สืบเนื่องจากแฟชั่นเซตนิทานพื้นบ้านที่ลงไปในเอ็นทรีนี้ ได้ฤกษ์เฉลยซะทีจะดีกว่า (พักนี้เนตมันบ้าๆบอๆแฮะ - -" เล่นๆอยู่ก็ล่มซะงั้น) เบี้ยวไปสองวันแล้ว *ส่องนาฬิกา*
(คลิกที่ thumbnail เพื่อดูรูปเต็มๆหรือไปดูเอาที่เอ็นทรีเก่าก็ได้ เหมือนกันแหละ ขนาดเดียวกันจ๊ะ ถ้าอยากได้รูปใหญ่เดี๋ยว zip file แล้วอัพให้โหลดแทนละกันนะ ^^")
----------------------
1.
Snow White : เกิดมาสวยแต่ก็ซวยอยู่ดี
Spotlight
โลงแก้ว แอปเปิ้ล(ของแท้ต้องมีรอยแทะ) คนแคระ
Bits and Pieces
- สโนว์ไวท์เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านของยุโรป แต่แพร่หลายไปทั่วโลก รายละเอียดก็ต่างกันออกไปบ้าง ฉบับที่ดังที่สุดเป็นของเยอรมนีในชื่อ Schneeweißchen (The Little Snow-White) ฉบับพี่น้องตระกูลกริมม์
- ชื่อของ Snow-White ที่เป็นฝีมือของตระกูลกริมม์มีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกก็คือสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดที่เรารู้จักกันนี่แหละ ส่วนอีกเรื่องชื่อว่า Snow-White and Rose-Red เป็นเรื่องของสองพี่น้องใจดีที่ช่วยเหลือคนเดือดร้อน แต่ผลของการใจดีผิดที่ผิดทางก็อาจซวยได้เหมือนกัน
- โหวงเฮ้งของสโนว์ไวท์ : "white as snow, as red as blood, and as black as the wood of the window frame" แสดงถึงทัศนคติที่มีต่อผู้หญิงยุคก่อน สีทั้งสามหมายถึงบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงกล่าวคือ
สีขาวของหิมะ หมายถึงเด็ก ตัวแทนของการเกิดใหม่ (Child = Birth)
สีแดงของเลือด หมายถึงโตเป็นสาว ตัวแทนของการมีชีวิต (Maiden = Life)
สีดำของไม้หมายถึงการเป็นแม่ ซึ่งเป็นการสละตนเอง ส่งต่อให้เด็กที่เกิดมาเป็นตัวแทนรับช่วงต่อไป (Mother = Death)
ราชินีใจร้ายในเรื่องถูกวางให้ไม่มีลูกและมีแต่แก่เหี่ยวลงเรื่อยๆ หมายถึงวงจรที่ไม่สมบูรณ์ ผิดธรรมชาติ
ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน ^^"
Analytical Psychology
- ในเชิงจิตวิทยาวิเคราะห์ตามทฤษฎีของ Carl Jung นั้น นิทานเรื่องนี้จะเกี่ยวกับ
1. การเจริญเติบโตจาก "สีขาว" ไปเป็น "สีแดง"
2. Struggle to maintain feminine's quality within masculine's world (เรียกว่าไรดีหว่าในภาษาไทย....)
3. การเดินทางเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ที่ระหว่างทางเต็มไปด้วยอุปสรรค ถูกลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ ไม่สามารถพึ่งพาผู้ใหญ่ได้ และโดนขับไล่ให้ไปหาทางรอดเอง
4. สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นพ่อ เพิกเฉยในการให้ความดูแล หรืออ่อนแอจนคุ้มครองไม่ได้ เป็นเหตุให้ครอบครัวล่มสลายเมื่อขาดแม่
ตัวละครชายในเรื่อง (ยกเว้นเจ้าชายในตอนจบ) ล้วนแต่เป็นเงาสะท้อนของ Father Figure ที่บกพร่องสำหรับสโนว์ไวท์ เช่น
พระราชา เป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง มีบทน้อยมากและมาในลักษณะของเงาเสริมเนื้อเรื่อง (เช่นแค่บอกว่าแต่งงานใหม่ - เสริมบทให้ราชินีใจร้าย) เป็นยมฑูตที่สร้างอุปสรรคให้ตัวเอก (ข้อสังเกต : นิทานหลายๆเรื่องเป็น Animus คือไม่มีบทพ่อ ซึ่งถ้าเรื่องถูกนำเสนอแบบ Quest Journey หรือการเดินทางเพื่อภารกิจบางประการ ตัวเอกจะได้พบกับอุปสรรคสารพัด และหนึ่งในนั้นเป็นขั้นที่เรียกว่า Atonement with the Father...ยาวอ่ะ ไว้ทีหลัง)
คนสวน ราชินีจ้างไปฆ่าแต่ทำไม่ลงเพราะเห็นแก่ความสวย ไม่ทำร้ายแต่ก็ไม่ให้ความช่วยเหลือ ทิ้งให้หาทางเอาเอง
คนแคระ สัญลักษณ์ของการเรียนรู้และหาทางอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยของผู้หญิงในโลกของผู้ชาย แต่คนแคระเป็นผู้ใหญ่ที่จิตใจเหมือนเด็ก อ่อนแอ ปกป้องสโนว์ไวท์ไม่ได้
(กรี๊ด นี่ตรูทำอะไรลงไป ทำไมยาวเป็นเมตรงี้ - -" สโนว์ไวท์เป็นนิทานที่ถูกเอามาตีความกันเยอะมากๆเลยอ่ะ)
----------------------
2.
Cinderella : นางซินฯแอบเซ็ง
Spotlight
ไม้กวาด
Bits and Pieces
- นิทานเรื่องซินเดอเรลล่าแพร่หลายไปทั่วโลก แต่ฉบับที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของประเทศจีน ในเรื่องไม่มีนางฟ้า มีแต่ปลาซึ่งเป็นวิญญานของแม่ คาดว่าของไทยก็รับมาจากจีน ดัดแปลงจนกลายเป็นนิทานพื้นบ้านเรื่องปลาบู่ทอง (ก็มันเหมือนจริงๆอ่ะ)
- เวอร์ชันที่รู้จักกันมากที่สุดเป็นของฝรั่งเศส ส่วนของพี่น้องตระกูลกริมม์ใช้ชื่อว่า Ash Girl นางซินเวอร์ชั่นนี้เล่นคุณไสยฯ ปลุกผีท่านแม่ที่อยู่ในหลุม o.Oตอนจบพี่เลี้ยงใจร้ายก็รู้สึกจะไม่รอดด้วยนะ
- คำว่า Cinderella Complex หมายถึงอาการของผู้หญิงที่ psychologically dependent กล่าวคือเป็นอาการจิตหลอน รอเจ้าชายมาช่วย คิดไปเองว่าฉันแก้ไขปัญหาหรือลงมือเองไม่ได้ ต้องรอความช่วยเหลือจากคนอื่นเท่านั้น (ไม่รู้ว่าถ้าผู้ชายเป็นโรคนี้จะเรียกว่าอะไรแฮะ? Giselle Complex? อย่างงั้นมันแกล้งบ้ามากกว่ามั้ง...- -")
- ซินเดอเรลล่าเป็นนิทานที่เอามาดัดแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะแก่นเรื่องน้ำเน่า เข้าใจง่ายใสๆ จึงเป็นที่นิยมกันมากผ่านกรรมวิธีมาหลายรูปแบบ ถ้าเป็นคนคงช้ำในตายไปแล้ว
----------------------
3.
Puss in Boots : เหมียวซ่าใส่เกือก
Spotlight
แมวยืนสองขา ใส่รองเท้าบู้ท
(ปล. ไอ่โนะ...Catwoman + Conan แหม คิดไปได้...)
Bits and Pieces
- เป็นตัวเดียวกันกับแมวใส่บู้ทที่เว่าภาษาสเปนใน Shrek2 (หญิงมุกเอาไปหนึ่งคะแนน ^^) เรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านของยุโรป ไม่รู้ใครเริ่มก่อนใครแน่ แต่คนที่รวบรวมมาเขียนจนดังคือ Charles Perrault เจ้าของซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นฝรั่งเศส มีอีกชื่อเรียกว่า The Master Cat
- พุซเป็นสัตว์ผู้ช่วยพระเอกในนิทานที่คนมักคิดถึงเป็นลำดับต้นๆ คงเพราะแมวเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ตัว แล้วพุซมันก็เจ้าเล่ห์ตอแหลดี
- พระเอกในเรื่องเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวโดยมีพี่ชายอีกสองคน คนหนึ่งได้โรงสี อีกคนได้ลา ส่วนตัวเองได้สมบัติจากพ่อเป็นแมว ตามลักษณะของนิทานพื้นบ้านทั่วไป หากเป็นครอบครัวส่วนใหญ่ก็มีกันสามคนพี่น้อง โดยตัวเอกก็มักจะเป็นน้องคนสุดท้อง หากตัวเอกเป็นผู้หญิงจะน่ารัก นิสัยดี มีค่าที่สุดในบ้าน หากตัวเอกเป็นผู้ชายจะซื่อๆโง่ๆแต่จะโชคดีที่สุด แนวคิดเรื่องลูกคนสุดท้องเป็นตัวเอกไม่รู้เริ่มมาจากไหน เลข 3 เป็นเลขสวยมาแต่ไหนแต่ไร อาจเพราะให้ความรู้สึกสมดุลในแง่ของตัวเลือก (เช่น ดี-กลางๆ-ร้าย)
ทำไมต้องคนสุดท้อง? เป็นไปได้ว่าเวลาเล่าเรื่องให้ฟังกัน มันสนุกน่าติดตามกว่าเวลาเก็บของดีเอาไว้สุดท้าย เวลาบรรยายจึงเริ่มบรรยายจากที่ธรรมดาที่สุดไปดีที่สุด (แต่อย่างกรณีของซินเดอเรลล่าเป็นการเล่าย้อนกลับไปอดีตว่าพ่อแต่งงานใหม่ ทำให้ต้องกลายเป็นนางซินฯ ซึ่งตอนจบซินเดอเรลล่าก็ได้ทู่ซี้ใส่รองเท้าเป็นคนสุดท้ายในบ้าน...จนได้)
- Puss in Boots เป็นนิทานดังเรื่องแรกๆที่อ่านเอาสนุกได้อย่างเดียว ไม่มีคติสอนใจเลย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับนิทานพื้นบ้านโดยทั่วๆไป เผลอๆพุซจะเป็นตัวโกงด้วยซ้ำเพราะทั้งฆ่ากระต่ายอย่างไม่ปรานี (ผู้แต่งเขาจงใจเขียนแบบนี้จริงๆด้วยแหละ) รังแกยักษ์ ต้มพระราชาซะเปื่อย ฯลฯ
----------------------
4.
The Pied Piper of Hamelin : พระอภัยฯเยอรมัน (จากปากคำคุณนัท ฮา...)
Spotlight
คนเป่าปี่ (เซตนี้พลาดไปหน่อย Pied Piper จริงๆแปลว่าคนเป่าปี่ในชุดสารพัดสี) กับเด็กหน้าหลอนในชุดขาว
Bits and Pieces
- โดยสองพี่น้องตระกูลกริมม์อีกแล้ว มีที่มาจากเค้าโครงเหตุการณ์จริงในยุคกลาง ที่เมืองฮาเมลิน ประเทศเยอรมนี (จะว่าไป การ์ตูนเรื่องฮาเมรูนนี่มันมาจากคำว่าฮาเมลินป่าวหว่า...) ภายหลังมีการค้นพบหลักฐานเป็นสมุดสวดมนต์ในโบสถ์โดยผู้ที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์จริง โดยระบุลงวันที่ 26 มิถุนายน ปี 1284
- The Pied Piper of Hamelin เคยถูกยกให้เป็นนิทานที่มืดหม่นที่สุดของพี่น้องกริมม์
Summary
- เรื่องมีอยู่ว่าในปีนั้นเกิดหนูแพร่พันธุ์อาละวาดหนักมากในเมืองฮาเมลิน กำจัดยังไงก็ไม่หมด จนกระทั่งมีคนเป่าปี่แต่งชุดหลากสีเดินทางมาที่เมืองพร้อมทั้งประกาศว่าเป็นคนจับหนู ชาวบ้านเลยให้ช่วยโดยบอกจะจ่ายเงินให้ทีหลัง
คนเป่าปี่ก็ทำงาน เป่าเพลงล่อหนูออกจากเมืองไปจนกระทั่งถึงแม่น้ำ และก็ปล่อยให้มันเคลิ้มจนโดดน้ำตายกันหมด จากนั้นก็กลับไปทวงค่าจ้าง ปรากฎว่าชาวบ้านเบี้ยวไม่ยอมจ่ายพร้อมกับไล่ไป สองสามอาทิตย์ถัดมา ขณะที่ชาวบ้านอยู่ในโบสถ์ คนเป่าปี่ย้อนกลับมาอีกครั้งและใช้เพลงล่อเด็กๆหนึ่งร้อยสามสิบคนออกจากเมือง เด็กๆเคลิ้มเดินตามเสียงเพลงกันไปจนกระทั่งหลงเข้าไปในถ้ำ แล้วคนเป่าปี่ก็ปิดตายขังทุกคนไว้ในนั้น บางเวอร์ชั่นบอกว่ามีเด็กบางคนหนีรอดมาได้
Elusive Theories
- มีการตั้งสมมติฐานกันไปต่างๆนานาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ที่พอเข้าท่าหน่อยก็เช่น
1. เด็กๆถูกเกณฑ์ (หลอก) ให้เข้าร่วมสงครามครูเสด หรือที่เรียกกันว่า Child's Crusade ซึ่งปรากฎว่าเด็กตายกันเป็นเบือตั้งแต่ยังไม่ถึงที่รบ ไม่มีใครรอดกลับมาบ้านเลยแม้แต่คนเดียว คนเป่าปี่อาจจะหมายถึงคนที่มานำขบวน เป่าปี่ให้สัญญานเวลาจัดแถว...ก็เป็นไปได้
อนึ่ง ทัพเด็กครูเสดถือเป็นเรื่องบัดซบที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์สงครามครูเสด (กองทัพผู้หญิงของเอเลนอร์แห่งอากิแตนว่าเสียจริตแล้ว...อันนี้แรงกว่า) แต่บางแห่งบอกว่าเด็กๆชวนกันไปเอง กล่าวคือมีเด็กหัวโจกเป็นต้นคิดอยู่กลุ่มนึงแล้วก็ชวนพรรคพวกเฮโลไปตายกันทั้งหมู่บ้าน
2. ช่วงนั้นมีการตั้งรกรากใหม่ทางตะวันออกของประเทศ เป็นไปได้ว่าเด็กๆฮาเมลินจงใจหนีออกบ้านเพื่อประกาศอิสรภาพ o.O' นัยว่าจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่ให้ห่างไกลจากพ่อแม่ (อืม แสดงว่าพ่อแม่ชาวฮาเมลินต้องไม่น่ารักเอาซะเลยจริงๆแฮะ...) โดยคนเป่าปี่เป็นคนของทางการมาป่าวประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน
ทฤษฎีนี้เขาว่าเป็นไปได้สูง เนื่องจากมีการค้นพบชื่อหมู่บ้านซ้ำกันในแถบตะวันออกด้วย (หนีออกจากฮาเมลินเพื่อไปตั้งฮาเมลินใหม่เนี่ยนะ? แปลกๆวุ้ย)
- ในปัจจุบันเมืองฮาเมลินยังอยู่และมีกฎหมายห้ามร้องรำทำเพลงบนถนนหรือกลางที่ชุมชนด้วย (เผื่อคนใจคอไม่ดี)
----------------------
ไม่ไหวแล้น - -" ยาวมาก ขอแปะอีกสามอันไว้พรุ่งนี้ดึกๆ*โบกมือสวัสดีลาก่อน* ^^"