[review] Brokeback Mountain
posted on 11 Feb 2006 03:14 by vendetta in FeverishFilm
WARNING
- สปอยเลอร์แน่นอน
- รับเกย์ไม่ได้ ไม่ควรอ่าน(เดี๋ยวผื่นขึ้น) ไม่ควรไปดูหนังเรื่องนี้ด้วย (เดี๋ยวกลุ้มใจ)
- ได้บัตรมา เพิ่งกลับมา และตอนนี้ง่วง(อภินันทนาการบัตรฟรีโดยน้องสอ.และฟอว. [นามสมมติ] ขอบคุณมา ณ ที่โน้น) แต่ต้องรีบพิมพ์ก่อนลืม ดังนั้นเบลอแน่ๆ
*
Doth that Love SpokeIts Name
- คงไม่ต้องเล่าแล้วล่ะว่า Brokeback Mountain เกี่ยวกับอะไร ดังนั้นข้ามเรื่องย่อไปได้เลย หนังเรื่องนี้เล่าด้วยภาพซะเยอะค่ะ จะว่าเป็นสัญลักษณ์หรืออะไรคงไม่เชิง(หรอกมั้งนะ ไม่ได้เรียนเอกภาพยนตร์มา) แต่หลายๆภาพในเรื่องสะท้อนแง่มุมหลายอย่าง
- ฉันไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้สนับสนุนให้คนเป็นเกย์กันมากขึ้น หรือว่าหนังเป็น propaganda โฆษณาชวนเชื่อให้บ้านเมืองโอบอุ้มความเป็นเกย์กันมากขึ้น เพราะฉันว่าหนังมันเล่าชีวิตของคนสองคน แล้วมันก็เป็นชีวิตที่ไม่มีความสุขเลย เป็นความรักที่เลือกไม่ได้ แล้วก็หากเทียบว่านี่คือชีวิตจริงๆของคน มันก็เศร้าเป็นบ้า (แม้ว่ามันจะให้ภาพของอมตะรักนิรันดร์แค่ไหนก็ตาม) ถ้าคนดูดูจบแล้วอยากเป็นเกย์...ก็แสดงว่าต้อง SM ด้วยแน่แล้ว
- มันไม่ใช่หนังที่ดูได้บ่อยๆด้วยนะฉันว่า มันมีช่วงเวลาที่ ภาพส่งเสียงมากกว่าคำพูด ซึ่งนั่นอาจทำให้คนดูส่วนหนึ่งเผลอหลับได้
- แต่มันเป็นหนังที่สวยดีนะ ทั้งสวยแห้งแล้งและสวยแบบไม่บรรจงรวมๆกัน
*
After Image
-Natural vs.Unnatural
ความสัมพันธ์ของเอนนิส เดลมาร์ (ฮีธ เล็ดเจอร์...ที่ถ้าใส่ "อือฮึ" ลงไปท้ายประโยคเวลาพูดล่ะก็ ฉันอาจจะมั่วนึกว่าเป็นบิลลี บ๊อบ ธอร์นตันจากเรื่อง Slingblade ได้ สำเนียงเนียนมากเลย เป็นสำเนียงปักษ์ใต้แบบ redneck บ้านน๊อกบ้านนอก) กับแจ็ค ทวิสต์ (เจค จิลเลนฮอล) เป็นเหมือนสายน้ำ ภาพที่เราได้เห็นทั้งสองคนนี้คือลานโล่งๆ ทุ่ง ภูเขาและที่ขาดไม่ได้เลยคือแม่น้ำ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของ"ครอบครัว"ที่ปรากฎให้เห็นนั้น มีแต่ภาพ indoor อยู่ในบ้าน ในครัว ในห้องนอน แบบว่าถูกกำหนดบริเวณเอาไว้อย่างดี
เมื่อเอามาเทียบกันแล้ว มันก็เลยเหมือนNature vs. Nurtureความรักที่สังคมบอกว่าผิดธรรมชาติกลับเป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ เช่นเดียวกับในใบปิดหนังที่บอกว่า Love is the Force of Nature ส่วนความรักที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมนั้นเหมือนการก่อสร้าง การพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ เพราะเอาเข้าจริงแล้วมันกลับ"ผิดธรรมชาติ"ของคนคู่นี้
- Down the Stream
สืบเนื่องจากข้างต้น สายน้ำเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ของเอนนิสและแจ๊ค เราได้เห็นสองคนนี้วนไปเวียนมาอยู่แถวๆแหล่งน้ำบริเวณภูเขาโบร้กแบ็คอยู่เสมอ
สายน้ำเป็นพลังธรรมชาติ เช่นเดียวกับความรักที่เกิดขึ้นและควบคุมไม่ได้(เสมอไป) สายน้ำบางทีก็รุนแรงสื่อถึงความขัดแย้งสับสนที่เหมือนจะฆ่ากันให้ตายไปข้างบางทีก็อ่อนโยนสื่อถึงการเข้าอกเข้าใจ supporting/soothing (มันคืออะไรในภาษาไทยหว่า = =' ลืมตาไม่ขึ้น นึกไม่ออกเลย แง้ว)
- Ode to my Family
การสร้างครอบครัวที่อยู่บนพื้นฐานของหน้าที่พลเมืองทั่วไปว่าผู้หญิงผู้ชายแต่งงานทำมาหากินมีลูกสร้างครอบครัวเอวัง...บางทีก็เป็นบ่อเกิดแห่งหายนะได้ ภาพของครอบครัวที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้ไม่มีครอบครัวไหนมีความสุขเลย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของเอนนิสกับอัลมาแจ๊คกับลูรีนครอบครัวตัวประกอบคู่นั้น พ่อแม่ของแจ๊ค และที่เราได้เห็นรางๆในตอนท้ายคือครอบครัวของอัลมาจูเนียร์วัย 19 ปีกับว่าที่สามีในอนาคต
เนื่องจากต้นฉบับเป็นเรื่องสั้นของคุณแอนนี่ พรูซ์ เราจึงพยายามคิดว่ามันไม่ธรรมดาไว้ก่อน (เข็ดมาจาก The Shipping News น่ะ) ภาพของครอบครัวในเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงการพยายามยกระดับขึ้นมาจากชนชั้นกรรมกรไร้การศึกษามาเป็นชนชั้นกลางแบบ boring middle-classเป็นโลกวัตถุนิยมที่แสนน่าเบื่อ แต่ทุกคนก็พร้อมใจจะอยู่เพราะไม่รู้จะแสวงหาอะไร เพราะ"ถูกหลอก"ว่าการมีฐานะคือความสุขของครอบครัว
(ใครเข้าใจช่วยมาคุยต่อหน่อยดิ แบบ corrupted bourgeoisie อ่ะข้าพเจ้าว่า)
เราได้เห็นว่าแจ๊คพยายามดึงบ็อบบี้ ลูกชายของตัวเองออกจากโลกแบบนั้น เอนนิสเคยพยายามดูแลลูกสาวอยู่บ้าง แต่ทั้งสองคนก็ไม่เต็มที่เพราะความกดดันจากสังคมและความต้องการส่วนตัวมันขัดแย้งกันจนไม่อาจหาจุดสมดุลร่วมกันได้
สุดท้าย...ก็ได้เห็นเงาจางๆว่าการพยายามสร้างครอบครัวในอุดมคตินั้นไม่สำเร็จ
*
I Swear. . .
ในตอนท้ายแล้ว เอนนิสขอสาบานว่าอะไร?
อย่างแรกที่คิดไว้ ฉันคิดว่า I swear ในตอนท้าย เอนนิขอสาบานว่า (นับแต่นี้)เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป (อาจจะเป็น ณ Brokeback Mountain ซึ่งเป็นเหมือนสถานที่ที่พันธนาการทั้งสองคนไว้)
พิจารณาจากแจ๊คที่ขอให้เอนนิสมาอยู่ด้วยอยู่ตลอดเวลา ความกระตือรือร้นที่แจ๊คเล่าให้พ่อฟังว่าเอนนิส เดล มาร์เป็นใคร และสักวันแจ๊คกับเอนนิสจะไปลงหลักปักฐานอยู่ด้วยกันใน ranch เล็กๆสักแห่ง แต่สิ่งที่แจ๊คเคยหวังเอาไว้ เอนนิสไม่เคยทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาเลยจนกระทั่งสายเกินไป
อีกที ที่คิดๆไว้คือ I swear ว่าจะทนอยู่ให้ได้ในช่วงเวลาต่อจากนี้ที่จะไม่ได้เจอแจ๊คอีกแล้ว (แต่มันจะไททานิคไปนิดนึงมะ ดันชื่อแจ๊คเหมือนกันอีก กร๊าก) เหมือนตอนที่แจ๊คขอให้เอนนิสมาอยู่ด้วยกันแทนที่จะลักๆลอบๆเจอกันปีนึงไม่กี่วัน แล้วเอนนิสบอกว่าทำไม่ได้ มีภาระมีหน้าที่มีงาน กลัวสังคมเพราะเอนนิสมีภาพฝังใจในอดีตที่คนเป็นเกย์ถูกทำร้ายและถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม และในเมื่อไปแก้ไขเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ก็ต้องทน
ในกรณีที่สอง มันก็จะพ้องกับประโยคที่ว่า if you can't fix it then you'll have to stand it ที่เอนนิสพูดกับแจ๊ค และสุดท้ายคำที่ตัวเองเคยพูดไว้ก็ย้อนกลับมาทำร้ายอย่างเจ็บช้ำที่สุดนั่นเอง
Maybe i'd use 'em to make a new theme for my di'. hehe
หลังจากดูบทหนุ่มนักรักก็มาดูบนเกย์หนุ่มน่ารักแทน
#1 By chalam (61.91.107.65) on 2006-02-11 07:29