก็จริง แต่บางทีอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่า "นั่นปล่อยมุขอยู่เหรอคะลุง?"

อย่างไรก็ตาม สองเล่มหลังของไตรภาคไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ฉันเองก็ตัดสินใจไม่อ่านต่อ เพราะกว่าจะผ่านเล่มแรกไปได้ก็เผลอหลับแล้วหลับอีก ^^"

พัณณิดา ภูมิวัฒน์ - ไมรอน

: รีวิวเต็มเหยียดไปแล้วที่นี่ค่ะ

LEWIS PERDUE - The Davinci Legacy [QUICK-REREAD]

: เอามาอ่านรอบสองแบบลวกๆเพราะจะเขียนรีวิวใหม่ตรงนี้ เล่มนี้ ครั้งหนึ่งคนเขียนเคยลุกขึ้นมาเต้นแรงเต้นกาว่า The Da Vinci Code ลอกผลงานเขาไป

TERRY BROOKS - The Sword of Shannara

: เคยอ่านผลงานของนักเขียนคนนี้ตั้งแต่สมัยที่ยังเด็ก (ตอนนี้ก็ยังเด็กนะ อ๊าง โข่งนิดหน่อยแต่จริงใจมากมาย) ติดใจน่าดู พอดีมีคุณพี่ใจดีให้ยืม The Sword of Shannara ซึ่งเป็นเล่มแรกของซีรีส์ Shannara (ซึ่งจะมีตามออกมาอีกเป็นกระบุง) อ่านแล้วก็สรุปได้ว่าฉันชอบผลงานของแทร์รี่ บรู้คส์ที่เป็นซีรีส์ Magic Kingdom มากกว่าซีรีส์นี้เยอะเลยค่ะ เหตุผลหนึ่งก็คือ...อย่างน้อย Magic Kingdom มันก็มีความเป็นตัวของตัวเอง

แชนนาราเป็นนิยายแฟนตาซีในแนวทางเดียวกันกับ Lord of the Rings ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะแทร์รี่ บรู้คส์แกประกาศกร้าวและปวารณาตนมาตั้งแต่ยังเอ๊าะ (จนปัจจุบันก็พอจะแก่) แล้วว่าเป็นแฟน LOTR รุ่นแรกๆ ยุคที่เด็กเนิร์ดทุกคนเพ้อเจ้อถึงมิดเดิลเอิร์ธกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (อารมณ์เดียวกับสตีเฟน คิงและซีรีส์ The Dark Tower ที่ป๋าตี๊ฟบอกแต่เนิ่นๆเชียวว่าเอามาจากลอร์ดฯเต็มๆ แต่ความที่ป๋ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองสูงมว้ากกก...เลยทำให้มันไม่ใช่ Eragon ฮา...) แถมแกเริ่มเขียนตั้งแต่ยังหนุ่มมากๆ ไฟแรงก็จริง แต่ในหัวไม่ค่อยจะมีอะไรหรอก

ดังนั้นจึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่แชนนาราจะมีองค์ประกอบละม้ายๆ LOTR เอามาก อาทิเช่น Elfstone ศิลาพราย o.O' หรือนามกรเอลฟ์ๆอย่าง Elessedil ที่เหมือนเอาเอเลสซาร์มารวมกับเอเลนดิล, Tanequil ที่เป็นญาติกับทานิเควติล หรือไงเนี่ย แต่ก็พอจะโอเคว่าพล็อตไม่ได้เหมือนมาก แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเกลียดคุณน้าเขาเลย หนังสือเล่มอื่นๆที่คนเขียนคนนี้เขียนในเวลาต่อๆมาเมื่อสั่งสมบารมีได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองทั้งยังดีขึ้นตามลำดับด้วยค่ะ แทบไม่เหลือกลิ่นของ LOTR อีกเลย

ฉันเอง เคยคิดจะตามอ่านแชนนาราให้ครบทุกเล่มเพื่อพิสูจน์ว่าหลังๆที่เขาว่าดีขึ้นนั้นจริงหรือไม่ แต่สงสัยจะไปไม่รอดค่ะ มองเห็นเอลฟ์ของโทลคีนเดินพล่านในดินแดนอื่นแล้วมันขัดใจ เอิ๊ก

PHILIP PULLMAN - The Butterfly Tattoo

: แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องง่ายๆเกี่ยวกับความรัก การล่มสลายของสถาบันครอบครัว ชีวิตวัยรุ่นต้องสู้ แต่พอมันเป็นฝีมือของฟิลลิป พูลแมนละ อะไรๆก็ดีไปโม้ด (ลำเอียงมากๆ แต่ฉันก็ไม่ชอบหนังสือเด็กนักหรอกนะ เลยติดใจได้ไม่นาน) เล่มนี้เป็นแนว teen drama ภาษาอ่านง่ายกระชับฉับไวและบิ๊วท์อารมณ์ได้ดีตามสไตล์ค่ะ

PHILIPPA GREGORY - Earthly Joys

: เชิญที่นี่โลด

J.R.R.TOLKIEN with CHRISTOPHER TOLKIEN - The Morgoth's Ring

: Morgoth's Ring เป็นเล่มที่ 10 ในซีรีส์ The History of Middle-Earth (ชาวบ้านเรียกโดยย่อว่า HoME) ที่มีจำนวนหนึ่งโหล ไม่แนะนำให้อ่านถ้าไม่รักกันจริง ^^" (หรือต่อให้รักกันจริง ถ้าไม่ว่างบ้าและหมกมุ่นจริงๆก็ไม่ต้องอ่านก็ได้)

HoME นั้นเป็นการรวบรวมไอเดียจากสมุดโน้ตที่โทลคีนทิ้งไว้ มีเรื่องราวยิบย่อย outline หลายเวอร์ชั่น รวมถึงสิ่งที่อยากจะเขียนแต่ไม่มีโอกาสได้สานต่อ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาจักรวาล (ต้องเรียกว่าจักรวาล...เพราะมันไม่ได้มีแค่โลกแหละ) ที่โทลคีนสร้างขึ้น โดยคริสโตเฟอร์ ลูกชายเอามาเรียบเรียงและใส่คอมเม้นท์เอาไว้ในแต่ละบท

ส่วน Morgoth's Ring เป็น Silmarillion เวอร์ชั่นก่อนแก้ไข อ่านเอารายละเอียดเพิ่มเติม (หรือจะอ่านเอาสนุกก็ได้ไม่ว่ากัน) มีการพูดถึงกฎหมู่และธรรมเนียมปฏิบัติในหมู่เอลฟ์ยุคเก่า พงศาวดาร ตำนานรักเอลฟ์หนุ่มกับมนุษย์สาวที่ไม่มีทางสมหวัง ฯลฯ

PHILIPPA GREGORY - The Virgin's Lover

: เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ตั้งแต่สมัยขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ มันไปโฟกัสอยู่ที่เมียหลวงของโรเบิร์ต ดัดลีย์ ถ้าว่ากันตามลำดับเหตุการณ์ เรื่องราวในเล่มนี้จะมาก่อนเล่ม Earthly Joys ค่ะ เรื่องนี้เน้นเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ รักสามเส้าของพระราชินี-โรเบิร์ตและเมียหลวง สำหรับผู้ที่ติดตามเป็นมิตรรักแฟนประวัติศาสตร์อังกฤษยุคอลิซาบีธันอยู่มั่ง เล่มนี้ก็ถือว่าไม่มีอะไรใหม่นัก

Philippa Gregory เป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ได้น้ำเน่า ดราม้าดราม่า เว่อร์ๆหน่อย แต่ก็อ่านสนุกมาก น่าติดตาม และสร้างสันดานตัวละครได้ออกมาดีค่ะ

JEANNE KALOGRADIS - The Borgia Bride

: รีวิวไปหน่อยนึง จิ้มดูที่นี่ค่ะ

วินทร์ เลียววาริณ - ผู้ชายที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85

: คุณวินทร์เป็นขวัญใจของนักอ่านหลายๆคน ฉันเองก็มาติดใจฝีมือเขาจากเล่มนี้เหมือนกัน (เมื่อก่อนโน้นนน...เคยอ่านประชาธิปไตยบนเส้นขนาน แต่มันนานม้ากกกกแล้ว เพิ่งจะมีโอกาสได้ลองอ่านผลงานของน้าเขาอีกครั้ง) เรื่องนี้เกี่ยวกับโกสต์ไรเตอร์ ความรักโรแมนติกที่เกิดขึ้นหลายภพหลายชาติ อ่านดูละเหมือนธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาซะงั้นน่ะ เพราะเขาอำแหลก ล้อเลียน เสียดสี มุขกระจาย ไม่ตลกซึ่งๆหน้า แต่ฮาเนียนๆ นัยว่าเป็นมุขแบบเด็ก'ถาปัด อธิบายลำบากค่ะ (อาจต้องเชิญผู้ใหญ่'ถาปัด มาอธิบายต่ออีกหน่อย ฮา) ต้องอ่านเองแล้วจะเข้าใจ เอิ๊ก

ฉันค่อนข้างเชื่ออยู่อย่างนึงว่าน้าวินทร์เขียนนิยายรักได้เป็นสไตล์ของเขาเอง กล่าวคือมันไม่โรแมนติกแบบหนังสือเรื่องอื่นๆน่ะ มันไม่ค่อยซาบซึ้งกินใจน้ำลาย เอ๊ย น้ำตาไหลเป็นทางช้างเผือก จะเรียกว่ารักแนวๆก็คงพอได้มั้ง

เล่มนี้แนะนำค่ะ อ่านสนุก มุขดี ไม่ควรพลาด

(edited by) DAVID BAGGETT & SHAWN E. KLEIN - Harry Potter and Philisophy : If Aristotle Ran Hogwarts

:ตะเองเอามาให้อ่าน จำไม่ผิด เธอให้เราโฟกัส ณ บทที่ว่าด้วยผู้ก่อตั้งทั้งสี่ของฮอกวอร์ตส์ ความต่างในแนวคิดของแต่ละคน พร้อมกับวิเคราะห์เจาะเดาว่าการตัดสินใจจะต่างกันอย่างไร ซึ่งเราก็พบว่ามันก็...งั้นๆอ่ะ ประเด็นหลักคือฉันว่ามันนำเสนอออกมาไม่ค่อยโดนเท่าไหร่

มันเป็นหนังสือที่รวบรวมบทความจากนักเขียนหลายๆคนในแง่มุมปรัชญาที่ได้จากแฮร์รี่ พ๊อตเตอร์ ทว่าบางบทก็น่าเบื่อเหลือเกิน ส่วนบางบทก็ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด (อ่านแล้วส่ายหัวหน่อยๆ...เขียนอะไรวะ เหมือนเรียงความป.หก) แล้วก็เล่นอะไรง่ายๆเกินไป ทำให้ขาดความน่าสนใจ

ถ้าจำไม่ผิด เล่มที่ Galadriel Waters เขียนน่ะสนุกกว่า แต่คชตอนนี้ข้อมูลในนั้นมันเก่าไปแล้วแหละ :)

HARUKI MURAKAMI - Kafka on the Shore

: ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่แฟนฮารุกิ มุราคามิ จะว่าไปก็อ่านตามแฟชั่น เคยผ่านมาไม่กี่เรื่อง ฉันชอบ Norwegian Wood แบบไม่มีเหตุผล แต่เรื่องอื่นๆไม่ค่อยโดนค่ะ ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าพอจับ core หนังสือของมุราคามิได้แล้ว ก็พบว่ามันเหมือนๆกันไปหมดทุกเรื่อง (ความเห็นส่วนตัวนะคะ) ปกติแล้วหนังสือเขามีไอเดียล้ำลึก ออกจะปรัชญา (จะเรียกว่า metaphysics แต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเลยไม่อาจฟันธงได้แม่นๆ)

Kafka on the Shore เป็นเรื่องเกี่ยวกับแมว ความฝัน เด็กผู้ชายที่ชื่อคาฟคา ผู้ชายที่ชื่อนาคาตะ อ่านไปได้เรื่อยๆ แต่อ่อนด้อยเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆของมุราคามิ คนอ่านเดาได้ไม่ยากนักว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครพวกนั้น จะว่าเป็นหนังสือที่พอมองออกมาตั้งแต่เนิ่นๆว่ามันจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ก็เลยไม่มีอะไรน่าลุ้น มันชัดเจนเกินไปจนแทบไม่ได้คิดอะไรเลย

อนึ่ง ฉบับภาษาไทยของเล่มนี้แปลไม่ดีเลยค่ะ สงสัยว่าแปลแบบ Stream of Consciousness รวดเดียวจบไม่มีทวน แต่อ่านแล้วหงุดหงิดเป็นบ้าเลยค่ะ (ความเห็นส่วนตัวอีกเช่นเดิม)

KAREN ESSEX - Leonardo's Swan

: รีวิวไปละแหละ จิ้มดูที่นี่ค่ะ

JAVIER SIERRA - The Secret Supper

: เหมือนกันกับลิงค์ข้างบน...แต่เล่มนี้ถ้าอ่านภาษาไทย (รหัสลับลาสต์ซัปเปอร์) จะสนุกกว่าภาษาอังกฤษค่ะ แปลไทยแล้วภาษาน่าอ่านดี (ดีเกินไปด้วย กร๊าก ก็ฉันว่าหนังสือมันไม่ดีขนาดนั้นหนิ)

MICHAEL BAIGENT - The Jesus Papers

: เหมือนเอา Holy Blood, Holy Grail มาย้อมแมวขาย สำบัดสำนวนและเรื่องราวก็นิยายโคตรๆทั้งที่ระบุว่าเป็น Non-Fiction ไม่แนะนำ ไม่น่าอ่านและไม่สนุกทุกประการค่ะ

The Jesus Papers พาดพิงถึงเรื่องเดิมๆที่เราได้ยินจาก Da Vinci Code มาจนเบื่อแระ รวมๆก็เกี่ยวกับพระเยซูว่าเกิดที่ไหน เป็นอย่างไร ไปไหนมาสามวาสองศอก - -" เอาประเด็นมาต่อยอดอีกที เล่ายอกย้อนไปมาพร้อมภาพประกอบว่ากูไปทำการค้นคว้าหาข้อมูลมาจริงๆนะเว้ย แต่ไปๆมาๆรู้สึกว่าคนเขียนแกจะอีโก้ไปหน่อยมั้ง มีแต่เรื่องอะเม้ซิ่งของแกพล่ามเต็มไปหมด น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งก็ไม่มี ฮู้...

WIL WHEATON - Dancing Barefoot

: อาจจะพอกล้อมแกล้มได้ว่าวิล วีทตันไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ แต่ก็เขียนได้นะ เขาเป็นดารา Star Trek : TNG เคยเล่นหนังวัยรุ่นที่ดังมากๆอย่าง Stand By Me ซึ่งจะว่าไป เขาก็ทำอาชีพนี้ได้ไม่เลวนะ

แต่ด้วยความจริงใจ ในที่สุดก็เปิดเผยธาตุแท้ออกมาว่าตัวจริงเขาก็เป็นแค่ Geek คนนึงนั่นแหละ กร๊าก...หนังสือเล่มนี้สั้นๆบางๆ สำนวนอ่านง่ายชิบหาย (จริงๆนะ) อาจจะเพราะเขาเองก็เป็น Blogger (ติดตามไปดูได้ที่นี่เลย) เลยชอบอะไรซิมเปิ้ลๆ ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงให้ยุ่งยาก เล่มนี้จึงไม่ผิดกับหนังสือเด็กที่ไม่ใช่เพื่อเด็กอ่าน (เพราะแอบมีคำหยาบ) ตัวหนังสือก็ใหญ่เท่าฝาบ้าน เป็นการรวมเรื่องสั้น 5 เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองค่ะ อาทิ ประสบการณ์ตอนไปเล่น Star Trek พร้อมภาพประกอบขาว-ดำดูแนวๆแต่น่ารักดี

ไม่ได้น่าสนใจมาก แต่ไม่ถึงกับแย่นัก

BILL BRYSON - Notes from a Big Country

: เล่มนี้ไม่ใช่นิยาย แต่เป็น non-fiction รวมบทความของ Bill Bryson ถึงสิ่งที่เขาคิดและ ประสบการณ์ที่เขาพบมาค่ะ สะท้อนและพาดพิงสันดานและวัฒนธรรมอเมริกันในภาษาที่อ่านง่ายดี อารมณ์เหมือนเจ้าของบ้านมานั่งบ่นให้ฟังว่าทำไมครอบครัวตรูถึงยุ่งเหยิงอย่างงี้ จะว่าเป็นฝรั่งปากจัดก็ไม่เชิงนะคะ เรียกว่าเป็นอเมริกันชนที่มีเมียหัวนอก (...ซึ่งก็นอกม้ากมาก ได้ข่าวว่าอิมพอร์ตมาจากอังกฤษ) ประกอบกับชอบไปท่องเที่ยว ดังนั้นจึงอาจจะตาสว่างกว่าโข่งอเมริกันโดยทั่วไป เอิ๊ก

ในเล่มนี้ก็ชอบเปรียบเทียบอเมริกากับบ้านเมืองของคุณเมีย อ่านแล้วก็นึกถึงสัจธรรมข้อหนึ่งขึ้นมาได้ว่า ไม่มีใครพอใจในสิ่งที่มีอยู่ เรามักจะอยากได้สิ่งที่เรายังไม่มี (นัยว่าอาหารบนจานเพื่อนดูน่าอร่อยกว่าจานเราอยู่เรื่อยเลย)

วินทร์ เลียววาริณ - หลังอานบุรี

: จิกกัดการเมืองไทยแบบสุนัขาธิปไตย ไอเดียบรรเจิด ถ้าพอจะตามติดข่าวการเมืองอยู่บ้างจะเข้าถึงมุขได้ดีขึ้น

WESLEY STACE - Misfortune

: ถ้าสังเกตหน้าปกดีๆ จะพบว่าเป็นรูปผู้หญิงมีหนวด XD เรื่องนี้ซื้อมาอ่านเพราะเรื่องย่อและหน้าปกจูงใจค่ะ กล่าวคือท่านลอร์ดแห่งตระกูล Loveall ที่ร่ำรวยที่สุดในอังกฤษ (ซึ่งเราจะได้รู้ในเวลาต่อมาว่าตระกูลนี้ประสาทเสียกันทั้งตระกูล) ท่านลอร์ดไม่มีลูก วันๆก็โหยหาแต่น้องสาวสุดเลิฟที่ตายไป ใครๆก็พากันกดดัน จึงเกิดเพี้ยนเก็บเด็กทารกมาเลี้ยง ตั้งชื่อว่าน้องโรสพร้อมประกาศให้เป็นทายาท เจ้าของมรดกคนต่อไป

เอนี่เวย์ ท่านลอร์ดฉลาดน้อย มรดกของน้องโรสจึงต้องเป็นทุกขลาภ เพราะจริงๆแล้วมันเป็นเด็กผู้ชายต่างหาก แต่ไหนๆก็ไหนๆ ด้วยเหตุจำเป็นบางประการ ดช.โรสต้องจำซวยถูกเลี้ยงเป็นดญ. เติบโตมาแบบที่เข้าใจว่าแม้ขนหน้าแข้งจะแข็งไปนิดแต่ก็เป็นเลดี้นะฮ้า o.O' เรื่องราวก็วุ่นวายหนักขึ้นเมื่อญาติๆกรูกันเข้ามาในคฤหาสน์หวังจะแย่งสมบัติ โรสจึงมีดำริว่าจะออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง

เรื่องย่อสนุกมาก แต่เนื้อในโดยรวมไม่สนุกเท่าที่หวัง (อ้าว) บรรยายมากไปจนพร่ำเพรื่อ มันจะมีบางบทบางตอนที่สนุกมว้ากกก..ซะจนพลิกหน้ากระดาษอย่างเมามัน เพียงเพื่อจะพบกับบางบทบางตอนที่ง่วงหงาวหาวนอน ภาวนาให้มันจบๆไปซะที

นิยายเล่มนี้เป็นนิยายโพสต์-โมเดิร์นแนวย้อนยุคที่มีธีมร่วมสมัยเต็มๆ ไม่ว่าจะ Gender, Identity, Sexuality และการออกค้นหา"ราก"ของตนว่าเราเป็นใครมาจากไหน ในแง่มุมหนึ่งมันก็ได้อรรถรสเหมือนบทละคร แต่ยืดยาวกว่า ฉากตลกของหนังสือมันตลกแบบสัปดนเปรี้ยงปร้าง (เขาเรียก farce comedy ว่าอะไร?) แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่ไม่น่าเกลียด เขียนได้อ่านสนุก

วินทร์ เลียววาริณ - เสี่ยวนักสืบ : ฆาตกรรมกลางทะเล

: รวมเรื่องสั้นแนวรหัสคดีชุดที่หนึ่ง คุณวินทร์สร้างตัวละครนักสืบที่มีบุคลิกที่เราคนไทยคุ้นเคยดีนามว่าพุ่มรัก พานสิงห์ เขาแต่งตัวสีแสบ จกส้มตำแซบอีหลี เป็นนักร้องคาเฟ่แต่รับจ๊อบช่วยชาติด้วยการเป็นนักสืบ เป็นนักรักแบบเจมส์ บอนด์ (แต่ผลลัพธ์ออกมาตรงข้ามกันนะ) กระทั่งผู้ช่วยเสียงสวยที่ชื่อจันทร์แรม ก็ละม้ายมันนี่เพนนีนิดๆ

คดีทั้งหมดไม่ยากเกินความคาดเดา อ่านฆ่าเวลาเพลินๆ อาจจะด้วยนิสัยคนไทยอย่างเราๆ เน้นอะไรง่ายๆไม่ซับซ้อน ก็เป็นได้นะ

วินทร์ เลียววาริณ - เสี่ยวนักสืบ : คดีผีนางตะเคียน

: รวมเรื่องสั้นแนวรหัสคดีชุดที่สอง เราชอบทั้งสองเล่มพอๆกัน (แต่เป็นความชอบในระดับหนึ่งนะ คงไม่เอาไปเทียบกับอะไร)

*

To Be Continued ฮ่ะ เหลืออีกครึ่งนึง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เวลาอ่าน (aka พลิก) HOME เนี่ยนะ ไม่รู้จะเริ่มต้นจากไหนดี เปิด index หาชื่อ...ก่อนเลย (วดต.ต้องรู้แน่ๆเลยว่า พอ.เปิดหาอะไร แฮ่ๆ)

แอ๊ะ Shannara นั่น พี่สาวใจดีลืมไปแระแหงๆ มี prequel อีกเล่มนึงล่วยน้า

เรื่องคุณชายโรสนั่น มีส่วนคล้ายๆการ์ตูน Lady Victorian (<<มันใช่ชื่อนี้มั้ยเนี่ย -_-") เลยแฮะ น้องสาวเคยอ่านบ่

เดี๋ยวจะกลับมาดูอีกครึ่งนึงนะ
#1  by  PorOr At 2007-01-19 21:47, 
มาลงชื่อจ้ะ

ลงว่ารักจขบ.จ้ะ

ฮิ้ววววววววววววววว
#2  by  D.M. At 2007-01-19 22:14, 
sword of shannara น่าเบื่อมากกกกกก และยาวจนเกินไป ไม่รู้จะยาวไปถึงไหน อ่านแล้วน่ารำคาญมากค่ะ แต่บีจังชอบเล่มถัดจากนี้นะ เอิ๊กกก

HoME นี่ อ่านเป็นช่วง ๆ ล่ะ ไม่ได้อ่านมันจริงจัง ประหนึ่งซื้อมาประดับหิ้ง และเป็น reference เปิดเมื่ออยากรู้เท่านั้น เอิ๊กกก
#3  by  BeeJang At 2007-01-19 23:20, 

55+ หลังอานบุรี เขียนดี ฮาแตกมากฮะ

ไม่ลอง รีวิว ประชาธิปไตยบนเส้นขนานดูมั่งล่ะฮะ ไม่ก็พวกนิยายไทย แนวๆเก่าๆ แบบ ไผ่แดงเงี้ย 55+ คงจะฮา น่าดู

HoME นี่ไม่รักจริงไม่อ่านแน่ๆ อ่านหนังสือสอบ ได้หลายเทอมเลยนะนั่น
#4  by  Park (124.120.169.45) At 2007-01-20 04:03, 
ไม่น้อยแล้วนะคะเนี่ย
จริงๆอ่านบลอคนี้แล้วทำให้อยากอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีกหลายเล่ม (คืออยากลองว่ามันจริงอย่างรีวิวมั้ย)
จะรออ่านต่อค่ะ
#5  by  มุก At 2007-01-20 13:03, 
Morgoth's Ring
ตำนานรักเอลฟ์หนุ่มกับมนุษย์สาวที่ไม่มีทางสมหวัง

--> ไม่มีตำนานของเอลฟ์หนุ่มกับมนุษย์วัยกลางคนหรือคนแคระบ้างเหรอ
อุอุ มีแอบแซวเล็กน้อย รีวิวแต่ละเรื่องได้ชัดเจนมากเลยค่ะ
#6  by  ffr -_- At 2007-01-20 13:28, 

อยากบอกว่า แอบ รอ สปอย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฮะ อิอิ
#7  by  Park (124.120.163.64) At 2007-01-22 02:41, 
I love Haruki Murakami
#8  by  kafka on the shore (124.120.18.71) At 2007-03-08 20:30, 
แว้บเข้ามาเยี่ยมค่ะ
มีแต่หนังสือน่าอ่านทั้งนั้นเลยนะคะ
HoME เนี่ย อยากอ่านมากเลย แต่สงสัยจะม่ายหวายยยย แค่ซิลฯยังเอาไม่รอดเล้ย...
ส่วนนิยายคุณวินทร์เนี่ย... ชอบฮ่ะ >< อยากอ่านให้ครบทุกเรื่องเลย ชอบสไตล์พี่แกจริงๆ
#9  by  MZelda At 2007-03-27 20:39, 
สวัสดีจ้า เราเพิ่งเคยเข้าเวบนี้ครั้งแรก และสมัคร member ไปแล้วกะจะเขียนหมวดวรรณคดี พอดีมาเจอ Blog นี้ ชอบมากค่ะ เห็นแล้วชื่นใจจัง
#10  by  majia At 2007-04-02 20:19, 
http://hewk.exteen.com/ ฝากอ่านด้วยค๊าฟ ขอบคุนค๊าฟ
#11  by   (203.113.77.7) At 2007-04-10 15:44, 
i have "misfortune" as well. like the way the story goes. so looking forward to reading more books of this author. my cover looks different though :)

Cheers to book lovers,
#12  by  MissQwan (124.120.78.45) At 2007-07-06 03:42, 

<< Home