[review แบบเลทๆ] Sucker Punch

posted on 22 Jul 2013 21:24 by vendetta in FeverishFilm directory Entertainment
 
เขียนรีวิวอันนี้ไว้วันที่ด 24 เดือน 3 ของปี 2011 o.O" แหม่....นี่ไม่ได้เข้า exteen มานานมากขนาดนี้เชียว OTL  (เพราะลืมพาสเวิร์ด TvT เพิ่งนึกได้วันนี้แหละ ฮาาา) กดเข้ามาอ่านที่ดร๊าฟท์ไว้แล้วพบว่า พิมพ์ไปหลายส่วนแล้ว เลยตัดสินใจ publish เสียทีดีกว่านะ เอิ๊กกก 
 
 
Sweet dreams are made of this
who am i to disagree?
 
*
 
Sucker Punch เป็นหนังออริจินัลเรื่องแรกของ Zack Synder (ที่กำกับ 300 กับ Watchmen ที่เป็นการ์ตูน graphic novel มาก่อน) มาเรื่องนี้ สคริปต์คิดเองแต่ก็ยังองค์ประกอบของคงความเป็นการ์ตูนอยู่นะ จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็น Alice in Wonderland เวอร์ชั่นโอตาคุแฟนบอยดีๆนี่เองค่ะ
 
อันว่าไอเดียสาวน้อยแสนระทม หนีความจริงไปติสแตกในโลกของตัวเองนั้นก็มีมาเยอะแล้ว ตอนแรกจขบ.เองก็เดาๆว่า Sucker Punch คงจะประมาณอลิซคว้ามีดปาดกระต่าย ดาร์กๆหน่อยประมาณเกม American Mcgee's Alice แต่มันก็กลายเป็นว่าไม่เชิงนะ โดยส่วนตัวรู้สึกเสียดายที่หนังตัดเรตตัวเองที่ PG-13 ไม่งั้นน่าจะได้บรรยากาศและฉากที่แรงกว่านี้ (แต่ไปอ่านสัมภาษณ์ผกก.มา Sucker Punch นี่เหมือนแกจะทำแก้เสี้ยนก่อนไปกำกับ Superman ซะมากกว่า และเขาว่าเขาไม่อยาก"ขาย"ในจุดนั้น...ก็โอเค้)
 
จขบ.เชื่อว่าหนังเรื่องนี้กระแสนิยมคงกระจัดกระจายไปทางไม่ชอบกันเยอะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจมั้งคะ หนังมีองค์ประกอบที่เหมือนจะตลาด แต่เป็นแนวเฉพาะทางเอามากๆเลยค่ะ
 
เอนี่เวย์ ก่อนสปอย จขบ.ขอสรุปว่า
 
1. หนังสนุก แต่มันเหมือนเกมที่ไม่ได้เล่นเอง
2. ภาพสวยระทึม ดีไซน์เท่ๆ เพลงประกอบโดนๆ ถ้าชอบโทนสีหรืออะไรแนวๆนี้ ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าไม่ผิดหวัง
3. แต่ถ้าคิดว่าจะไปดูเอามันส์ ระเบิดภูเขาเผากระท่อม กินป๊อปคอร์นไปด้วย...จขบ.ว่าอาจจะไม่สนุกเท่าที่หวังนะ (มันดำเนินเรื่องด้วยจังหวะเดียวกับ 300 และ Watchmen ฉากแอ๊คชั่นสโลว์ๆ) 
 
ต่อไปเป็น SPOILER จ๊ะ
 
*
 
Some of them want to use you
Some of them want to get used by you
Some of them want to abuse you
Some of them want to be abused
 
Patriachal Power vs. Feminine Archetype
 
- หนังเรื่องนี้เป็นหนังผู้หญิงนะ แต่ถูกปรุงแต่งและคิดเห็นเป็นแบบผู้ชายมากกกกก มากกกกก มากกกกกก
 
- ประการหนึ่งที่พึงเข้าใจร่วมกันคือ...มันเป็นหนังสนองตัณหาแฟนบอยค่ะ ผกก.แกเล่นยัดทุกอย่างที่ตัวเองชอบลงไปในหนัง ดังนั้น จะว่าไปมันก็เป็นหนังเฉพาะกลุ่มป่ะนะ ลองว่ามีสาวน้อยในชุดกะลาสีโชว์พุง หน้าตาน่าเอ็นดู แต่เจือกคว้าปืนผาหน้าไม้ไล่จิ้มฝูงออร์คบ้าง ขับหุ่นยนต์ตะลุยซอมบี้บ้าง มันก็คงจะเป็นหนังแอ๊คชั่นร้านตลาดธรรมดาๆไปไม่ได้หรอก 
 
(ประมาณว่าคนที่ดูแล้วไม่เห็นจะชอบเลย ส่วนหนึ่งอาจจะชอบเล่น the sims มากกว่าก็ได้ ฮาา)
 
- โดยภายนอกแบบผิวๆแล้ว Sucker Punch เป็นเรื่องของผู้หญิงในโลกบ้าอำนาจของผู้ชาย โดยเผินๆดูพยายามจะ girl power อย่างออกหน้าออกตา ต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด สาวน้อยโดดตีรันฟันแทงแบบเท่สุดๆ ฯลฯ 
 
แต่เมื่อดูไปลึกๆแล้ว เรากลับไม่มีโอกาสได้เข้าถึงจิตใจของตัวละครในเรื่องสักเท่าไหร่ เพราะตัวละครหลักมีลักษณะบ้านๆที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว  นางเอกถูกออกแบบมาให้ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และนี่ก็เป็นต้นแบบผู้หญิงสูตรสำเร็จที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะรู้สึกอยากเข้าไปปกป้อง (เรากำลังพูดถึง stereotype ในโลกของผู้ชายอยู่นะจ๊ะ) 
 
- ฉากแรกที่เปิดมา การตายของแม่ สายตาของพ่อเลี้ยง และเพลงประกอบ (Sweet dreams are made of this โคตรจะแดกดันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง) แค่นี้เราก็เข้าใจได้ทันทีว่าชีวิตนางช่างบัดซบนัก เข้าตำราสาวน้อยโดนรังแกเด๊ะๆ
 
และเพราะนางเอกเป็นหนึ่งในสูตรสตรีที่เราพอจะรู้จักดี เธอจึงไม่มีชื่อ :D
 
Sexuality vs. Freedom
 
 
- Baby Doll เป็นชื่อสไตล์ผู้หญิงแบบหนึ่ง อันที่จริงชื่อของสาวๆในเรื่องนี้ล้วนเป็นสไตล์ผู้หญิงแต่ละประเภทในแฟนตาซีของผู้ชาย (Sweet Pea - มายดาร์ลิ้ง Rocket - แก่นเซี้ยว Blondie - เซ็กซี่สมองกลวง Amber คมๆแบบเอเชีย ...อ่ะ ยกเว้นมาดามกอร์สกี้ไว้คนที่เป็นมาม่าซัง) 
 
- เมื่อ Baby Doll จินตนาการจากโรงพยาบาลบ้าไปสู่โรงละครในซ่อง (อันนี้นอกจากความหื่นของผกก.เองแล้ว) สามารถมองเพิ่มได้ว่าเพราะนางโดนคุกคามทางเพศมาตั้งแต่ต้นเรื่อง จิตใต้สำนึกจึงแปรสภาพให้คล้องจอง
 
Baby Doll พบว่าว่ามาดามเป็นเจ้าของรพ.แต่กลับไม่มีอำนาจในการจัดการใดๆที่จะช่วยผู้บริสุทธิ์อย่างเธอได้  รพ.จึงกลายเป็นซ่อง มาดามกลายเป็นแม่เล้า บลูกลายเป็นคนที่กุมอำนาจสูงสุด เพราะในโลกจริง บลูก็คือคนที่คุกคามเพศและอิสรภาพของ Baby Doll (ในโลกจริง คุณหมอจะเจาะหัว แปลว่านางจะหมดอิสรภาพโดยแท้จริง ในจินตนาการชั้นที่สอง คุณหมอกลายเป็นเศรษฐีที่จะมาเปิดซิง)  
 
อนึ่ง ตัวละครผู้หญิงที่มีสภาพความเป็นแม่ในเรื่องนี้เฟลทั้งสองคน คนแรกคือแม่แท้ๆที่เลือกสามีเหรี้ยมๆมาเป็นพ่อเลี้ยงของลูก...อาจจะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของแม่เอง แถมยังอายุสั้นชิงตายไปก่อนอีกต่างหาก แต่  ณ จุดนี้จขบ.มองว่าเป็นความผิดของคนเป็นแม่ส่วนหนึ่งนะ (เหมือนพ่อของซินเดอเรลล่าที่หลับหูหลับตาแต่งงานใหม่ ก็สะท้อนถึงความไม่ได้เรื่องของบุพการีที่ทำให้ลูกพลอยซวยไปด้วย)
 
ตัวละครที่ตัวก็คือมาดามกอร์สกี้นั่นเอง ถ้าเป็นในนิทาน คาแรกเตอร์นี้อาจเป็นนางฟ้าแม่ทูนหัวลงมาช่วย...แต่เจ๊ก็ไม่ช่วยอะไร
 
et cetera...
 
- พูดถึงธีมในสไตล์ Alice in Wonderland แบบตีความใหม่เลยทำให้นึกถึง Pan's Labyrinth ที่มีธีมเดียวๆกัน แต่ถ้าเอาเฉพาะธีม จขบ.ยกให้ Pan's Labyrinth นะคะ โหดกว่า ดุกว่า มิติตัวละครลึกกว่า (เราจะขอข้ามไม่พูดถึง Alice in Wonderland ของทิม เบอร์ตัน เพราะเราหดหู่กับความสดใสนั้นมาก ฮา...) แต่อย่างที่เขียนไปว่า Sucker Punch เป็นหนังแก้เสี้ยนของผู้สร้าง จขบ.ว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเยอะ แต่มันเป็นอย่างที่เขียนไปแล้วนั่นแหละ
 
- หนังเป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมหลายๆอย่าง ทั้งญี่ปุ่น ทั้งเกม ทั้ง steam punk แถมยังเป็นหนังซ้อนหนัง (story within story) จะว่าไปก็เป็นความมั่วที่ไม่มั่วนะ แอบรู้สึกว่าเข้ากันดี XD 
 
- เนื่องกจากอันนี้เป็น review ที่ดองข้ามปี เลยพบว่าหนังแป้กในตลาดเมืองนอกไปเยอะ ฮาาา เสียดายนะ แต่ก็น่าไม่แปลกใจเท่าไหร่ จขบ.เองก็ชอบหนังเรื่องนี้แบบชอบองค์ประกอบของหนังโดยรวมๆ คือเราแอบเข้าใจว่าทำไมคาแรกเตอร์มันแบนๆ ดู stereotype ไปหมด ...ก็เพราะมันคือ stereotype จริงๆน่ะสิ แต่ถ้ามองด้วยใจเป็นกลาง คาแรกเตอร์ในหนังมันก็แบนๆและไม่เข้าถึงกลุ่มคนดูส่วนใหญ่
 
- เพลงประกอบเข้ากันทุกฉาก จนทำให้หนังเรื่องนี้เป็น musical แบบกลายๆด้วย 
 
***
 
 
 

[review] The Hunger Games

posted on 22 Mar 2012 00:37 by vendetta directory Entertainment
 
 
(ไม่ได้อัพบล็อกมานานเป็นปีแล้ว ก็เขินบ้างอะไรบ้างนะ ฮาา) ขอบคุณบัตรอภินันทนาการจากสอ.มา ณ ที่นี้ด้วย~
 
พยายามจะไม่สปอย แต่ถ้าพลาดแล้วก็พลาดเลยเถอะ OTL
 
*
 
จขบ.เป็นแฟนหนังสือไตรภาคชุดนี้ ดังนั้นก่อนจะไปดูหนังก็ลำเอียงหน่อยๆอยู่แล้ว แต่จขบ.เองก็ชอบผกก. Gary Ross ด้วย (และไม่ได้พบเห็นผลงานกันมานานโขอยู่ ชอบทั้ง Pleasantville และ Seabiscuit เลย) และเนื่องจากเราควรจะรีวิวหนังเลยขอตัดประเด็นในหนังสือออกไปก่อนนะ (เพื่อให้พิมพ์ได้จบ - -")
 
Hunger Games เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังหายนะวันสิ้นโลก สิ่งที่เหลืออยู่ก็กลายมาเป็นชนชาติพาเน็มที่แบ่งออกเป็น 13 เขต กลุ่มคนที่มีอำนาจก็ได้ขึ้นมาปกครองในนามของ The Capitol ตัวเรื่องจริงๆเริ่มขึ้นหลังจากเหตุการณ์กบฎของเขตสิบสามเมื่อ 74 ปีก่อน และเพื่อเป็นการตักเตือนไม่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาสู้อีก แคปิตอลจึงจัดเรียลลิตี้ โชว์ปีละครั้ง ให้ 12 เขตที่เหลือๆอยู่จับฉลากส่งเด็กชาย-หญิงเขตละหนึ่งคู่มาเล่นเกมฆ่ากัน ไลฟ์ออกอากาศ ผู้อยู่รอดหนึ่งเดียวในสนามคือผู้ชนะ 
 
อย่างไรก็ตาม เราว่าการที่หนังเอาประเด็นรักทไวไลท์มาเป็นจุดขายของเรื่องนี้มันแป้กอย่าง แรงนะ ฮา โดยส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันโรแม้งอะไรอยู่แล้ว (คือตัวละครเป็นวัยรุ่น เรื่องรักก็ต้องมีบ้าง แต่ภาพรวมแล้วมันเป็นประเด็นที่เล็กอ่ะ ในขณะที่มีประเด็นเรื่องอื่นสำคัญกว่า)
 
ในขณะที่หนังสือเล่าผ่านมุมมองและเสียงของแคตนิส เราเลยเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวของนางมากกว่าด้วย แต่พอมันมาเป็นหนังที่ต้องเล่าด้วยมุมกล้อง แล้วไม่ได้ให้เวลากับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร ปัญหาเล็กๆที่เกิดขึ้นก็คือ characterisation มันไม่แน่นพอ (ซึ่งอาจจะแก้ได้ในภาคสองละมั้งนะ) เช่น ในหนังสือ แคตนิสไม่ใช่นางเอ๊กนางเอกอย่างที่อาจจะรู้สึกในหนัง เป็นคนธรรมดาที่เข้มแข็งเพราะสถานการณ์บังคับตั้งแต่เด็ก (จะว่าไปมีชะตากรรมแบบเดียวกับมาตรฐานฮีโร่ทั่วไป กำพร้าพ่อ แม่ป่วยจิต) และการล่าสัตว์ในเขต 12 นั้นมันไม่ง่าย และการเป็นเพื่อนสนิทกับเกลมีที่มาที่ไป ซึ่งน่าเสียดายที่เราไม่ค่อยได้เห็นภาพอดอยากหรือลำบากมากๆในเขตนี้เท่าไหร่
 
เอนี่เวย์ หนังให้ความสำคัญกับตัวแคปิตอลดี และภาพที่เสนอออกมาก็ตรงใจจขบ.นะ แฟชั่นแปลกๆเป็นอย่างที่คิด ในจุดนี้ตัวละครอย่างซินนา เอฟฟี่ ซีซาร์ก็ไม่หลุดไปจากจินตนาการอ่ะ (เดาว่าคงเน้นปูเรื่องยาวๆ ถ้าโฟกัสรายละเอียดมากไปอาจจะเล่าไม่หมด) อ่อ เราชอบตรงจุดที่หนังเปิดเรื่อง รู้สึกว่าตรงประเด็นกับภาคนี้
 
*
 
จขบ.ว่าปัญหาหลักของ Hunger Games ฉบับหนังคือมันดัดแปลงออกมาดีมาก แต่มันดันไม่ว้าวอ่ะ - -" หนังนำเสนอธีมเด่นๆออกมาได้ค่อนข้างครบ แต่มันเล่าแบบเล่าไปเรื่อยๆมากไปหน่อย แล้วก็ไม่ได้ทิ้งระยะให้คนดูได้รู้สึก emotionally invested ฮาาา ตัวละครที่ผิดหวังที่สุดคงจะเป็นพีต้า เพราะจขบ.ชอบพีต้า แต่รู้สึกว่านักแสดงตีบทไม่แตก ^^" ที่เหลือถือว่าเฉลี่ยๆกันไป ไม่ได้คาดหวังเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (ยกเว้นเรื่องหุ่น ^^") แต่เราว่าถ้าหนังไม่ได้นางเป็นแคตนิสก็อาจจะดับเลยเหมือนกันนะ
 
(อ่อ อยากเห็นความแตกต่างในตัวแคตนิสตอนอยู่เขตแร้นแค้นกับตอนขึ้นรถไฟไปแคปิตอลให้มากกว่านี้ เพราะ ณ จุดนี้รู้สึกว่าเขต 12 ก็จนนะ แต่ไม่ได้มากเท่ากับที่หนังสือเขียนอ้ะ) 
 
อย่างไรก็ตาม ไปดูหนังเรื่องนี้เถิด ถ้าจะให้ดีก็อ่านหนังสือด้วยเลย :D
 
*
 
- อยากพิมพ์มากกว่านี้ แต่เมื่อคืนโดน autosave ทำร้าย ที่ดราฟท์ไว้เลยว๊าบหายไปทั้งท่อน T^T
- อาจจะกลับมาเขียนถึง Hunger Games แบบหนังสือๆอีกที (เมื่อมีเวลา....)
 

LOTR: A Hero's Journey และ blog tag: Day 06

posted on 24 Aug 2010 00:18 by vendetta in VileVarious, WryWriting

อ่ะแฮ้ม พักยกชั่วคราว XD

พอดีบล็อกแถก 30days วันที่หกจะว่าด้วย super hero ตัวโปรดในดวงใจ...ก็เลยทำให้นึกขึ้นมาได้ค่ะว่าเคยทำสิ่งนี้เอาไว้ - -" ตั้ง 17 ไฟล์ แล้วก็ลืมไปเสียสิ้น

จขบ.อยู่ในโหมดขุดคุ้ยโฟลเดอร์ร้อยแปดประการใน external ตัวเก่า ก็เลยได้พบอะไร(ที่คิดว่า)น่าสนใจ(สำหรับตัวเอง)มากมาย ดังเช่นในโฟลเดอร์หนึ่งที่ตั้งชื่อว่า HerosJourney อันนี้ ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวใน Lord of the Rings มาประกอบทฤษฎีวงเวียนชีวิตชองวีรบุรุษในตำนานจ๊ะ เป็นทฤษฎีที่ว่า พระเอกมหากาพย์ทุกคนน่ะดวงถึงฆาตในแบบเดียวกัน เขียนโดยคุณซุปกระป๋องโจเซฟ แคมป์เบล

อนึ่ง จขบ.อาจจะเคยแปะลงบล็อกไปแล้วก็ได้นะ - -" แต่มันก็คงจะนานโคตรๆมาแล้ว เพราะจขบ.เองจำไม่ได้แล้ว (ดูจากไฟล์รูป ยังง่อยๆง่าวๆพิกลอยู่เลย) กร๊ากกก ก็ถือว่าเราเริ่มใหม่เหอะเนอะ

คิดว่าเคยทำเวอร์ชั่นเส้นทางชีวิตอารากอร์นไว้ด้วย แต่หาไม่เจอ (หรือคิดไว้แต่ไม่ได้ลงมือทำก็ไม่รู้ - -") พบแต่ดวงชะตาโฟรโด XD ดูจากลำดับแล้วยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ กล่าวคือยังไปไม่ถึง ROTK เลยค่ะ แต่ต่อไม่ติดแล้วอ่ะ ฮา...

เราสามารถแบ่งวงจรการผจญภัยของวีรบุรุษเหล่านี้ได้อย่างหยาบๆเป็นสามช่วงประหนึ่งออกกำลังกายก็ไม่ปาน มีวอร์มอัพ หอบแฮ่ก สุดท้ายก็ชิลๆ

*

Departure 

 อยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ ราหูทับที่อยู่

 ไปแว๊นกันเต๊อะ!

ไม่จริง ไม่ใช่ ไม่เชื่อ...ฉันมาทำอะไรที่นี่

จู่ๆก็มีคนโผล่มาช่วย (จะนับสไตร์เดอร์เป็น Supernatural aid หรือจะนับอาร์เวนขี่รุ้งพุ่งออกมาอย่างในหนัง...หรือจะคุณพี่กลอร์ฟินเดลตามหนังสือก็ไม่ผิดนะ)

 

ตัดสินใจแบบแยงเท้าไปหนึ่งข้าง Crossing of the first threshold สู้ก็สู้(วะ)

จะเดินทางทั้งทีก็ต้องมีพระเครื่องติดตัว

*

Initiation

 เส้นทางไกลเว่อร์ อุปสรรคขวากหนามมากมาย

จุดพุงปลาเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนชนิดดราม่าบังเกิด (ยิ่งถ้าพระเอกเกรียนๆ มาเจอพุงปลาวาฬเข้าไปจะช็อค ผมยาวทันที...) เป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าภารกิจนี้ใหญ่หลวงนัก และโลกที่อยู่ข้างหน้าก็ไม่รู้จัก จะหันหลังกลับก็ไม่ได้แล้ว

คุณซุปกระป๋องเรียกพอยท์นี้ว่าพบเทพธิดาพยากรณ์ - -" แต่ไม่จำเป็นต้องเจอผู้หญิงเสมอไปนะ อาจจะเป็นตัวละครลับอีกตัว ใครก็ได้ หรือกระทั่งพระเอกเองค้นพบสัจธรรมในตัวเองก็ได้

Meeting with the Goddess มักเป็นสัญลักษณ์ของการได้กลับไปสู่ความปลอดภัยไร้กังวลแบบชั่วคราว (เหมือนเด็กที่ยังอยู่ในท้องแม่) เพื่อให้มีเวลาคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

 

 

 ในลอร์ดไม่มี Woman as Temptress แต่เราก็สามารถแทนด้านมืดของเจ้าป้าว่าเป็นเช่นนั้นได้ (เพราะจริงๆแล้วเจ้าป้าก็บ้าอำนาจพอประมาณ) เป็นการหลอนพระเอกให้ยุติภารกิจดีก่า อย่าทำตัวเป็นฮีโร่เลย จะไม่ได้ตายดีนะเธอว์  

 

 

 แต่จะว่าไป น้องแหวนก็ยั่วเก่งนะ - -"

จากนั้นโฟรโดก็ Crossing of the second threshold (เพื่อพักยก จบภาคสอง) นั่นเองค่ะ รูปหมดละ

 ในระหว่างนี้ ยังคงเป็น road of trials อุปสรรคสารพัดอยู่ ก็เลยต้องมีตัวประกอบอดทนโผล่มาช่วยเป็นระยะๆ ให้มหากาพย์ไม่สิ้นหวังเกินไปนัก (ไม่งั้นคนก็ไม่อ่านไม่ดูมันแล้วล่ะ รู้ว่าเดี๋ยวก็ตายหมด)

 

 

 

 

 

 

 จากนั้นเราก็ใกล้เจอบอสแระ...

Atonement with the Father - เป็นภารกิจสำคัญท้าทายความกล้าของฮีโร่ (พ่อในความหมายเชิงสัญลักษณ์คืออำนาจที่เรากลัวและยังไม่กล้าต่อกรด้วย เป็นบอสใหญ่ในเกม) เนื่องจากพระเอกต้องเอาชนะความกลัวในใจ ซึ่งก็คือต้องเอาชนะตัวเองให้ได้  

สำหรับโฟรโด พ้อยท์นี้คือตอนฆ่ากอลลัม สำหรับอารากอร์น พ้อยท์นี้คือการยอมรับตัวเองว่าเป็นใคร มีหน้าที่อะไร (ก่อนหน้านี้พยายามหนีความจริงมาตลอด) จนกระทั่งปลุกผีขึ้นมาสู้

 

 

Apotheosis - ประสบการณ์เฉียดตาย (หรือไม่ก็ตายไปแล้ว ฮา ถ้าในแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็คือตอนหลังสู้กับโวลดี้) เป็นจุดที่ไม่มีอะไรจะเสีย เพราะทุกอย่างจบแล้ว วีรบุรุษสละทุกสิ่งแม้กระทั่งชีวิตตัวเอง โมเม้นท์จะตายรึเปล่าก็ยังไม่ใช่ จะไม่ตายใช่มั้ยก็ยังไม่รู้

The Ultimate Boon - สิ่งที่ได้รับจากการผจญภัยครั้งนี้ (สำหรับโฟรโดคือ แหวนไปแล้ว - -")

*

Return

ไม่ค่อยมีอะไรแล้วล่ะ  มีจุดที่น่าสนใจคือ ส่วนมากมักจะกลับมาแบบไม่เป็นปกติดี (ดังนั้น 13 ปีต่อมาของแฮร์รี่...แกประหลาดมาก กร๊ากกก) จึงมีจุดที่เรียกว่า Crossing of the return threshold ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะออกไปเจอโลกกว้างแล้ว เคยตายก็เคยมาแล้ว กลับมาอยู่ในสภาพหลั่นล้าแบบเดิมไม่ได้อีก

ซึ่งโฟรโด ด้วยความที่เป็นวีรบุรุษที่ไม่มีความบ้าพลังกะเค้าเลย...ก็เลยทำไม่ได้ :/   

แต่ถ้าทำได้ก็จะเมพไปเลยค่ะ (เช่นพี่นีโอใน The Matrix)  นำไปสู่ขั้นสุดท้าย Freedom to live นั่นคือบรรลุอรหันต์แล้ว ไม่กลัว ไม่เครียดอีกต่อไป 

*

จากเอ็นทรีนี้ จึงได้คำตอบว่าจขบ.ไม่มี super hero ที่ชอบ XD เพราะชอบ unlikely hero, tragic hero, wtf! hero มากกว่านั่นเอง

(ตอนแรกจะเลือก V จาก V for Vendetta...เพราะจะว่าไป น้า V แกก็เหนือมนุษย์อยู่หน่อยๆนะ)