[review] The Hunger Games

posted on 22 Mar 2012 00:37 by vendetta
 
 
(ไม่ได้อัพบล็อกมานานเป็นปีแล้ว ก็เขินบ้างอะไรบ้างนะ ฮาา) ขอบคุณบัตรอภินันทนาการจากสอ.มา ณ ที่นี้ด้วย~
 
พยายามจะไม่สปอย แต่ถ้าพลาดแล้วก็พลาดเลยเถอะ OTL
 
*
 
จขบ.เป็นแฟนหนังสือไตรภาคชุดนี้ ดังนั้นก่อนจะไปดูหนังก็ลำเอียงหน่อยๆอยู่แล้ว แต่จขบ.เองก็ชอบผกก. Gary Ross ด้วย (และไม่ได้พบเห็นผลงานกันมานานโขอยู่ ชอบทั้ง Pleasantville และ Seabiscuit เลย) และเนื่องจากเราควรจะรีวิวหนังเลยขอตัดประเด็นในหนังสือออกไปก่อนนะ (เพื่อให้พิมพ์ได้จบ - -")
 
Hunger Games เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังหายนะวันสิ้นโลก สิ่งที่เหลืออยู่ก็กลายมาเป็นชนชาติพาเน็มที่แบ่งออกเป็น 13 เขต กลุ่มคนที่มีอำนาจก็ได้ขึ้นมาปกครองในนามของ The Capitol ตัวเรื่องจริงๆเริ่มขึ้นหลังจากเหตุการณ์กบฎของเขตสิบสามเมื่อ 74 ปีก่อน และเพื่อเป็นการตักเตือนไม่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาสู้อีก แคปิตอลจึงจัดเรียลลิตี้ โชว์ปีละครั้ง ให้ 12 เขตที่เหลือๆอยู่จับฉลากส่งเด็กชาย-หญิงเขตละหนึ่งคู่มาเล่นเกมฆ่ากัน ไลฟ์ออกอากาศ ผู้อยู่รอดหนึ่งเดียวในสนามคือผู้ชนะ 
 
อย่างไรก็ตาม เราว่าการที่หนังเอาประเด็นรักทไวไลท์มาเป็นจุดขายของเรื่องนี้มันแป้กอย่าง แรงนะ ฮา โดยส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันโรแม้งอะไรอยู่แล้ว (คือตัวละครเป็นวัยรุ่น เรื่องรักก็ต้องมีบ้าง แต่ภาพรวมแล้วมันเป็นประเด็นที่เล็กอ่ะ ในขณะที่มีประเด็นเรื่องอื่นสำคัญกว่า)
 
ในขณะที่หนังสือเล่าผ่านมุมมองและเสียงของแคตนิส เราเลยเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวของนางมากกว่าด้วย แต่พอมันมาเป็นหนังที่ต้องเล่าด้วยมุมกล้อง แล้วไม่ได้ให้เวลากับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ปัญหาเล็กๆที่เกิดขึ้นก็คือ characterisation มันไม่แน่นพอ (ซึ่งอาจจะแก้ได้ในภาคสองละมั้งนะ) เช่น ในหนังสือ แคตนิสไม่ใช่นางเอ๊กนางเอกอย่างที่อาจจะรู้สึกในหนัง เป็นคนธรรมดาที่เข้มแข็งเพราะสถานการณ์บังคับตั้งแต่เด็ก (จะว่าไปมีชะตากรรมแบบเดียวกับมาตรฐานฮีโร่ทั่วไป กำพร้าพ่อ แม่ป่วยจิต) และการล่าสัตว์ในเขต 12 นั้นมันไม่ง่าย และการเป็นเพื่อนสนิทกับเกลมีที่มาที่ไป ซึ่งน่าเสียดายที่เราไม่ค่อยได้เห็นภาพอดอยากหรือลำบากมากๆในเขตนี้เท่าไหร่
 
เอนี่เวย์ หนังให้ความสำคัญกับตัวแคปิตอลดี และภาพที่เสนอออกมาก็ตรงใจจขบ.นะ แฟชั่นแปลกๆเป็นอย่างที่คิด ในจุดนี้ตัวละครอย่างซินนา เอฟฟี่ ซีซาร์ก็ไม่หลุดไปจากจินตนาการอ่ะ (เดาว่าคงเน้นปูเรื่องยาวๆ ถ้าโฟกัสรายละเอียดมากไปอาจจะเล่าไม่หมด) อ่อ เราชอบตรงจุดที่หนังเปิดเรื่อง รู้สึกว่าตรงประเด็นกับภาคนี้
 
*
 
จขบ.ว่าปัญหาหลักของ Hunger Games ฉบับหนังคือมันดัดแปลงออกมาดีมาก แต่มันดันไม่ว้าวอ่ะ - -" หนังนำเสนอธีมเด่นๆออกมาได้ค่อนข้างครบ แต่มันเล่าแบบเล่าไปเรื่อยๆมากไปหน่อย แล้วก็ไม่ได้ทิ้งระยะให้คนดูได้รู้สึก emotionally invested ฮาาา ตัวละครที่ผิดหวังที่สุดคงจะเป็นพีต้า เพราะจขบ.ชอบพีต้า แต่รู้สึกว่านักแสดงตีบทไม่แตก ^^" ที่เหลือถือว่าเฉลี่ยๆกันไป ไม่ได้คาดหวังเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (ยกเว้นเรื่องหุ่น ^^") แต่เราว่าถ้าหนังไม่ได้นางเป็นแคตนิสก็อาจจะดับเลยเหมือนกันนะ
 
(อ่อ อยากเห็นความแตกต่างในตัวแคตนิสตอนอยู่เขตแร้นแค้นกับตอนขึ้นรถไฟไปแคปิตอลให้มากกว่านี้ เพราะ ณ จุดนี้รู้สึกว่าเขต 12 ก็จนนะ แต่ไม่ได้มากเท่ากับที่หนังสือเขียนอ้ะ) 
 
อย่างไรก็ตาม ไปดูหนังเรื่องนี้เถิด ถ้าจะให้ดีก็อ่านหนังสือด้วยเลย :D
 
*
 
- อยากพิมพ์มากกว่านี้ แต่เมื่อคืนโดน autosave ทำร้าย ที่ดราฟท์ไว้เลยว๊าบหายไปทั้งท่อน T^T
- อาจจะกลับมาเขียนถึง Hunger Games แบบหนังสือๆอีกที (เมื่อมีเวลา....)
 

LOTR: A Hero's Journey และ blog tag: Day 06

posted on 24 Aug 2010 00:18 by vendetta  in VileVarious, WryWriting

อ่ะแฮ้ม พักยกชั่วคราว XD

พอดีบล็อกแถก 30days วันที่หกจะว่าด้วย super hero ตัวโปรดในดวงใจ...ก็เลยทำให้นึกขึ้นมาได้ค่ะว่าเคยทำสิ่งนี้เอาไว้ - -" ตั้ง 17 ไฟล์ แล้วก็ลืมไปเสียสิ้น

จขบ.อยู่ในโหมดขุดคุ้ยโฟลเดอร์ร้อยแปดประการใน external ตัวเก่า ก็เลยได้พบอะไร(ที่คิดว่า)น่าสนใจ(สำหรับตัวเอง)มากมาย ดังเช่นในโฟลเดอร์หนึ่งที่ตั้งชื่อว่า HerosJourney อันนี้ ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวใน Lord of the Rings มาประกอบทฤษฎีวงเวียนชีวิตชองวีรบุรุษในตำนานจ๊ะ เป็นทฤษฎีที่ว่า พระเอกมหากาพย์ทุกคนน่ะดวงถึงฆาตในแบบเดียวกัน เขียนโดยคุณซุปกระป๋องโจเซฟ แคมป์เบล

อนึ่ง จขบ.อาจจะเคยแปะลงบล็อกไปแล้วก็ได้นะ - -" แต่มันก็คงจะนานโคตรๆมาแล้ว เพราะจขบ.เองจำไม่ได้แล้ว (ดูจากไฟล์รูป ยังง่อยๆง่าวๆพิกลอยู่เลย) กร๊ากกก ก็ถือว่าเราเริ่มใหม่เหอะเนอะ

คิดว่าเคยทำเวอร์ชั่นเส้นทางชีวิตอารากอร์นไว้ด้วย แต่หาไม่เจอ (หรือคิดไว้แต่ไม่ได้ลงมือทำก็ไม่รู้ - -") พบแต่ดวงชะตาโฟรโด XD ดูจากลำดับแล้วยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ กล่าวคือยังไปไม่ถึง ROTK เลยค่ะ แต่ต่อไม่ติดแล้วอ่ะ ฮา...

เราสามารถแบ่งวงจรการผจญภัยของวีรบุรุษเหล่านี้ได้อย่างหยาบๆเป็นสามช่วงประหนึ่งออกกำลังกายก็ไม่ปาน มีวอร์มอัพ หอบแฮ่ก สุดท้ายก็ชิลๆ

*

Departure 

 อยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ ราหูทับที่อยู่

 ไปแว๊นกันเต๊อะ!

ไม่จริง ไม่ใช่ ไม่เชื่อ...ฉันมาทำอะไรที่นี่

จู่ๆก็มีคนโผล่มาช่วย (จะนับสไตร์เดอร์เป็น Supernatural aid หรือจะนับอาร์เวนขี่รุ้งพุ่งออกมาอย่างในหนัง...หรือจะคุณพี่กลอร์ฟินเดลตามหนังสือก็ไม่ผิดนะ)

 

ตัดสินใจแบบแยงเท้าไปหนึ่งข้าง Crossing of the first threshold สู้ก็สู้(วะ)

จะเดินทางทั้งทีก็ต้องมีพระเครื่องติดตัว

*

Initiation

 เส้นทางไกลเว่อร์ อุปสรรคขวากหนามมากมาย

จุดพุงปลาเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนชนิดดราม่าบังเกิด (ยิ่งถ้าพระเอกเกรียนๆ มาเจอพุงปลาวาฬเข้าไปจะช็อค ผมยาวทันที...) เป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก และโลกที่อยู่ข้างหน้าก็ไม่รู้จัก จะหันหลังกลับก็ไม่ได้แล้ว

คุณซุปกระป๋องเรียกพอยท์นี้ว่าพบเทพธิดาพยากรณ์ - -" แต่ไม่จำเป็นต้องเจอผู้หญิงเสมอไปนะ อาจจะเป็นตัวละครลับอีกตัว ใครก็ได้ หรือกระทั่งพระเอกเองค้นพบสัจธรรมในตัวเองก็ได้

Meeting with the Goddess มักเป็นสัญลักษณ์ของการได้กลับไปสู่ความปลอดภัยไร้กังวลแบบชั่วคราว (เหมือนเด็กที่ยังอยู่ในท้องแม่) เพื่อให้มีเวลาคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

 

 

 ในลอร์ดไม่มี Woman as Temptress แต่เราก็สามารถแทนด้านมืดของเจ้าป้าว่าเป็นเช่นนั้นได้ (เพราะจริงๆแล้วเจ้าป้าก็บ้าอำนาจพอประมาณ) เป็นการหลอนพระเอกให้ยุติภารกิจดีก่า อย่าทำตัวเป็นฮีโร่เลย จะไม่ได้ตายดีนะเธอว์  

 

 

 แต่จะว่าไป น้องแหวนก็ยั่วเก่งนะ - -"

จากนั้นโฟรโดก็ Crossing of the second threshold (เพื่อพักยก จบภาคสอง) นั่นเองค่ะ รูปหมดละ

 ในระหว่างนี้ ยังคงเป็น road of trials อุปสรรคสารพัดอยู่ ก็เลยต้องมีตัวประกอบอดทนโผล่มาช่วยเป็นระยะๆ ให้มหากาพย์ไม่สิ้นหวังเกินไปนัก (ไม่งั้นคนก็ไม่อ่านไม่ดูมันแล้วล่ะ รู้ว่าเดี๋ยวก็ตายหมด)

 

 

 

 

 

 

 จากนั้นเราก็ใกล้เจอบอสแระ...

Atonement with the Father - เป็นภารกิจสำคัญท้าทายความกล้าของฮีโร่ (พ่อในความหมายเชิงสัญลักษณ์คืออำนาจที่เรากลัวและยังไม่กล้าต่อกรด้วย เป็นบอสใหญ่ในเกม) เนื่องจากพระเอกต้องเอาชนะความกลัวในใจ ซึ่งก็คือต้องเอาชนะตัวเองให้ได้  

สำหรับโฟรโด พ้อยท์นี้คือตอนฆ่ากอลลัม สำหรับอารากอร์น พ้อยท์นี้คือการยอมรับตัวเองว่าเป็นใคร มีหน้าที่อะไร (ก่อนหน้านี้พยายามหนีความจริงมาตลอด) จนกระทั่งปลุกผีขึ้นมาสู้

 

 

Apotheosis - ประสบการณ์เฉียดตาย (หรือไม่ก็ตายไปแล้ว ฮา ถ้าในแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็คือตอนหลังสู้กับโวลดี้) เป็นจุดที่ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะทุกอย่างจบแล้ว วีรบุรุษสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตตัวเอง โมเม้นท์จะตายรึเปล่าก็ยังไม่ใช่ จะไม่ตายใช่มั้ยก็ยังไม่รู้

The Ultimate Boon - สิ่งที่ได้รับจากการผจญภัยครั้งนี้ (สำหรับโฟรโดคือ แหวนไปแล้ว - -")

*

Return

ไม่ค่อยมีอะไรแล้วล่ะ  มีจุดที่น่าสนใจคือ ส่วนมากมักจะกลับมาแบบไม่เป็นปกติดี (ดังนั้น 13 ปีต่อมาของแฮร์รี่...แกประหลาดมาก กร๊ากกก) จึงมีจุดที่เรียกว่า Crossing of the return threshold ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะออกไปเจอโลกกว้างแล้ว เคยตายก็เคยมาแล้ว กลับมาอยู่ในสภาพหลั่นล้าแบบเดิมไม่ได้อีก

ซึ่งโฟรโด ด้วยความที่เป็นวีรบุรุษที่ไม่มีความบ้าพลังกะเค้าเลย...ก็เลยทำไม่ได้ :/   

แต่ถ้าทำได้ก็จะเมพไปเลยค่ะ (เช่นพี่นีโอใน The Matrix)  นำไปสู่ขั้นสุดท้าย Freedom to live นั่นคือบรรลุอรหันต์แล้ว ไม่กลัว ไม่เครียดอีกต่อไป 

*

จากเอ็นทรีนี้ จึงได้คำตอบว่าจขบ.ไม่มี super hero ที่ชอบ XD เพราะชอบ unlikely hero, tragic hero, wtf! hero มากกว่านั่นเอง

(ตอนแรกจะเลือก V จาก V for Vendetta...เพราะจะว่าไป น้า V แกก็เหนือมนุษย์อยู่หน่อยๆนะ)

 

(ชื่อเอ็นทรีไม่ใคร่จะเกี่ยว แต่ก็เกี่ยวนะเออว์) เรื่องแอบโบราณไปหน่อยนะคะ ^^" แบบว่าลืม

*

ABSOLUT

เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2005 (ใช่จ๊ะ...และจขบ.ก็ดราฟท์เอ็นทรีนี้ไว้ตั้งแต่พฤศจิกายนของปีเดียวกัน *เขิลลล แหม ก็ลืมบ้างอะไรบ้าง* กร๊ากก) วอดก้ายี่ห้อหย่ายยย สหายรักของมนุษย์ขี้เมาทั้งหลายนามว่า ABSOLUT ได้จ้างคุณ Nadav Kander ให้ไปถ่ายโฆษณาชิ้นหนึ่งด้วยธีม 'มหานคร' เรียกว่าโปรเจคท์ ABSOLUT Metropolis

อันที่จริงนี่ไม่ใช่ของใหม่ของ ABSOLUT แต่ประการใด ad campaign สไตล์นี้มีมานานแล้วล่ะค่ะ (และได้อาร์ตตัวพ่อตัวแม่มาสร้างสรรค์ไว้มากมายหลายชิ้นแล้ว) ธีมของแต่ละโครงการก็จะเป็นชื่อต่อท้ายยี่ห้อกันไปนั่นเองค่ะ  

 เอนี่เวย์ เขาก็คงมีฐานหยั่งรู้ว่านอกจากโตเกียวจะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของโอตาคุแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ยานแม่ลงจอดแล้วเอาคนประหลาดจำนวนไม่น้อยมาปล่อยทิ้งไว้  (เลดี้ กาก้ายังอาจเป็นเพียงผลผลิตที่หลุดวิถีไปทวีปอื่น ฮา) โปรเจคท์นี้ จึงจับเอามนุษย์ผู้เป็นตัวของตัวเองทั้ง 11 ชีวิตมาครีเอทโฆษณาขวดวอดก้าซะเลย

เชื่อว่าหลายๆคนเคยเห็นแล้ว ถือซะว่าจขบ.เอามารวมตัวกันให้ครบๆแล้วกันนะจ๊ะ 

*

Metropolis

รูปนี้เห็นเป็นโปสเตอร์กับหน้าโฆษณาบ่อยๆ อารมณ์เหมือนสาวเมด XD 

 

Manamu คงเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมย่อยสไตล์โกธิค โลลิต้า (เพราะนางมาด้วยเสื้อ Black Peace Now ฮา...รูปอาจจะไม่ค่อยชัด แต่ที่ปิดตาเป็นรูปขวดวอดก้าด้วยนะ)

 

น้าเอลวิส

Keijiro น่าให้ค่าโฆษณาพี่แกเยอะๆ ฮา..

เธอว์คนนี้คือ pyuupiru เป็นศิลปินผู้เวิ่นมากอะไรมากอย่างจริงจัง XD เธอเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญชิ้นนี้ด้วย (แต่เธอว์เป็นเพศอะไรไม่รู้ค่ะ เธอว์บอกว่าอย่าไปสนใจ กร๊ากก) ลองหาผลงานอื่นๆของเธอดูได้ แต่ถ้ากลัวของโป๊ เกรงของแรงก็ข้ามๆไปจ๊ะ :P 

 

Nogi Sumiko (ถักนิตติ้งทั้งชุด!) 

รูปนี้เจอบ่อยมากๆ (ดูจากในรูปรู้แต่ชื่อ Marie Honda ซัง...)

 

 

 

 

อันนี้อาจจะประเวศยิม

 

  สุดท้าย ทรงนี้ไม่มั่นจริงทำไม่ได้นะเธอว์

ปล. ก็ไม่รู้จะอธิบายว่าคุณ Nadav Kander ดังหรือเก่งกว่าคนอื่นอย่างไร ฮา (ก็เมพๆในระดับที่มีนิทรรศการตรึมๆนะ) มีงานชิ้นหนึ่งของคุณแคนเดอร์ที่จขบ.ชอบมากชื่อ Chernobyl, Half Life เป็นภาพเศษซากอารยธรรมหลังโรงพลังนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิลระเบิด ภายหลังอพยพคนออกไปหมดแล้ว มันเวิ้งงงมากจ๊ะ สนใจลองจิ้มไปดูได้ :D

  *

ETA: ลืม - -" เข้าไปเที่ยวเว็บ absolut กันได้นะจ๊ะ (ถ้าอายุเกิน อย่าขี้โกงนะเด็กๆ XD)