โดนบังคับมารีวิวเลยนะเนี่ย ^^" ได้ยินชื่อเสียงของ The King and the Clown มานานแล้วล่ะ ทำรายได้ถล่มทลายสูงสุดตลอดกาล ต่างว่าเป็น Brokeback Mountain ฉบับเกาหลี แต่สวยงามบริสุทธิ์กว่า ส่วนแถวนี้ เห็นฉาวๆเค้าฮือฮาในความงามของจุงกิ (ชื่อนี้ใช่มั้ย?) กันยกใหญ่

ในที่สุดก็เข้าฉายที่โรงพารากอน (ไม่รู้ว่าฉายที่อื่นด้วยรึเปล่านะคะ) เลยต้องลาก p.i.c ไปติดกระแสดูด้วยเป็นอันขาดเลยเชียวค่ะ

ไม่คาดคิดว่าจะมี SPOILER แต่อ่านแล้วยอมรับทัศนคติของฉันได้รึเปล่าเนี่ยสิ ตัวใครตัวมันนะ (เห็นคอมเม้นท์อันหนึ่งบอกให้ลองเปลี่ยนทัศนคติดูบ้าง เอ่อม เปลี่ยนยากค่า เพราะในบางกรณีมันไม่ใช่ Prejudice แต่เป็นอะไรที่ไม่ปลื้มโดยสุจริตเลยฮ่ะ)

*

Sirrah, You Were Best Take My Coxcomb.

The King and the Clown เป็นหนังย้อนยุค เล่าเรื่องของตัวตลกสองคนในคณะบ้านนอกที่เปิดการแสดงแนวสัปดี้สัปดนให้ชาวบ้านทั่วไปดู (เรียกชื่อไม่ถูก ขอเรียกพระเอกว่าคุณพี่ถึกทุยกับนายเอกว่าคุณน้องบอบบางไปพลางๆก็แล้วกัน ครั้นจะเรียกพี่ขวัญกับอีเรียมรึก็เกรงใจ...) แค่ดูจากสายตาก็รู้ว่าคุณพี่ถึกทุยนั้นมีใจให้คุณน้องมานานแล้ว แต่คุณน้องบอบบางนี่สิ มีใจให้มากแค่ไหนไม่รู้ สภาพยังคลุมๆอยู่

เมื่อเจ้าของคณะแอบไซด์ไลน์ขอเป็นแมงดา พี่ถึกทุยจึงรับไม่ด้ายยย...พาน้องหนีไปตะกายดาวในเมืองหลวง ความที่เก่งกาจสามารถอยู่แล้ว จึงตั้งทีมเป็นของตัวเองได้ไม่ยาก แต่ทำไงให้ดังดีล่ะ? คาดว่าคุณพี่คงศึกษาเรื่องการตลาดมานิดหน่อย จึงหวังจะสร้างชื่อให้ติดทนด้วยเรื่องที่อื้อฉาวววที่สุดในยุคนั้น นั่นคือการเอาสันดาน เอ๊ย การกระทำของฮ่องเต้กับพระสนมคนโปรดมาล้อเลียนซะให้เละเป็นโจ๊กไปเล้ย

ปรากฎว่าฮิตสุดๆจนกระทั่งต้องแลกด้วยชีวิต กล่าวคือต้องไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์ หากฮ่องเต้ทรงรู้สึกขำๆ ทีมงานทั้งหมดก็จะรอดตายโดยถือว่ามันเป็นแค่การแสดง แต่ถ้าไม่ขำล่ะก็เตรียมโลงได้

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดไปดูเองนะจ๊ะ :D

*

Then they for sudden joy did weep,
And I for sorrow sung,
That such a king should play bo-peep,
And go the fools among.

สิ่งที่มองเห็น :

ชนชั้นวรรณะ -

ความไม่เท่าเทียม การที่ผู้มีอำนาจใช้อำนาจในทางที่ผิด ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่อยู่ภายนอกกับภายในวัง อย่างที่หนังจีนหลายๆเรื่องก็ชอบใช้ ภายในเขตพระราชฐานเป็นเหมือนอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกที่สร้างขึ้น แต่เต็มไปด้วยเล่ห์กล Absurdity ความทุเรศทุรังและความโหดร้าย ส่วนโลกภายนอกวังนั้นเป็นโลกจริงที่โหดร้ายพอกัน แต่ไม่ได้ฉาบไว้ด้วยความอลังการ

บทบาทและหน้าที่ของศิลปิน -

คุณพี่ถึกทุยมักจะร่ายบทสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของศิลปินอยู่เนืองๆ นักแสดงไม่ใช่ว่าจะต้องเกิดมาเพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนสิ่งที่ผู้ชม/สังคมเป็นให้ผู้ชม/สังคมเห็นได้ด้วย กล่าวคือศิลปะในฐานะของเครื่องมือที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์สังคมและการกระทำของผู้มีอำนาจ ก็ประมาณว่าเป็น Freedom of Speech/Expression น่ะเอง

Gender Identity -

หนังส่งสารของชาวรักร่วมเพศอย่างเปิดเผย แต่ที่นอกเหนือจากนั้นด้วยคือ Gender Identity ทางสังคมของคุณน้องบอบบาง (อธิบายไม่ค่อยจะถูกต้องขออภัย เอาง่ายๆคือ อันคำว่า Gender แปลว่าเพศก็จริง แต่จะเหมือนคำว่า Sex ก็หาไม่ Gender เป็นเรื่องทางสังคม ส่วน Sex เป็นเรื่องทางชีวภาพ คนเราอาจเกิดมาเป็นเพศหนึ่งแต่มี gender เป็นอีกอย่างหนึ่งได้ อะไรประมาณนั้น) การที่คุณน้องไม่ใช่ผู้หญิง แต่ได้รับการปฏิบัติจากคนอื่นเหมือนผู้หญิง

น่าเสียดายที่ตัวละครของน้องบอบบางนั้นมิติแบนไปหน่อย เลยไม่มีโอกาสได้สอดส่องในจิตใจมั่งเลยว่าน้องบอบบางคิดว่าตัวเองยอมรับฐานะของตัวเองในสังคมแค่ไหน อยู่ในสังคมในฐานะอะไร หรือว่าศิลปินคือข้อยกเว้น บลาๆๆ (คือ...น้องยอมไปโม้ด เข้าใจว่า passive แต่มันพลอยทำให้บทมันแบนไปด้วย เดี๋ยวจะขอพูดถึงแยกต่างหากอีกที)

Platonic Love/Possession -

หนังสื่อให้เห็นว่ามันเป็นความรักแบบบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ p.i.c. ดิฉันหาเรื่องตั้งข้อสันนิษฐานว่าความรักอันยิ่งใหญ่ของพี่ถึกฯน่ะจริงๆแล้วก็แค่หวงก้างรึเปล่า ประมาณว่ากูไม่ได้ คนอื่นก็อย่าได้มันเลยวะ ฮา

ดังนั้นความรักของคุณพี่คุณน้องเป็นความสัมพันธ์แบบ Platonic Love จริงรึเปล่า ก็ไม่รู้ (ก็ขึ้นอยู่กับว่าเวอร์ชั่นที่ฉายในโรงมันเป็นเวอร์ชั่นหั่นตัดและสะเด็ดน้ำออกฉากแล้วด้วยรึเปล่า) แต่ที่แน่ๆมันไม่เวิร์คแหงๆเลย เพราะมันคงไม่สร้างความรู้สึกมั่นคงให้พี่ถึกฯแกเท่าไหร่ ถึงได้ชวนน้องย้ายที่อยู่หนีมารอยู่ร่ำไป เผลอๆจะเป็นรักแท้แค่ข้างเดียวเสียด้วยซ้ำ เมื่อน้องปันใจให้คนอื่นอย่างเงียบๆงงๆ ซะงั้น

Characterisation

คนดูรู้ว่าน้องบอบฯก็รักพี่ถึกฯแน่นอน แต่ถ้าถามฉันนะ ฉันกลับไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นความรักแบบไหน คุณน้องเขาก็เอ็นจอยกับคุณพี่ดี แต่ไม่ถึงกับแฮปปี้ เพราะยังอุตส่าห์โหยหาและผูกพันจนเกิดเป็นรักสามเส้าแบบงงๆกับฮ่องเต้ ผู้ที่นอกจากจะมีหน้าตาเหมือนเดอะ ปั๋งแล้วยังโหดร้ายแบบเด็กๆและไม่เต็มเต็งซะเหลือคณา (หรือว่าคุณน้องเขามีความเป็นแม่สูง?!)

สิ่งที่ทำให้มันไม่เคลียร์ก็คงเป็นที่ตัวคาแรกเตอร์ของคุณน้องฯเองมั้งคะ แล้วก็ความล้นจนเสียสติของฮ่องเต้นั่นแหละ ฉันว่าฮ่องเต้ไม่เห็นต้องเว่อร์ขนาดนั้นเลยอ่ะ มันมีอยู่พักนึงที่ทำให้รู้สึกว่า คุณน้องคงมองเห็นซอกมุมเล็กๆที่แสนเดียวดายของฮ่องเต้ถึงได้แอบปันใจ (ความเหงา ปมด้อยที่ต้องอยู่ใต้เงาพระบิดา อาการขาดแม่-ห่างพ่อ ซึ่งอาจทำให้น้องบอบฯย้อนรำลึกนึกถึงชะตาตัวเอง อะไรประมาณนี้เป็นต้น) แต่ตัวหนังนำเสนอออกมาแบบที่ฉันไม่แน่ใจน่ะว่าตัวเองคิดถูกมั้ย คือ..ฉันว่าเธอออกจะเอ๋อเหวอตลอดศก ส่วนฮ่องเต้ก็ล้นจัง จนอดคิดไม่ได้ว่า "เฮ้ย มันจำเป็นต้องเสียสติขนาดนั้นเลยเหรอ(วะ)คะ?"

ฉันอยากเห็นด้านอื่นๆของตัวน้องบอบบางเธอดูบ้างล่ะ (ส่วนตอนนี้มันออกจะน่ารำคาญไปด้วยซ้ำ) มองเผินๆแล้ว ความรักของตัวตลกทั้งสองเหมือนความรักที่ยิ่งใหญ่ แต่เอาเข้าจริง มันกลับเป็นความพยายามอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่าแฮะ คุณน้องเธอดูเหมือนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร จนกระทั่งตอนจบ ฉันก็ไม่รู้สึกว่าเธอพบแล้วหรือรู้ว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร อาการเหมือนสิ้นหวังจนหลอกตัวเองน่ะ

*

Lear's Shadow

ดู The King and The Clown แล้วนึกถึง The Banquet เล็กๆตรงที่มันมีความเป็นละครสูง แต่ The King and The Clown ให้สีสันที่ฉูดฉาดกว่า ส่วน The Banquet ออกแนวทะมึนๆ

ถ้า The Banquet เปรียบกับบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ได้เท่ากับ Hamlet เรื่องนี้ก็คงทำให้นึกถึง King Lear ล่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าพล็อตเหมือนหรือว่าอะไร แต่สะกิดใจตรงบทบาทของตัวตลกที่สะท้อนการกระทำกษัตริย์ การนำเสนอข้อคิด รวมไปถึงการสลับบทบาทกันระหว่างตลกหลวงกับราชันย์

(แต่เทียบกันไม่ได้เพราะมันคนละประเด็นกันนะคะ ไม่เหมือนกรณี The Banquet กับ Hamlet ที่หยิบมาดัดแปลงใหม่)

สรุปว่าหนังเรื่องดี ดูในโรงก็ได้ ดีวีดีก็ดี ไม่ถึงกับชอบมาก แต่ก็ผ่านค่ะ :D

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รีวิวได้โดนใจมากเลยค่ะ อ่านแล้วผงกหัวตามเป็นระยะๆ

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่า อยากเห็นบทบาทของกงกิลมากกว่านี้
เพราะดูไม่ค่อยมีมิติเท่าไหร่ เลยเหมือนไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญเท่าตัวละครหลักคนอื่นๆ
หรือเป็นเพราะบทตัวละครอื่นๆมันล้นเกินไปกันแน่

#1 By ★Toshiya★ on 2006-12-12 01:55

แต่แนวนี้ ... ข้าพเจ้าขอผ่านดีกว่า ไม่อยากไปนั่งวิเคราะห์เรื่องเพศให้ เซ้งจิต -__-lll

#2 By Park (124.120.163.212 /192.168.200.16) on 2006-12-12 04:45

ด้วยความเซ็งที่หนังเรื่องนี้มันโดนโรคเลื่อนมาหลายรอบ ก็เลยโหลดมาดูเรียบร้อยโรงเรียน Clubbox ตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้วเห็นจะได้ จนเริ่มจะลืมๆไปแล้วว่ามันเป็นยังไง

ดูจบแล้ว..ขอดูแต่ MV ก็พอ เพลงสะเทือนใจ + ภาพใน MV ก็ตัดเอาสำคัญๆ มาแบบ โอ... ขอจิ้นเองดีกว่า ครึๆๆ

ยอมรับเลยว่าจุงกิในเรื่องสวยมากๆ แต่บทดู...เอ๋อไปนิด __ ___" ดูแล้วเลยไม่ติดใจอะไรอยู่ดีนั่นเอง ถึงแม้จะได้รับคำนิยมว่าเป็นหนัง Brokeback Mountain ภาคเกาหลี แต่ก็รู้สึกว่า BBM มันตราตรึงใจมากกว่าเย๊อะ~

พูดถึง BBM เมื่อคืนเค้าเอาเทป MTV Movies Awards มาเปิดด้วย ได้ Best Movie กับ Best Kiss Scence ด้วยแฮะ เสียดายเฮียฮีทไม่ไป เลยอดดูเจคฮีทจูบโชว์เลย...งุงิ

#3 By Fly_Away on 2006-12-12 04:52

ขำชื่อที่ตั้งใหม่ พี่ถึก กับน้องบอบ ฮ่าๆๆ

#4 By *** on 2006-12-12 09:48

บทน้องบอบแปลก ๆ ล่ะ บทพูดก็น้อย งง ๆ กับท่าที ไม่เข้าใจคุณน้องเค้าเหมือนกันว่าคิดยังไงกันแน่ แต่ดูหน้าสวย ๆ ของน้องเค้าแล้วเคลิ้มดี ฉะนั้นประเด็นคิดมากก็ตกไป เอิ๊กกก

ไปดูมาเมื่อวานค่ะ พาคุณแม่ไปด้วย หัวเราะคิกคักชอบใจ เอิ๊กกก

ทัศนคติเปลี่ยนยากค่ะ รู้สึกไงก็เขียนแบบนั้นแล

#5 By BeeJang on 2006-12-12 10:23

โอ้วววว อย่างนี้นี่เอง มีแต่เพื่อนเคยบอกว่าดูแล้วแซ้ดดดด&ครายยยยย

ไว้รอแผ่นออกล่ะเค่อะพี่ มิได้โปรดน้องบอบฯ

#6 By jd459 on 2006-12-12 14:47

หนังเรื่องนี้ดูมาแล้วค่ะ มีฉายที่โรงของสยามดิสอีกทีค่ะ ... *-*

ดูแล้วก้ออย่างที่ว่า พี่ถึกทุยดูจาพยายามมากเพื่อจุงกิ แต่ตัวจุงกิเอง กลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อพี่ถึกทุยเลย ... ดูแล้วช่างน่าน้อยใจ ... TwT

#7 By dreamy on 2006-12-12 18:39

เมื่อวันก่อนเพื่อนมาบอกว่ามีรายการทีวีนึงแนะนำว่าเป้นหนังดีที่พ่อแม่ควรพาลูกไปดู...เอ่อ
เด๋วไว้จะหาดีวีดีมาดูค่ะ อยากดูโบรคแบ็คยังไม่ได้ดูเลย TwT

#8 By PLARIEX on 2006-12-12 19:49

อืมมมมมม..ไปดูมาแล้วเหมือนกันครับ...
แต่ในความคิดผมนะ...ผมว่า..ตัวที่จุนกีเล่นเองก้อ..
มีอะไรบางอย่างแฝงอยู่..ออกแนวว่าดูไปเข้าใจอยู่คนเดียว...
ก้อนะ...ตัวละครตัวนี้มีเหตุผมของเค้าคับที่ต้องทำแบบนี้...
แต่ก้อชอบคับเรื่องนี้..ทำเอาเศร้าได้เหมือนกัน

#9 By ::dEviL ShiRoi:: on 2006-12-12 21:31

อยากปายดูๆๆๆ ยังไม่ได้ดูเลยง่า งืดๆๆ สงสัยคงไม่มีเวลาได้ดูในโรงแน่นอนง่ะ งืดๆ
*ดิ้นปัดๆ* อยากดูง่า อยากดูๆ

#10 By . : : ZePhyRuS : : . on 2006-12-12 22:40

ผมดูแล้วครับ แนะนำให้ดูเรื่องนี้ แบบต้นฉบัยครับ
หนังดู แต่อาจจะเฉพาะแนวนะครับ เรื่องนี้สุดยอด

#11 By เอกน้อย on 2006-12-13 19:33

เพิ่งจะดูเมื่อไม่กี่วันมานี้เองเหมือนกันค่ะ
ประทับใจไหม? ก็มีอยู่บางฉากที่ทำให้น้ำตาซึม แต่น่าจะซึมได้มากกว่านี้ ถ้าหนังจะบอกความรู้สึกของแต่ละตัวละครให้มันชัดเจน ไม่ใช่ให้คนดูคิดเอาเอง อ่อเป็นแบบนี้หรอ? เอ๊ะหรือว่า..? อะไรทำนองนี้น่ะ
แต่ก็ถือว่าผ่านล่ะค่ะ ไม่ถึงกับว่าชอบลีจุนกิ แต่ขอชื่นชมในฐานะ -ผู้หญิง- ได้มั้ย?? ฮ่าๆๆ

#12 By anything elle? on 2006-12-13 20:30

พี่ชอบเรื่องนี้นะ โดนพระเอกกระชากใจไปตั้งแต่กลางเอง
คนอะไรมันจะดี(สาด)ขนาดนั้นฟระ!!

แอบเซ็งน้องกองกิลเล็กน้อย หญิงซะจนน่าจะเอาผู้หญิงจริงๆมาเล่นซะเลย

#13 By The Ren on 2006-12-14 21:11

อ่านไปอ่านมาแล้วก็ฮากร๊ากอีตรงฮ่องเต้หน้าเหมือนเดอะ ปั๋งเนี่ย คุณน้องพูดมาคุณพี่กระจ่างเลย

เรื่อง Character คิดว่าเค้าเน้นทางพระเอกมากกว่านะ เหมือนพระเอกจะเด่นกว่าน้องบอบยังไงมิรู้ แต่ไม่รู้สิหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่ไม่อยากดูแบบเต็มๆตาอ่ะ ไม่เหมือน BBM เน้ ตกลงมันตัดมั่งเปล่าน้อ?

#14 By reafre on 2006-12-14 22:53

Blogสวยมากครับว่างๆแวะมาเยี่ยมมาสอนบ้างเน๊อ...
เมื่อ...Rooney ชายหนุ่มที่บ้า Man u....มาตั้งแต่เกิด...ส่วนอีกคน...Dudek ครั่งไคร้ Liverpool...เป็นที่สุด
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคน 2 คนนี้ต้องมาอาศัยอยู่ในห้องเดี๋ยวกัน...
กินนอนด้วยกัน...ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน...เรื่องราวโหด..มันส์..ฮา..จึงเกิดขึ้น!!!...
คอยพบกับเรื่องราวสุดป่วนของ..."คู่ป่วนกวนโอ๊ย!!!"ได้ที่นี่เร็วๆนี้...
http://j-kop.exteen.com

#15 By {{{ j-kop-The Real Of Soccer }}} on 2006-12-17 06:15

เรื่องนี้มันมีทำเป็นซี่รี่ย์ยาวด้วยใช้ปะ(ไม่แน่ใจ)
แต่ถ้าจะดูก็คงเป็นเพราะมีจุงกิเล่นนี่แหละ น่าร๊าก....

#16 By blue_davil on 2006-12-27 20:34

เพิ่งได้ดูว่ะ กูมันเชย

เห็นด้วยว่าบทนางเอก(น้องบอบ)มันเบาไปนิด ถ้าเล่นให้หนักกว่านี้คงสนุกกว่านี้ว่ะ แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อสวยซะจนน้ำลายไหล กูยอม

#17 By cadenzato on 2007-03-11 22:23

เพิ่งได้ดูเรื่องนี้ตอนที่มาฉายช่อง 7 นี่แหละ ได้ยินมานานว่ากวาดรางวัลมาเยอะ แต่ไม่เคยนึกอยากดู และไม่สนใจคนหล่อคนสวย อันที่จริงก็คลุกคลีอยู่ในแวดวง Art จนเห็นว่าทุกสรรพสิ่งมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง.. จนกระทั่งคืนวันเสาร์ที่ว่างเป็นครั้งแรกในชีวิตและได้ดูหนังทางทีวีแบบบ้านๆ ..มาดูตอนผ่านไปเกือบครึ่งเรื่อง ต้องยอมรับว่าหนังเกาหลีเรื่องนี้สมบูรณ์ทั้งบทภาพยนตร์ ความต่อเนื่อง เหตุผล การแสดงของตัวละคร ฉาก..เรียกว่า ความพอดีนั่นเอง ตอนนี้หลังจากดูมาหลายรอบค้นพบรายละเอียดของหนังมากมาย จึงรู้ว่า..อนาคตข้างหน้าจะหาใครที่แสดงเป็นตัวละครแต่ละตัวได้ยาก เพราะนักแสดงแต่ละคนที่แสดงในเรื่องนั้น..เหมือนเป็นตัวตนของเขาจริงๆ ประมาณว่า Born to Be นั่นแหละ สำหรับกองกิลที่พูดถึงกันมากนั้น อีจุนกีได้สร้างรูปธรรมของบุคลิกเพศหญิงที่ผู้ชายทุกคนจะรัก สงบเงียบ นุ่มนวล เป็นผู้ตาม และอ่อนแอ ซึ่งอีจุนกีถ่ายทอดได้สมจริงไม่มากไม่น้อย ทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสเพศสีม่วงยังรู้สึกไม่รังเกียจที่จะคบหา ส่วนจางแซงมีบุคลิกที่มุทะลุ สมชายชาตรีสุดขั้ว แต่แสดงออกกับกองกิลด้วยความรู้สึกที่ห่วงหาอาทร ไม่เข้าใกล้มากเกินไปจนทำให้คนดูจินตนาการจนกู่ไม่กลับ แต่สร้างความรู้สึกให้เห็นถึงความรู้สึกรักที่งดงามนุ่มนวลกว่าเพื่อนธรรมดาทั่วไป บทกษัตริย์โจซอนถือว่ามีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดีมาก ไม่แปลกใจที่ผู้กำกับเรื่องนี้จึงรักนักแสดงคนนี้ถึงกับให้เล่นหนังของเขาในเรื่องต่อไป ดูความสามารถที่ทำให้ผู้ชมเห็นถึงความบ้าคลั่งที่ควบคุมไม่อยู่มากขึ้นเรื่อยๆ สายตาที่สับสนระหว่างรักหญิง(มเหสี)และรักชาย(กองกิล)ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย การไม่ได้ดังใจ โดยเฉพาะตอนจบที่สายตาเลื่อนลอยแบบคนที่หลุดโลกไปแล้ว..ต้องยอมรับว่านักแสดงคนนี้แสดงออกทางสายตาได้เก่งมาก สมกับที่ได้รับรางวัลดารานำ(ตุ๊กตาทองเกาหลี)มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ที่สำคัญผู้กำกับเข้าใจเรื่อง Time&Space มากๆ หากได้ดูScene Director's cut จะพบว่าเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดของ Lee Jun ik(ผกก.)เพราะทำให้เขาเลือกตัดหลายฉากที่ถ่ายแล้วทิ้งไปแบบไม่เสียดาย เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจด้วยความรู้สึกและจินตนาการที่หลากหลายของตนเอง มากกว่าการบอกถึงความรักแบบตรงไปตรงมา หลังจากมานั่งดูฉากที่ถูกตัดทิ้งไปเหล่านั้น จึงพบว่าหากเขาตัดสินใจนำฉากเหล่านั้นเข้ามาไว้ในหนังเรืองนี้ หนังคงไม่ได้รางวัลมากมายอย่างที่เราเห็นแน่ นี่คือเส้นยาแดงผ่าแปดของการเป็นผู้กำกับ ผกก.เมืองไทยที่เห็นว่ามีคุณภาพแนวเดียวกันก็คือ คุณผอูน เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้จึงเป็นความรักบริสุทธิ์ของวัฒนธรรมเอเซียที่ลึกซึ้ง ต่างจาก Brokeback mountain ซึ่งให้อารมรณ์ความผูกพันที่ลึกซึ้งอีกแบบหนึ่งแม้จะผ่านสายตาของผู้กำกับเอเชียเหมือนกันก็ตาม..ยินดีที่ได้รับทราบความคิดเห็นที่หลากหลายของผู้ชมเรื่องนี้ และดีใจที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด เรื่องของความชอบหนังแต่ละแนวเป็นเรื่องของตัวบุคคล คุยย้อนความหลังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ตามประสบการณ์ที่คลุกคลีกับสื่อมาหลายปี อาจไม่ตรงกับผู้อื่นต้องขออภัยด้วย เพราะที่สุดแล้วไม่ว่าหลักการแนวคิดจะเป็นอย่างไร เราก็จะเลือกดูหนังที่เราชอบกันเสมอนั่นแล
big smile

#18 By `Rii,, ♥ All18` on 2007-11-27 22:58

งง! ทำไมชื่อเรามาโชว์อยู่ที่นี่ได้ โผล่ไปดูบลอคตัวเองแล้วตกใจ
สงสัยต้องเปลี่ยนพาสแล้วค่ะ
เรื่องนี้ดูไปสิบนาที แล้วก็ยุ่งๆจนคืนเพื่อนไปก่อน ใครมาคอมเม้นท์ให้เราล่ะนั่น
sad smile

#19 By `Rii,, ♥ All18` on 2007-12-27 20:47