ด้วยความที่เห็นโฆษณาชื่อภาษาไทยซะเว่อร์ (อะไรกู้บัลลังก์มังกรสักอย่าง) แถมมีเจ๊ Zhang Zi Yi ที่โคตรจะเบื่อหน้ากันอย่างยิ่งยวดแล้ว(แผ่นดินจีนไม่ไร้เท่าใบแปะก้วยซะหน่อย แล้วไยไสหัวไปทางไหนจึงต้องเจอะแต่นางด้วยเล่า)เลยไม่คิดจะไปดูสักกะนิด แต่เนื่องจากพอดีท่านแม่เกิดอยากจะดู เลยต้องไปดูด้วยตามประสาผู้รับมรดกที่ดี (อ้าว แอบเลว)
มี Spoiler นะคะ แบบว่าไม่เกรงอกเกรงใจ แต่ถ้ารู้จัก Hamlet อยู่แล้วก็คงไม่ถือว่าเป็นสปอยเลอร์ต่อเนื้อเรื่องเท่าไหร่หรอกมั้ง เอิ๊ก
*
A Little More than Kin, and Less than Kind
The Banquet มาจากชื่อภาษาจีนว่า Ye Yanผู้สร้างบอกว่าเอาพล็อตมาจากเรื่อง Hamlet : Prince of Denmark บทละครเลือดสาดญาติเสียพระเอกวิปลาสของน้าวิล เชคสเปียร์ เขาเอาบทมาย้อมแมวเสียใหม่กลายเป็นศึกชิงบัลลังก์สะท้านกำลังภายใน ณ ยุคที่เรียกว่า Wu Dai Shi Guo (5 ราชวงศ์ 10 อาณาจักร...เรียนมาได้ใช้ตั้งนิดนึงละ ฮา) ตามประวัติศาสตร์แล้วเป็นช่วงที่วุ่นวายซะไม่มีเพราะผลัดแผ่นดินมีช่องโหว่เยอะแยะให้คนจินตนาการกันมากมาย เป็นช่วงรอยต่อระหว่างราชวงศ์ถัง (ถ้าชอบดูหนังจีนคงนึกออกว่ามีฮ่องเต้ดังๆอย่างถังไท่จง แล้วก็เป็นยุคของเจ๊สวยหยางกุ้ยเฟย เจ๊โหดบูเช็กเทียนไรเงี้ย) กับราชวงศ์ซ่ง(ท่านเปาฯและขุนศึกตระกูลหยางอยู่ในยุคนี้*ขอบคุณท่านแม่ที่บ้าหนังจีน*)
เล่าย่อๆก่อนว่า Hamlet เกี่ยวกับอะไรเนาะ เรื่องมีอยู่ว่า ท่านลุงคลอเดียสลอบปลงพระชนม์ท่านพ่อของแฮมเล็ต ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเดนมาร์กเสียเองแล้วแต่งงานกับท่านแม่เกอร์ทรูด เจ้าชายแฮมไปร่ำเรียนหนังสืออยู่เมืองนอกเมืองนาพอกลับมาก็เฮิร์ทมาก เข้าชายเป็นเด็กสายศิลป์อยู่แล้ว (แต่ถึงกระนั้นก็มีวรยุทธ์ดีทีเดียว) จึงจิตตกมากเป็นพิเศษ
ขณะหมกมุ่นอยู่ว่าใครฆ่าท่านพ่อผีท่านพ่อก็มาปิดตาชี้ตัวฆาตกร ซะอย่างนั้น เมื่อรู้แล้วจึงพบว่าแค้นนี้ต้องชำระ! (เห็นมะ มุขหนังจีนสุดๆ ชะรอยป๋าวิลจะก๊อปพล็อตหนังจีนมาแน่นอน) แฮมเล็ตแกล้งทำเป็นบ้า แล้วจัดแสดงละครจับไต๋คนร้าย ซึ่งก็ได้ผลเพราะท่านลุงคลอเดียสแอบทนดูไม่ได้ ต้องออกไปนั่งสวดมนต์ข้างนอกด้วยความรู้สึกผิด
พระเอกเลยสับสน ตอนแรกว่าจะฆ่าแล้วล่ะ แต่พอเห็นกำลังสวดมนต์ก็เปลี่ยนใจ เดี๋ยวค่อยฆ่าดีกว่าเพราะเขาว่าคนที่ถูกฆ่าขณะสวดมนต์จะได้ขึ้นสวรรค์ทันที ไม่ดีๆ มันไม่สะใจ
ซีนต่อมา แฮมเล็ตไปโวยวายใส่ท่านแม่เกอร์ทรูดในห้องนอน แล้วก็เผลอฆ่าโปโลเนียส เสนาบดีที่แอบฟังอยู่ข้างนอกตายด้วยความเข้าใจผิดนึกว่าเป็นท่านลุงมาดักฟังแต่ที่ซวยคือโปโลเนียสเป็นพ่อของโอฟิเลีย aka พ่อนางเอก (ถึงแม้ว่าหลังจากท่านแม่แต่งงานใหม่ เจ้าชายก็เป็นเด็กมีปัญหา ไม่สนใจโอฟิเลีย หาเรื่องเกลียดผู้หญิงไปเลย พูดจาหมานๆใส่แม่ ไล่โอฟิเลียไปอยู่สำนักนางชีอีกต่างหาก อนึ่ง เชคสเปียร์ไม่ได้ระบุว่าพอเกลียดผู้หญิงแล้วแฮมเล็ตเข้าป่าเดียวกันกับใคร แต่สงสัยจะกับฮอเรชิโอสหายสุดที่เลิฟนี่เอง...เอ้า จริงจังนะเนี่ย ^^")
ท่านลุงคลอเดียสจัดการเนรเทศหลานแฮมเล็ตไปอังกฤษ ตั้งใจให้มันไปตายแต่มันแอบฉลาดกว่า ในขณะเดียวกัน นางเอกก็เป็นบ้าไปเรียบร้อยค่ะ (แฟนทิ้ง พ่อตายพี่ชายไม่แล ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมแล้น) โอฟิเลียโหม่งแม่น้ำตาย ลาเออร์เตสพี่ชายจึงก่อกบฎ ฉากสุดท้ายเกิดขึ้นในท้องพระโรง (อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง The Banquet งานเลี้ยงมรณะบัลลังก์เลือด) ลาเออร์เตสสู้กับแฮมเล็ตด้วยดาบอาบยาพิษ บาดเจ็บใกล้ตายด้วยกันทั้งคู่ แต่กลายเป็นว่าท่านแม่เกอร์ทรูดตายก่อนคนแรกเพราะดื่มยาพิษในถ้วยเหล้าที่ท่านลุงคลอเดียสตั้งใจจะให้หลานดื่ม (หลานเจือกไม่ดื่ม แม่ซวยเลย)แฮมเล็ตเลยฆ่าคลอเดียส แล้วก็ตายตกไปตามกัน
สุดท้ายเดนมาร์กตกเป็นของใคร? มีเจ้าชายจากนอร์เวย์เป็นตาอยู่คว้าไปค่ะพระบิดาถูกสังหารต้องการจะแก้แค้นเช่นกัน สรุปว่าในเรื่องจึงมีลูกกำพร้าพ่ออยู่สี่คน หนึ่งคนเป็นผู้หญิงที่เลือกจบชีวิตตัวเองเป็นทางออก ที่เหลือสามคนเลือกที่จะแก้แค้นด้วยวิธีที่ต่างกันไป (พอเถอะ เรื่องมันยาววว)
*
Mother, You Have My Father Much Offended.
กลับมาที่หนังจีน The Banquet ต่อ จะว่าไปมันก็เป็น Hamlet ที่ทำศัลยกรรมไปมากอยู่นะคะ ทั้งนี้ฉันว่าส่วนหนึ่งเพราะได้ Zhang Zi Yi มารับบทฮองเฮาผู้ทะเยอทะยาน (หรือตามบทก็คือเกอร์ทรูด) เธอดูเด็กเกินไปค่ะ แม้ว่าจะปรับบทให้ฮองเฮาเป็นแม่เลี้ยงวัยรุ่น กิ๊กกับองค์ชายด้วยอายุที่ใกล้เคียงกัน (ซึ่งได้อารมณ์บูเช็กเทียนตอนเป็นพระสนมก่อนจะเก็บอำนาจจนได้มาเป็นฮ่องเต้หญิงคนเดียวของจีน คาดว่าคนเขียนบทคงเอาประวัติศาสตร์ส่วนนั้นมาเล่น)
อ่านข่าวมาว่าตอนแรกบทนี้จะเป็น Gong Li อ๊างงงงงง....เอากงลี่ของหนูคืนมา - -" อ่านต่อไปอีกเขาว่าอีกคนที่อาจจะได้เล่นคือจางมั่นอวี้ อ๊างงงง....เอาน้าแม๊กกี้มาก็ด้ายยย - -"
แต่ดันไม่ว่างทั้งคู่ กรรมของคนดูเลยได้ดูน้องจางฯโป๊เปลือย(ด้วยสะแตนอิน)แทนเลย
เนื่องจากเขาว่ามันมีพื้นฐานมาจาก Hamlet เลยขอมองและวิจารณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตรงนั้นก่อนแล้วกันนะคะ
หนังหยิบบทละครมาตีความใหม่ เลือกที่จะเอา 'ความรัก' เป็นแกน (ในขณะที่ในบทละคร ใช้ความตายเป็นแกน หรืออีกนัยหนึ่งคือการดับสูญของสรรพสิ่ง) เกอร์ทรูดกลายเป็นฮองเฮาที่รักตัวเองและรักในอำนาจ ตรงข้ามกับโอฟิเลียที่เป็นสาวน้อยใสซื่อเชื่อมั่นในรักเดียว คลอเดียสกลายเป็นฆาตกรที่ทำเพราะความรัก ตัณหากลับและความอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดินและแฮมเล็ตก็กลายเป็นพระเอกผู้ทุกข์ทนกับความรักมากกว่าความแค้น
คิดว่ามีสัญลักษณ์บางอย่างที่หยิบของต้นฉบับมาดัดแปลงด้วยเช่นหมวกเกราะของท่านพ่อแทนวิญญาณและเลือดล้างเลือด ดาบสั้นอาจจะกล้อมแกล้มแทนกะโหลกของยอริคได้มั้ง (Yorickเป็นชื่อของตลกหลวงในรัชกาลก่อน ฉากที่แฮมเล็ตกับฮอเรชิโอขุดเจอกะโหลกของยอริคและซากศพในสุสานเป็นหนึ่งในฉากเด่นของ Hamlet ที่ขายไอเดียประมาณ 'ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง' ของเชคสเปียร์ ไม่ว่าใคร ตายแล้วก็เป็นศพเหมือนกัน)ซึ่งในหนัง สารเปลี่ยนเป็นเรื่องของกรรมดาบนั้นคืนสนอง
ฉากที่ขันทีสั่งให้ 'ล้างสะพาน' เห็นว่าแม่น้ำทั้งสายเปื้อนไปด้วยเลือด สื่อถึงสภาพของบ้านเมืองในยุคนั้นว่านองเลือดแค่ไหน ตรงกับที่ฮ่องเต้คลอเดียสบอกให้ทาสีเพดานในท้องพระโรงใหม่เป็นสีแดง เพราะไม่มีชนชาติใดที่ไม่ได้มาด้วยเลือด
ฉากที่ทหารบุกเข้าไปในโรงเรียนเพื่อฆ่าองค์ชายแฮมเล็ต แต่ศิลปินคนอื่นๆก็เต้นระบำโดนลูกหลงจนตายเรียบ จะว่าขำก็ขำ จะว่าดีก็ดี มันคงสื่อถึงการปะทะกันของการเต้นรำและการต่อสู้ ทหารสวมเกราะดำ ศิลปินใส่ชุดกงเต๊กสีขาว แต่ฉันว่ามันพยายามมากไปหน่อยจนดูไม่กินใจ สู้ฉากเขียนอักษรต้านธนูใน Hero ไม่ได้เลย
หนังเล่นกับหน้ากากนักแสดงอยู่หลายหน มากเกินไปหน่อยสำหรับฉัน
ที่ฉันว่า The Banquet ขาดไปอีกอย่างคือความซับซ้อนในการกระทำของตัวละคร ธีมหลักอีกอันของ Hamlet คือการลีลาลังเลยักแย่ยักยันอยู่นั่นแหละ (Uncertainty, Complexity of Action)หรือเขาอาจจะนำเสนอออกมาแล้วแต่ฉันเผลอหลับไประหว่างดูก็เป็นได้นะ เอิ๊ก ฮ่องเต้คลอเดียสได้ลองใจฮองเฮาเกอร์ทรูดอยู่หลายครั้งว่าจะเลือกแฮมเลตหรือเลือกอำนาจ ซึ่งแม้ฮองเฮาจะยืนยันมั่นเหมาะไปว่าเลือกอย่างหลัง แต่ท่าทีชัดเจนว่าแอบเสียดายอย่างแรก ถ้าฮ่องเต้คลอเดียสไม่ได้รักฮองเฮาจริงๆคงฟันแล้วทิ้งไปนานแล้วล่ะ (พิสูจน์รักแท้ได้อีกครั้งในฉากจบ) ตรงนี้ละมั้งที่ทำให้ดูแปลกๆ เหมือนจงใจให้เห็นเลยว่าคลอเดียสเวอร์ชั่นนี้โหดแต่ไม่เหี้ยมพอ
แม่นางโอฟิเลียในหนังไม่ได้ฆ่าตัวตายด้วยความสิ้นหวังหรือเป็นบ้า แต่ตายด้วยความรักและพิสูจน์รักด้วยความตาย กระทำการกึ่งๆจะเป็น 'คามิคาเซ่'(สละชีพเพื่อองค์ชายสุดชีวิตฮ่ะ) โอฟิเลียเปี๊ยนไป๋
ภาพสวยแต่ไม่ฝังใจ อลังการงานตู้ม คอสตูมสวยงาม (ที่ฉันว่าเหมือนจงใจประกาศให้ชาวโลกรับรู้โดยทั่วกันว่าชุดฮันบกของเกาหลีและสไตล์แต่งหน้าเกอิชาแบบญี่ปุ่นอะไรนี่น่ะ มีที่มาจากจีนนะยะ กระทั่งกีฬาโปโลจีนก็มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแระ ฮา) งานออกแบบท่าต่อสู้ก็ดีแบบครึ่งๆกลางๆ การแสดงถูกจัดให้ดูเป็นละครเวทีโรงใหญ่
ส่วนเรื่องดนตรีประกอบ อืมม์ อ่า เอ่อม ฉันว่าเหมือนเป็นญาติกับ Vangelis ยังไงๆอยู่นะ แต่เพลงตอนจบที่มีผู้หญิงร้องน่ะไม่เข้าท่าเลย ทำให้หนังดูโคตรจะ cliche
สรุปว่ากลางๆ ค่อนไปทาง...เฉยๆถึงติดลบ ซึ่งมันจะดีกว่านี้แหงๆเลยถ้าได้กงลี่มาเป็นฮองเฮาเกอร์ทรูด เอิ๊ก เอวังโดยประการฉะนี้
*
Alas! Poor Yorick!
รูปคอสเพลย์ไว้ลงเอ็นทรีหน้านะคะXDThe Banquet มันค้างๆอยู่ในหัว อยากพิมพ์ๆให้จบมันจะได้โล่งๆง่ะ
ไนนๆก็ไหน วันหน้ารีวิวเต็มๆเวอร์ชึ่นเลยนะ เค้าชอบอ่าน เอิ๊กๆ
(อ่อๆ มี Horatio Hornblower อีกเรื่องนึง ที่เพ่ลานซลอตนำแสดง เอิ๊ก) ใน R&J มีแต่เมอร์คิวชิโอที่แรดแตกในเวอร์ชั่นน้าบาซ เลอห์รแมนค่ะ
อิอิ