always the king and the queen of Narnia.

Warning
1. สปอยเลอร์มากมายมหาศาล (บอกว่าอัสลานเป็นสิงโตนี่ถือว่าสปอยเลอร์มั้ยคะ? หุหุ)
2.วิจารณ์ไม่ถูกใจ กรุณาอย่าคันเท้า
---------------------
TheBook, the Film and the Christ
0. ไปดูรอบสุดท้ายของวันมาพอดีเลย เพิ่งกลับมาหมาดๆ ต้องรีบพิมพ์ก่อนขี้เกียจและลืม - -"
1. ก่อนจะพล่ามถึงเรื่องยาวๆ ขอบอกก่อนว่าหนังทำออกมาได้ดีค่ะ เคารพต้นฉบับมากถึงมากที่สุด (PJและคณะลอร์ดฯควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะ ฮา...เราจะได้ดูกันให้ตาแฉะไปเลย) และสร้างมิติ ให้ความสมจริงมากกว่าหนังสือค่ะ ฉันเคยบอกในเอ็นทรีเก่าๆว่าไม่อยากให้ทีมผู้สร้างใส่บทของพ่อแม่เด็กๆเข้ามาทำให้เราต้องเห็นหน้าค่าตามาถึงตอนนี้ หลังจากที่ได้ไปดูมาแล้ว ฉันว่าการเพิ่มเติมจุดนี้เข้ามา นอกจากจะทำให้เรื่องราวสมจริงมากขึ้นแล้ว ยังสร้างปม(หรือแก่น...หรือ theme ก็ได้เอ้า) ของเรื่องขึ้นมาใหม่ได้อย่างเหมาะสมยอดเยี่ยมมากเลย
ในหนังสือ การที่พ่อแม่เป็นเพียงเงา ทำให้การเป็น"บุตรแห่งอดัมและธิดาแห่งอีฟ" ดูขลังและมีความหมายสำหรับนาร์เนีย ตัวละครในหนังสือนั้นไม่มีมิติ เป็นเรื่องปกติธรรมดาจนเป็นสไตล์ของนาร์เนียไปแล้วละมั้ง แต่ในหนัง การปูพื้นฐานเกี่ยวกับครอบครัวเพอเวนซีให้เราเห็นล่วงหน้า การนำเราไปรู้จักกับแม่ของเด็กๆ ทำให้เราเห็นเด็กๆพวกนี้มีตัวตนขึ้นมาจริงๆ เป็นเด็กๆในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่พ่อถูกส่งตัวไปอยู่สนามรบ (ซี.เอส.ลูอิส ผู้ให้กำเนิดนาร์เนียก็เคยถูกส่งไปรบในสงครามโลกเช่นกัน)
หนังได้สร้างรอยต่อระหว่างโลกจริงกับโลกจินตนาการของเด็กขึ้นมาอย่างแนบเนียน ถ้านาร์เนียในหนังสือคือสถานที่ในตำนานที่ทำให้ผู้อ่านเชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่อยู่ในมิติอื่น และหนังสือที่ถืออยู่ในมือคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นและถูกเล่าขานโดยผู้เขียนหนังสือ (ลักษณะเดียวกับมิดเดิลเอิร์ธ ที่ดึงผู้อ่านเข้าไปในโลกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างเต็มตัว)แต่นาร์เนียบนจอภาพยนตร์ออกจะเป็นดินแดนในจินตนาการของเด็กๆสี่พี่น้องซะมากกว่า เด็กๆสร้างมันขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมที่ตนเผชิญอยู่ ณ จุดนี้ หนังจึงสะท้อนให้เห็นถึงสงครามที่มีผลกระทบต่อทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เด็กๆที่จำเป็นต้องห่างพ่อห่างแม่ จินตนาการ (หรือจิตใต้สำนึก? เอาน่ะ ละม้ายๆกัน) ได้รับรู้ความรุนแรงและเรื่องราวในสงครามอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
หนังสือไม่ได้สร้างปมจิตใจและลักษณะการเติบโตของตัวละครเอาไว้อย่างชัดเจน (ซึ่งก็อาจจะเป็นความจงใจของผู้เขียนเอง เพราะ...อ่า เดี๋ยวสี่พี่น้องเพอเวนซีก็จะเติบโตขึ้น และบทบาทของพวกเขาก็น้อยลงๆจนหมดไปในที่สุด) เรื่องราวของสี่พี่น้องในหนังสือเป็นเพียงตำนานเล่าขานในนาร์เนียที่เราคนอ่านน่ะไปได้รับรู้มาอีกที ในขณะที่ตัวหนังทำให้เรารู้จักพวกเขามากขึ้นเอง หนังหยิบคาแร็กเตอร์มาแนะนำเราแบบแจ่มชัดขึ้น ทำให้เราผูกพันกับปีเตอร์ ซูซาน เอ็ดมันด์และลูซี่ มันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียนะฉันว่า ข้อดีคือมันมีมิติ ทำให้หนังสนุกกว่าหนังสือ (ณ จุดนี้) และมันก็เนียนกลมกลืน แถมยังไม่เถรตรงเล่าจากหนังสือเด๊ะๆจนเกินไป
แต่ข้อเสียก็คือ...หนังภาคต่อๆไปน่ะสิ เราคงจะคิดถึงเด็กๆออริจินัลทั้งสี่คน (โดยเฉพาะเอ็ดมันด์ น่ารักแบบดาร์กๆ ชอบจังเลยค่ะคุณน้องขา *พลังโชตะแผ่ซ่าน*) และอาจจะสงสัยด้วยว่าพวกเขาจะเป็นยังไงต่อไปตอนโตขึ้น พวกเขาไม่ใช่โลโก้ของนาร์เนียแล้วหรือ? ฯลฯ
ฉันอาจจะเวอร์ไปเอง แต่ฉันรับภาพของสี่พี่น้องเมื่อเวลาในนาร์เนียผ่านไปสิบห้าปีแล้วแบบในหนังไม่ค่อยได้อ่ะ (อ่อ โทษทีเถอะ แค่สิบห้าปี...ทำไมปีเตอร์หง่อมซะขนาดนั้น - -" แถมเลือกเอ็ดมันด์มาไม่หล่อเลย โกรธๆๆ) มันดูทะแม่งแปร่งพิกล เป็นฉากเดียวในหนังที่ฉันรู้สึกว่ามันผิดที่ผิดทางยังไงไม่รู้ (ถ้าฉายแบบได้ยินแต่เสียง เห็นแค่เงาหรือเห็นหน้าแว้บๆอาจจะรู้สึกดีกว่า แล้วค่อยไปหานักแสดงวัยรุ่นเข้าท่าๆมารับบทสี่พี่น้องแบบเต็มๆในภาค The Horse and His Boy ก็ได้นี่นา)
อ้อ จะว่าไป ฉันชอบสัญลักษณ์ในฉากที่ปีเตอร์เผชิญหน้ากับหมาป่าค่ะ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่วิธีการต่อสู้ว่าจะมันส์หรือรุนแรงแค่ไหน แต่อยู่ที่จะฆ่ามันได้หรือเปล่าต่างหาก โดยทั่วไป หมาป่าในวรรณกรรมเด็กนอกจากจะหมายถึงอันตรายแล้ว ยังหมายถึงความกลัว กลัวการเป็นผู้ใหญ่ และกลัวอันตรายของโลกแห่งความจริงที่ผู้ใหญ่นิสัยหมาๆ เอ๊ย นิสัยแบบหมาป่าแต่ดันชอบใส่หนังแกะแฝงตัวอยู่มากมาย ดังนั้น ปีเตอร์ผู้พิชิตหมาป่า ก็คือปีเตอร์ที่กล้าที่จะทำลายความกลัวเหล่านั้นลงและเติบโตขึ้น เป็นพี่ชายที่ดีในยามจำเป็นต้องปกป้องน้องๆ
ฉันชอบ soundtrack เรื่องนี้น้อยกว่าที่คิด อุตส่าห์ตั้งความหวังกับ Harry-Gregson Williams เอาไว้เยอะ ปรากฎว่าผิดหวังซวนเซไปเล็กน้อย ผลงานของ HGW ในปีนี้ นอกจากนาร์เนียแล้วยังมี Kingdom of Heaven อีกเรื่อง ซึ่งอันที่จริงก็ให้กลิ่นคล้ายๆกันทั้งคู่ แต่หลังจากที่ฟังครบแล้วทั้งสองเรื่อง ฉันให้ Kingdom of Heaven มีภาษีดีกว่า ดนตรีมันเข้มข้นกว่านาร์เนีย จริงจังและมีเสน่ห์กว่าน่ะ ในขณะที่นาร์เนียจะใสๆสมเป็นหนังเด็ก แต่มันก็สู้ดนตรีประกอบของหนังเรื่อง Lemony Snicket'sASeries of Unfortunate Eventsที่เป็นหนังเด็กเหมือนกันไม่ได้อยู่ดี...ในความรู้สึกของฉันนะ
โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้สนุกที่สุดในซีรีส์นาร์เนีย ส่วนตัวหนังก็บันเทิงดีเช่นกันค่ะ แม้ฉันจะบ้าบอจิตหลอน เห็นโลเกชั่นลอร์ดออฟเดอะริงส์ซ้อนทับกับนาร์เนีย (และคิงคอง) อยู่แทบจะตลอดเวลาเลยก็ตาม ^^" ดูไปก็ขำแทบตกเก้าอี้ตาย ก็นะ...ดันถ่ายทำในประเทศเดียวกันนี่หว่า แถมยังใช้กราฟฟิกจากโรงงานเดียวกันอีก เห็นค่ายกองทัพของอัสลานแล้วก็อยากขำ แต่เกรงใจคนข้างๆ...นั่นมันค่ายกองทัพโรฮันช้าดๆ
2. ถึงตัวคนเขียนเองจะบอกว่า หนังสือของท่านไม่ได้ซุกซ่อนสัญลักษณ์เรื่องราวทางศาสนาใดๆเอาไว้ทั้งสิ้น...แต่ใครจะเชื่อท่านล่ะ ในเมื่อมันโผล่มาให้เห็นเต็มไปหมดตลอดทั้งเรื่องจนแทบจะเปิดไบเบิลเทียบตามได้(แปะลงลิสท์เรื่องที่อยากเขียนเอาไว้เผื่อโอกาสหน้า:D)
3. The Lion, the Witch and the Wardrobe ตีพิมพ์เป็นเล่มแรกของซีรีส์ในปี 1950 แต่ถ้าจะเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ หนังสือเล่มนี้กลับอยู่ในลำดับที่สองของซีรีส์ โดยเล่มแรกสุดจะต้องเป็น The Magician's Nephew
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะสร้างหนังจากหนังสือเล่มไหนต่อ (ใครตามข่าวอยู่บ้างคะ? วานบอกๆ) เพราะเอาเข้าจริงๆ เล่มที่สนุกที่สุดและดังที่สุดแล้วก็คือเล่มนี้น่ะแหละ ก็เป็นไปได้ว่าหนังภาคต่อไปคือ The Magician's Nephew...ที่จะทำให้รู้ว่าทำไมตู้เสื้อผ้าใบนั้นถึงเปิดไปสู่นาร์เนียได้ นาร์เนียถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร และศาสตราจารย์ที่เป็นเจ้าของตู้ใบนั้นเป็นใครกันแน่ :)
ต้องติดตามกันต่อปาย...
เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกทีตอนเย็น
แหะ แหะ