[movie] The King and the Clown - ตลกหลวงกับราชันย์
posted on 12 Dec 2006 01:24 by vendetta in FeverishFilm
โดนบังคับมารีวิวเลยนะเนี่ย ^^" ได้ยินชื่อเสียงของ The King and the Clown มานานแล้วล่ะ ทำรายได้ถล่มทลายสูงสุดตลอดกาล ต่างว่าเป็น Brokeback Mountain ฉบับเกาหลี แต่สวยงามบริสุทธิ์กว่า ส่วนแถวนี้ เห็นฉาวๆเค้าฮือฮาในความงามของจุงกิ (ชื่อนี้ใช่มั้ย?) กันยกใหญ่
ในที่สุดก็เข้าฉายที่โรงพารากอน (ไม่รู้ว่าฉายที่อื่นด้วยรึเปล่านะคะ) เลยต้องลาก p.i.c ไปติดกระแสดูด้วยเป็นอันขาดเลยเชียวค่ะ
ไม่คาดคิดว่าจะมี SPOILER แต่อ่านแล้วยอมรับทัศนคติของฉันได้รึเปล่าเนี่ยสิ ตัวใครตัวมันนะ (เห็นคอมเม้นท์อันหนึ่งบอกให้ลองเปลี่ยนทัศนคติดูบ้าง เอ่อม เปลี่ยนยากค่า เพราะในบางกรณีมันไม่ใช่ Prejudice แต่เป็นอะไรที่ไม่ปลื้มโดยสุจริตเลยฮ่ะ)
*
Sirrah, You Were Best Take My Coxcomb.
The King and the Clown เป็นหนังย้อนยุค เล่าเรื่องของตัวตลกสองคนในคณะบ้านนอกที่เปิดการแสดงแนวสัปดี้สัปดนให้ชาวบ้านทั่วไปดู (เรียกชื่อไม่ถูก ขอเรียกพระเอกว่าคุณพี่ถึกทุยกับนายเอกว่าคุณน้องบอบบางไปพลางๆก็แล้วกัน ครั้นจะเรียกพี่ขวัญกับอีเรียมรึก็เกรงใจ...) แค่ดูจากสายตาก็รู้ว่าคุณพี่ถึกทุยนั้นมีใจให้คุณน้องมานานแล้ว แต่คุณน้องบอบบางนี่สิ มีใจให้มากแค่ไหนไม่รู้ สภาพยังคลุมๆอยู่
เมื่อเจ้าของคณะแอบไซด์ไลน์ขอเป็นแมงดา พี่ถึกทุยจึงรับไม่ด้ายยย...พาน้องหนีไปตะกายดาวในเมืองหลวง ความที่เก่งกาจสามารถอยู่แล้ว จึงตั้งทีมเป็นของตัวเองได้ไม่ยาก แต่ทำไงให้ดังดีล่ะ? คาดว่าคุณพี่คงศึกษาเรื่องการตลาดมานิดหน่อย จึงหวังจะสร้างชื่อให้ติดทนด้วยเรื่องที่อื้อฉาวววที่สุดในยุคนั้น นั่นคือการเอาสันดาน เอ๊ย การกระทำของฮ่องเต้กับพระสนมคนโปรดมาล้อเลียนซะให้เละเป็นโจ๊กไปเล้ย
ปรากฎว่าฮิตสุดๆจนกระทั่งต้องแลกด้วยชีวิต กล่าวคือต้องไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์ หากฮ่องเต้ทรงรู้สึกขำๆ ทีมงานทั้งหมดก็จะรอดตายโดยถือว่ามันเป็นแค่การแสดง แต่ถ้าไม่ขำล่ะก็เตรียมโลงได้
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดไปดูเองนะจ๊ะ :D
*
Then they for sudden joy did weep,
And I for sorrow sung,
That such a king should play bo-peep,
And go the fools among.
สิ่งที่มองเห็น :
ชนชั้นวรรณะ -
ความไม่เท่าเทียม การที่ผู้มีอำนาจใช้อำนาจในทางที่ผิด ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่อยู่ภายนอกกับภายในวัง อย่างที่หนังจีนหลายๆเรื่องก็ชอบใช้ ภายในเขตพระราชฐานเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกที่สร้างขึ้น แต่เต็มไปด้วยเล่ห์กล Absurdity ความทุเรศทุรังและความโหดร้าย ส่วนโลกภายนอกวังนั้นเป็นโลกจริงที่โหดร้ายพอกัน แต่ไม่ได้ฉาบไว้ด้วยความอลังการ
บทบาทและหน้าที่ของศิลปิน -
คุณพี่ถึกทุยมักจะร่ายบทสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของศิลปินอยู่เนืองๆ นักแสดงไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดมาเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสิ่งที่ผู้ชม/สังคมเป็นให้ผู้ชม/สังคมเห็นได้ด้วย กล่าวคือศิลปะในฐานะของเครื่องมือที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์สังคมและการกระทำของผู้มีอำนาจ ก็ประมาณว่าเป็น Freedom of Speech/Expression น่ะเอง
Gender Identity -
หนังส่งสารของชาวรักร่วมเพศอย่างเปิดเผย แต่ที่นอกเหนือจากนั้นด้วยคือ Gender Identity ทางสังคมของคุณน้องบอบบาง (อธิบายไม่ค่อยจะถูกต้องขออภัย เอาง่ายๆคือ อันคำว่า Gender แปลว่าเพศก็จริง แต่จะเหมือนคำว่า Sex ก็หาไม่ Gender เป็นเรื่องทางสังคม ส่วน Sex เป็นเรื่องทางชีวภาพ คนเราอาจเกิดมาเป็นเพศหนึ่งแต่มี gender เป็นอีกอย่างหนึ่งได้ อะไรประมาณนั้น) การที่คุณน้องไม่ใช่ผู้หญิง แต่ได้รับการปฏิบัติจากคนอื่นเหมือนผู้หญิง
น่าเสียดายที่ตัวละครของน้องบอบบางนั้นมิติแบนไปหน่อย เลยไม่มีโอกาสได้สอดส่องในจิตใจมั่งเลยว่าน้องบอบบางคิดว่าตัวเองยอมรับฐานะของตัวเองในสังคมแค่ไหน อยู่ในสังคมในฐานะอะไร หรือว่าศิลปินคือข้อยกเว้น บลาๆๆ (คือ...น้องยอมไปโม้ด เข้าใจว่า passive แต่มันพลอยทำให้บทมันแบนไปด้วย เดี๋ยวจะขอพูดถึงแยกต่างหากอีกที)
Platonic Love/Possession -
หนังสื่อให้เห็นว่ามันเป็นความรักแบบบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ p.i.c. ดิฉันหาเรื่องตั้งข้อสันนิษฐานว่าความรักอันยิ่งใหญ่ของพี่ถึกฯน่ะจริงๆแล้วก็แค่หวงก้างรึเปล่า ประมาณว่ากูไม่ได้ คนอื่นก็อย่าได้มันเลยวะ ฮา
ดังนั้นความรักของคุณพี่คุณน้องเป็นความสัมพันธ์แบบ Platonic Love จริงรึเปล่า ก็ไม่รู้ (ก็ขึ้นอยู่กับว่าเวอร์ชั่นที่ฉายในโรงมันเป็นเวอร์ชั่นหั่นตัดและสะเด็ดน้ำออกฉากแล้วด้วยรึเปล่า) แต่ที่แน่ๆมันไม่เวิร์คแหงๆเลย เพราะมันคงไม่สร้างความรู้สึกมั่นคงให้พี่ถึกฯแกเท่าไหร่ ถึงได้ชวนน้องย้ายที่อยู่หนีมารอยู่ร่ำไป เผลอๆจะเป็นรักแท้แค่ข้างเดียวเสียด้วยซ้ำ เมื่อน้องปันใจให้คนอื่นอย่างเงียบๆงงๆ ซะงั้น
Characterisation
คนดูรู้ว่าน้องบอบฯก็รักพี่ถึกฯแน่นอน แต่ถ้าถามฉันนะ ฉันกลับไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นความรักแบบไหน คุณน้องเขาก็เอ็นจอยกับคุณพี่ดี แต่ไม่ถึงกับแฮปปี้ เพราะยังอุตส่าห์โหยหาและผูกพันจนเกิดเป็นรักสามเส้าแบบงงๆกับฮ่องเต้ ผู้ที่นอกจากจะมีหน้าตาเหมือนเดอะ ปั๋งแล้วยังโหดร้ายแบบเด็กๆและไม่เต็มเต็งซะเหลือคณา (หรือว่าคุณน้องเขามีความเป็นแม่สูง?!)
สิ่งที่ทำให้มันไม่เคลียร์ก็คงเป็นที่ตัวคาแรกเตอร์ของคุณน้องฯเองมั้งคะ แล้วก็ความล้นจนเสียสติของฮ่องเต้นั่นแหละ ฉันว่าฮ่องเต้ไม่เห็นต้องเว่อร์ขนาดนั้นเลยอ่ะ มันมีอยู่พักนึงที่ทำให้รู้สึกว่า คุณน้องคงมองเห็นซอกมุมเล็กๆที่แสนเดียวดายของฮ่องเต้ถึงได้แอบปันใจ (ความเหงา ปมด้อยที่ต้องอยู่ใต้เงาพระบิดา อาการขาดแม่-ห่างพ่อ ซึ่งอาจทำให้น้องบอบฯย้อนรำลึกนึกถึงชะตาตัวเอง อะไรประมาณนี้เป็นต้น) แต่ตัวหนังนำเสนอออกมาแบบที่ฉันไม่แน่ใจน่ะว่าตัวเองคิดถูกมั้ย คือ..ฉันว่าเธอออกจะเอ๋อเหวอตลอดศก ส่วนฮ่องเต้ก็ล้นจัง จนอดคิดไม่ได้ว่า "เฮ้ย มันจำเป็นต้องเสียสติขนาดนั้นเลยเหรอ(วะ)คะ?"
ฉันอยากเห็นด้านอื่นๆของตัวน้องบอบบางเธอดูบ้างล่ะ (ส่วนตอนนี้มันออกจะน่ารำคาญไปด้วยซ้ำ) มองเผินๆแล้ว ความรักของตัวตลกทั้งสองเหมือนความรักที่ยิ่งใหญ่ แต่เอาเข้าจริง มันกลับเป็นความพยายามอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่าแฮะ คุณน้องเธอดูเหมือนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร จนกระทั่งตอนจบ ฉันก็ไม่รู้สึกว่าเธอพบแล้วหรือรู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร อาการเหมือนสิ้นหวังจนหลอกตัวเองน่ะ
*
Lear's Shadow
ดู The King and The Clown แล้วนึกถึง The Banquet เล็กๆตรงที่มันมีความเป็นละครสูง แต่ The King and The Clown ให้สีสันที่ฉูดฉาดกว่า ส่วน The Banquet ออกแนวทะมึนๆ
ถ้า The Banquet เปรียบกับบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ได้เท่ากับ Hamlet เรื่องนี้ก็คงทำให้นึกถึง King Lear ล่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าพล็อตเหมือนหรือว่าอะไร แต่สะกิดใจตรงบทบาทของตัวตลกที่สะท้อนการกระทำกษัตริย์ การนำเสนอข้อคิด รวมไปถึงการสลับบทบาทกันระหว่างตลกหลวงกับราชันย์
(แต่เทียบกันไม่ได้เพราะมันคนละประเด็นกันนะคะ ไม่เหมือนกรณี The Banquet กับ Hamlet ที่หยิบมาดัดแปลงใหม่)
สรุปว่าหนังเรื่องดี ดูในโรงก็ได้ ดีวีดีก็ดี ไม่ถึงกับชอบมาก แต่ก็ผ่านค่ะ :D
แต่แนวนี้ ... ข้าพเจ้าขอผ่านดีกว่า ไม่อยากไปนั่งวิเคราะห์เรื่องเพศให้ เซ้งจิต -__-lll
ไม่ถึงกับว่าชอบลีจุนกิ แต่ขอชื่นชมในฐานะ -ผู้หญิง- ได้มั้ย?? ฮ่าๆๆ
เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่า อยากเห็นบทบาทของกงกิลมากกว่านี้
เพราะดูไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ เลยเหมือนไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญเท่าตัวละครหลักคนอื่นๆ
หรือเป็นเพราะบทตัวละครอื่นๆมันล้นเกินไปกันแน่
#1 By ★Toshiya★ on 2006-12-12 01:55